ปลากระบอก

     ปลากระบอกเป็นปลาที่จัดอยู่ในครอบครัว Mugilidae มีหลายสกุลหลายชนิด ชนิดที่รู้จักกันดีและมีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งนิยมใช้ในการเพาะเลี้ยง
คือ Mugil cephalus limmaeus เป็นปลาที่มีลำตัวยาวป้อมหัวแหลม ที่ตามีเยื่อไขมันคลุม ปากเล็ก ครีบหลังมีสองอัน ส่วนหลังเป็นสีเทาหรือน้ำตาล ด้านข้างเป็น
สีเงินวาวท้องขาว ข้าลำตัวมีแถบสีดำบางๆพบมีอยู่ทั่วไปในเขตร้อนและเหนือหรือใต้เขตร้อน(Sub-trophical) ในมหาสมุทรแปรซิฟิค มหาสมุทรแอทแลนติกและ

มหาสมุทรอินเดียรวมทั้งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสำหรับในไทยมีรายงานว่าพบที่จังหวัดสงขลาแต่ไม่มาก
      วงจรชีวิตของปลากระบอกคล้ายกับปลานวลจันทร์ทะเลกล่าวคือ ผสมพันธุ์วางไข่ในทะเลแล้วลูกปลาจะเข้ามาหากินและเจริญเติบโตในบริเวณชายฝั่ง ปลาจะ
เจริญเติบโตในบริเวณชายฝั่งและจะโตเต็มวัยพร้อมที่จะผสมพันธุ์วางไข่ได้เมื่อมีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ปลาเพศเมียจะมีไข่ตั้งแต่ 1-3 ล้านฟอง แล้วแต่ขนาดของปลา ปลาจะวางไข่ในทะเลลึกนอกชายฝั่งที่มีอุณหภูมิในช่วง 21-25oC ลักษณะไข่ปลาเป็นไข่ครึ่งจมครึ่งลอยลูกปลาที่ฟักเป็นตัวจะถูกกระแสน้ำพัดพาเข้าในบริเวณชายฝั่ง ลูกปลาช่วงวัยอ่อนจะกินแพลงก์ตอนสัตว์เป็นอาหารเมื่อลูกปลาเจริญได้ขนาดประมาณ 3 ซม. ก็จะเปลี่ยนอุปนิสัยการกินอาหารมากินพืชแทน
       ปลากระบอกเป็นปลาที่กินพืชที่แท้จริงจัดอยู่ในขั้นอาหารที่สอง(Secandtro-Plnclevel) เป็นปลาที่ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพ
แวดล้อมได้ดี สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆได้ง่าย ปลากระบอกเป็นปลาที่มีสรีระวิทยาของทางเดินอาหารและกรรมวิธีการกินอาหารที่น่าสนใจ ปลาชนิด
นี้จัดว่าเป็นนักกินบริเวณผิวสัมผัส (Interface feeder) ไม่ว่าเป็นผิวพื้นก้นบ่อ ผิวน้ำ ผิวของใบพืช เช่น หญ้าทะเล ผิวของหินใต้น้ำ ผิวของรากต้นไม้ในป่าชายเลน ฯลฯ
ปลากระบอกจะกินโดยวิธีการดูดหรือแทะเล็มที่พื้นผิววัสดุซึ่งมีทั้งอาหารและไม่ใช่อาหาร แต่ปลากระบอกจะมีอวัยวะกรองที่คอเรียกว่า (Phary ngeal fitering
device) แยกตะกอนอาหารออกจากตะกอนที่ไม่ใช่อาหารแล้วพ่นตะกอนที่ไม่ใช่อาหารออกมาและส่วนที่เป็นอาหารก็จะกลืนลงสู่กระเพาะอาหารส่วนลำไส้ของปลา
กระบอกจะยาวมาก ขดอยู่หลังกระเพาะอาหารยาวประมาณ 5 เท่าของตัวปลา
การเพาะเลี้ยงและอนุบาลลูกปลากระบอก
      ได้มีการศึกษาวิธีการเพาะพันธุ์ปลากระบอกมานานเป็นเวลานับสิบปีมาแล้วโดยเฉพาะปลากระบอกเทามีชื่อสามัญว่า grey mullet หรือ striped mullet (Mugil
cephalus) วิธีการเพาะพันธุ์ปลากระบอก ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการฉีดฮอร์โมนชนิดต่างๆเพื่อเร่งให้ไข่และน้ำเชื้อพัฒนาถึงขั้น พร้อมผสมพันธุ์ (fertitization) แล้วจึง
ทำการผสมเทียมแบบแห้ง (dry method) หรือปล่อยให้ผสมพันธุ์วางไข่ในบ่อหรือภาชนะต่อไป สำหรับปลากระบอกดำ (Mugil dussumieri) ได้มีการศึกษาการ
เพาะพันธุ์โดยวิธีผสมเทียมโดยการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ คัดเลือกปลาที่มีไข่แก่และมีน้ำเชื้อพร้อมทำการรีดไข่ผสมกับน้ำเชื้อโดยวิธีผสมแบบเปียก
(Wet method)
วิธีการดำเนินการเพาะพันธุ์ปลากระบอก
1. รวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาและทำการเพาะฟักไข่ปลากระบอก การรวบรวมปลาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ควรรวบรวมปลาตั้งแต่ขึ้น 11-15 ค่ำ ในเวลาบ่ายถึงค่ำ จะได้ปลาที่มีไข่
แก่ และน้ำเชื้อพร้อมมากกว่าการรวบรวมในเวลาอื่น การรวบรวมปลาต้องระวังมากเพื่อให้ปลาบอบช้ำน้อยที่สุดโดยการลำเลียงใส่ถุงพลาสติกขนาด 20x30 นิ้วถุงละ 3-5
ตัว อัดออกซิเจนทันทีและควรลำเลียงปลาสู่บ่อวางไข่ในเวลา 1-2 ชม. หลังจากจับปลาได้โดยคัดปลาให้น้ำหมุนเวียนตลอดน้ำทะเลที่ใช้ต้องกรองจนใสสะอาด ความเค็ม 30 ส่วน/พัน
2. เมื่อปลาวางไข่ทำการรวบรวมไข่ปลาไปพักในถังฟักไข่รูปทรงกรวยขนาดจุน้ำ 500 ลิตรจำนวน 2 ใบ น้ำทะเลที่ใช้ฟักไข่มีความเค็ม 30 ส่วน/พัน ผ่านการฆ่าเชื้อ
ด้วยคลอรีนผงความเข้มข้น 20 ส่วน/ล้าน ตกตะกอนจนใสภายในถังฟักให้ฟองอากาศระดับปานกลางให้น้ำหมุนเวียนตลอดเวลาฟักไข่ อุณหภูมิน้ำเวลาฟักไข่ 26-28 องศาเซลเซียส เมื่อปลาฟักออกเป็นตัวและทำการสุ่มนับลูกปลาเพื่อทราบอัตราฟักไข่และจำนวนลูกปลาทั้งหมด หลังจากนั้นหยุดลม กวนน้ำให้หมุนเพื่อให้ตะกอนไข่จม
ลงไปรวมที่ก้นถังเพื่อดูดออกทำการย้ายลูกปลาวัยอ่อนลงบ่อหรือถังเพื่ออนุบาลต่อไป
การอนุบาลลูกปลากระบอก
การอนุบาลปลาแบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ
- ระยะแรกอนุบาลลูกปลา 1-12 วันในบ่อ 25 ตัน จำนวน 2 บ่อ
- ระยะ 12-30 วันในบ่อ 25 ตันจำนวน 4 บ่อ โดยการแยกลูกปลามาจาก 2 บ่อที่ทำการอนุบาลลูกปลาในระยะแรก

