การเพาะเลี้ยงอาร์ทีเมีย

รวบรวมโดยคุณฉวีวรรณ หนูนุ่น

อาร์ทีเมียหรือไรสีน้ำตาลหรือไรน้ำเค็ม(brine shrimp) เป็นสัตว์น้ำเค็มชนิดหนึ่ง
จัดอยู่ในจำพวกครัสเตเซีย(Grustacea) เช่นเดียวกันกับ กุ้ง กั้ง และปู แต่อาร์ทีเมีย
เป็นพวกที่ไม่มีเปลือกแข็งหุ้มตัว เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
ทั่วโลกเพราะนิยมนำเอาอาร์ทีเมียไปใช้เป็นอาหารในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน
จำพวกกุ้ง ปู และปลาชนิดต่างๆ

อาร์ทีเมียมีคุณค่าทางอาหารสูง

อาร์ทีเมีย
โปรตีน(%)
ไขมัน(%)
คาร์โบโฮเดรต(%)
เถ้า(%)
ตัวอ่อน
52.2 8.8
18.9 4.5
14.8 4.8
9.7 4.6
ตัวเต็มวัย
56.4 5.6
11.8 5.0
12.1 4.4
17.4 6.3

อาร์ทีเมียมีขนาดที่เหมาะสม
อาร์ทีเมีย
โปรตีน(%)
ไขมัน(%)
ตัวอ่อน
0.4-0.52
0.14-0.18
ตัวเต็มวัย
7.0-15.0
3.0-4.0

ชีววิทยาของอาร์ทีเมีย
Phylum
Arthropoda
Class
Crastacea
Order
Anostraca
family
Artemiidae
Genus
Artemia Leach
Common name
Artemia, Brine shrimp
Thai common name
ไรสีน้ำตาล, ไรน้ำเค็ม

อาร์ทีเมีย เป็นสัตว์น้ำเค็มสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในช่วงความเค็มค่อนข้างกว้างระหว่าง 3-240 ส่วนในพัน(ppt.) แต่ในแหล่งธรรมชาติสามารถพบอาร์ทีเมียได้เฉพาะในแหล่งน้ำที่มีความสูงมากจนกระทั่งสัตว์ที่เป็นศัตรูของอาร์ทีเมียไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เพราะอาร์ทีเมียเป็นสัตว์น้ำที่ไม่มีระบบการป้องกันตนเอง เนื่องจากไม่มีเปลือกแข็งหุ้มลำตัว จึงมีความอ่อนนุ่มตกเป็นเหยื่อให้แก่สัตว์น้ำชนิดอื่นๆได้ง่าย ดังนั้น จึงเป็นข้อจำกัดเป็นอย่างมากของอาร์ทีเมียในแหล่งน้ำธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์จึงได้พยายามนำเอาอาร์ทีเมียมาทดลองเพาะเลี้ยงในพื้นที่ซึ่งสามารถป้องกันศัตรูของอาร์ทีเมียได้และควบคุมปัจจัยต่างๆ ให้เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของอาร์ทีเมียโดยการเลี้ยงอาร์ทีเมีย ปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. การเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ
2. การเลี้ยงในภาคสนาม
การเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ
ได้แก่ การทดลองเลี้ยงอาร์ทีเมียในห้องปฏิบัติการ ซึ่งสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆได้ตามต้องการ ส่วนใหญ่ที่นิยมทดลองเลี้ยงกันในตู้กระจก ถ้าไฟเบอร์กลาสหรือบ่อซีเมนต์ ระบบการเลี้ยงที่นิยมใช้กันแพร่หลาย มีหลายระบบเช่น Flow-through system หรือ Batch culture system ซึ่งส่วนใหญ่การเลี้ยงในห้องปฏิบัติการมีข้อจำกัดในขนาดของถังหรืออุปกรณ์ที่จะใช้เลี้ยงและการลงทุนค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่นิยมปฏิบัติกันในแถบทวีปยุโรป
การเลี้ยงในภาคสนาม
ได้แก่ การทดลองเลี้ยงอาร์ทีเมียในบ่อดิน หรือแหล่งน้ำต่างๆ ที่มีความเค็มจัดซึ่งสามารถควบคุมความเค็มได้ มีการให้อาหาร หรือควบคุมปัจจัยบางอย่าง ข้อดี คือสามารถดำเนินการได้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถทำเป็นอาชีพเสริมควบคู่ผสมผสานไปกับการทำนาเกลือ หรือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ นิยมปฏิบัติกันในแถบอเมริกาใต้ และเอเซีย
หลักเกณฑ์ทั่วไปสำหรับการเลี้ยงอาร์ทีเมีย
การเลือกสถานที่
ควรเป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำเค็มที่มีความเค็มสูง เช่น นาเกลือ เป็นพื้นที่ซึ่งสามารถจัดการให้มีได้ทั้งน้ำมีความเค็มต่ำและสูงตามที่ต้องการได้อย่างเพียงพอ สภาพดินควรเป็นดินเค็มและสามารถเก็บกักน้ำได้ดี มีการคมนาคมสะดวกและใกล้แหล่งอาหารซึ่งเป็นพวกมูลสัตว์ ซากพืช ซากสัตว์ ตลอดจนสิ่งเหลือใช้ต่างๆ เช่น ใกล้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ โรงงานปลาป่น โรงงานฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตอาหารกระป๋องสำเร็จรูปต่างๆ บ่อเลี้ยงกุ้งหรือปลาทะเล
การสร้างบ่อ
ควรให้ความยาวของบ่อไปตามทิศทางลม เพราะนอกจากน้ำในบ่อจะหมุนเวียนได้ดีแล้วไข่ อาร์ทีเมีย ซึ่งลอยอยู่ที่ผิวน้ำจะได้ลอยไปตามทิศทางของลมไปรวมอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของบ่อซึ่งสะดวกต่อการเก็บรวบรวม ขนาดของบ่อ 1-5 ไร่ ความลึก 1-1.5 เมตร ลักษณะการขุดหรือสร้างบ่อจะขุดให้มีขาวังภายในบ่อด้วย
การเตรียมบ่อ
บ่อใหม่ ถ้าดินเป็นกรด ควรปรับสภาพของผิวพื้นบ่อด้วยปูนขาวหรือดินมาร์ลให้เป็นกลางหรือด่างอ่อนเสียก่อน (pH 7.5-9.0) ในการกำจัดศัตรูพวกกุ้ง-ปู-ปลา สามารถจะใช้น้ำที่มีความเค็มสูงมาก เช่น น้ำดีเกลือ (ความเค็ม 350 ppt.) ใส่ลงไปเพื่อกำจัดศัตรูของอาร์ทีเมียได้
บ่อเก่า ควรมีการปรับปรุงบ่อปีละประมาณ 1-4 ครั้ง โดยจะสูบทั้งน้ำและอาร์ทีเมียในบ่ออื่นๆก่อน แล้วขุดลอกเลนปรับปรุงบ่อตากไว้ประมาณ 1-4 สัปดาห์ และในการกำจัดศัตรูพวกกุ้ง-ปู-ปลา สามารถจะใช้น้ำดีเกลือ เพื่อกำจัดศัตรูของอาร์ทีเมียได้
การเตรียมน้ำ
ในบ่อดินความเค็มจะผันแปรอยู่ระหว่าง 70-170 ppt. , pH ระหว่าง 7.5-9 โดยจะสูบน้ำดีเกลือจากนาเกลือในต้นฤดูฝน หรือน้ำเค็มจากบ่ออื่นๆที่ตากไว้ หรือน้ำจากบ่อเลี้ยงกุ้งปลาทะเล หรือน้ำเค็มจากบ่อเลี้ยงอาร์ทีเมียบ่ออื่นๆ ใส่ลงในบ่อที่จะเลี้ยงอาร์ทีเมียผสมให้มีความเค็มสูงตามที่ต้องการ ความลึกของน้ำอยู่ระหว่าง 30-100 เซนติเมตร ก่อนปล่อยอาร์ทีเมียลงเลี้ยงประมาณ 3-5 วัน ควรมีการเตรียมอาหารให้แก่ อาร์ทีเมียที่เริ่มปล่อย (ยกเว้นบ่อที่มีอินทรีย์สารหรือปุ๋ยเป็นจำนวนมากอยู่ในบ่อแล้ว) โดยในระหว่างการเตรียมน้ำควรมีการใส่สารทั้งอินทรีย์สารและอนินทรีย์สาร เพื่อเป็นอาหารเบื้องต้นทำให้เกิดห่วงโซ่อาหารขึ้นภายในบ่อ เช่น การใส่มูลสัตว์ประมาณ 200 กิโลกรัม หรือใช้กากผงชูรสประมาณ 150 ลิตร หรือปุ๋ยยูเรียประมาณ 20 กิโลกรัม/ไร่ อีกทั้งควรเตรียมคอกไว้สำหรับใส่ขยะซึ่งเป็นพวกซากพืช หรือซากสัตว์ต่างๆด้วย
อัตราการปล่อยอาร์ทีเมีย
การปล่อยอาร์ทีเมียลงในบ่อมี 2 วิธี
- ปล่อยอาร์ทีเมียวัยอ่อนที่ได้จากการเพาะฟักไข่อาร์ทีเมียประมาณ 150-200 กรัม/ไร่
- ปล่อยอาร์ทีเมียขนาดโตเต็มวัยประมาณ 5-6 กิโลกรัม/ไร่
โดยการลำเลียงอาร์ทีเมียในน้ำซึ่งปรับความเค็มให้เท่ากับความเค็มของน้ำในบ่อเลี้ยง แล้วบรรจุในถุงพลาสติกอัดออกซิเจนปล่อยลงในบ่อ โดยค่อยๆปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงให้ใกล้เคียงกับน้ำในบ่อ
การเปลี่ยนน้ำ
ตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงอาร์ทีเมียจะไม่มีการเปลี่ยนน้ำ มีแต่การเติมน้ำความเค็มต่ำลงไปในบ่อประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งๆละประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยกเว้นในช่วงฝนตกถ้าฝนตกมากให้ระบายน้ำจืดที่ผิวน้ำออกเพื่อควบคุมระดับความเค็มและความลึกของน้ำให้อยู่ในระดับที่ต้องการเมื่อน้ำในบ่อมากเกินไปก็สามารถนำไปใช้ในการขยายบ่อเลี้ยงอาร์ทีเมียอื่นๆ หรือนำไปตกผลึกเกลือหรือนำไปใช้ในการเพาะเลี้ยงกุ้ง ปลา ต่อไป
การให้อาหาร สามารถให้อาหารได้ 2 วิธี คือ
- โดยใส่ลงในบ่อเลี้ยงอาร์ทีเมียโดยตรง แต่ต้องทยอยใส่โดยหว่านทีละน้อย ซึ่งอาร์ทีเมียจะกินได้โดยตรงเพียงส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็จะเน่าสลายกลายเป็นปุ๋ยก่อให้เกิดแพลงก์ตอน(plankton) ชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารประเภทมีชีวิต สำหรับปริมาณที่ให้จะแตกต่างกันออกไปตามชนิดของอาหาร เช่น มูลไก่จะใช้ประมาณ 200 กิโลกรัม/ไร่/เดือน ร่วมกับกากผงชูรสประมาณ 30-90 ลิตร/ไร่/เดือน แต่ในปัจจุบันสามารถใช้ขยะพวกซากพืช หรือซากสัตว์ที่เป็นชิ้นใหญ่ ใส่ในคอกในบ่อเพื่อให้เกิดการย่อยสลายหรือเน่าสลายเป็นอาหารของอาร์ทีเมีย หรือจะใช้น้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆที่มีสารอินทรีย์และแพลงก์ตอนเป็นจำนวนมาก โดยสูบเติมลงในบ่อเลี้ยงอาร์ทีเมียซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งเพื่อรักษาระดับความเค็มของน้ำในบ่อและยังเป็นการให้อาหารไปด้วยพร้อมกัน แต่จะต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำที่เติมให้เหมาะสม
- นำเอาอาหารชนิดต่างๆที่สามารถรวบรวมได้ ไปหมักเพื่อให้เกิดแพลงก์ตอน(plankton) ที่เป็นอาหารของอาร์ทีเมียเสียก่อน แล้วจึงนำไปให้เป็นอาหารอาร์ทีเมียต่อไป ซึ่งในระบบนี้จะสามารถควบคุมคุณภาพของน้ำในบ่อเลี้ยงอาร์ทีเมียได้เป็นอย่างดี
การให้อาหารทั้ง 2 วิธีนั้น จะให้มากน้อยและบ่อยแค่ไหน โดยวิธีการใดนั้นขึ้นอยู่กับฤดูกาล ปริมาณแพลงก์ตอน และความโปร่งแสง (turbidity) ของน้ำในบ่อเลี้ยง ซึ่งควรจะอยู่ระหว่าง 30-50 เซนติเมตร และควรใช้ไม้คราด อาหารและขี้แดดที่ตกลงไปยังพื้นบ่อให้แตกฟุ้งกระจายกลับมาแขวนลอยอยู่ในน้ำ เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้งหนึ่ง โดยควรดำเนินการอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-3 ครั้ง
การเจริญเติบโต
หลังจากปล่อยอาร์ทีเมียลงเลี้ยงประมาณ 10-15 วัน จะสามารถพบอาร์ทีเมียขนาดโตเต็มวัยในบ่อเป็นจำนวนมากอยู่โดยทั่วไป และจะเริ่มพบตัวอ่อนรุ่นใหม่ และไข่ลอยอยู่ที่ผิวน้ำ การเก็บเกี่ยวผลผลิตถ้าระบบและการจัดการดีจะสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดไปในการปล่อยอาร์ทีเมียลงเลี้ยงเพียงครั้งเดียว แต่ผู้เลี้ยงต้องเลือกเอาว่าจะเก็บผลผลิตเป็นตัวหรือไข่อาร์ทีเมีย หรือจะเก็บทั้งไข่และตัว ถ้าจะช้อนเก็บเอาตัวออกเกือบทุกวัน อาร์ทีเมียขนาดโตเต็มวัยจะมีปริมาณน้อยซึ่งอาร์ทีเมียจะออกลูกเป็นตัวเสียส่วนใหญ่ แต่ถ้าจะเก็บไข่ต้องไม่ช้อนตัวขนาดโตเต็มวัยซึ่งเป็นพ่อแม่นั้นออก แล้วใช้เทคนิคต่างๆ ในการปรับสภาพแวดล้อมเพื่อกระตุ้นให้เพศเมียออกลูกเป็นไข่มากกว่าออกเป็นตัว และถ้าต้องการผลผลิตผลิตทั้งไข่และตัวก็ควรดำเนินการผลิตไข่ก่อน จนกระทั่งอาร์ทีเมียมีอายุมาก ซึ่งจะให้ปริมาณไข่ลดลงหรือส่วนใหญ่ไม่มีไข่แล้ว จึงช้อนเก็บรวบรวมตัวอาร์ทีเมียขนาดโตออก เพื่อให้อาร์ทีเมียรุ่นใหม่เจริญเติบโตขึ้นมาทดแทน
ผลผลิต
- ผลผลิตตัวอาร์ทีเมีย (Artemia biomass) ประมาณ 50-100 กิโลกรัม/ไร่/เดือน
- ผลผลิตไข่อาร์ทีเมีย (Artemia cysts) น้ำหนักเปียก ประมาณ 5-10 กิโลกรัม/ไร่/เดือน

ริมบ่อ