     การอนุบาลลูกปลากระบอกอายุ 1 วัน ในบ่อซีเมนต์ขนาดจุน้ำ 25 ตัน เป็นน้ำที่ตกตะกอนจนใสผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน 20 ส่วน/ล้าน ความเค็ม 30 ส่วน/พัน
ในวันแรกเติมน้ำให้ได้ระดับ 1.2 เมตร ให้ฟองอากาศระดับปานกลางให้น้ำหมุนเวียนตลอดเวลาเมื่อลูกปลาอายุได้ 2 วัน yolk sac ยุบแล้วเริ่มให้กินโรติเฟอร์และจะเติม
โรติเฟอร์ให้ลูกปลาทุกๆวัน โดยระยะ 3-5 วันแรกจะให้โรติเฟอร์ความหนาแน่นประมาณ 5-10 ตัว/ซีซี หลังจากนั้นจะเพิ่มปริมาณโรติเฟอร์ให้มีความหนาแน่น 10-20 ตัว/ซีซี (Eda al., 1990, Murashinge et al., 1991., Hagiwara et al., 1989) เพื่อให้โรติเฟอร์มีคุณค่าทางอาหารสมบูรณ์และเพื่อให้มีการแพร่พันธุ์โรติเฟอร์
ภายในบ่ออนุบาลลูกปลาอย่างพอเพียง จึงต้องเพิ่มคลอเรลล่าลงในบ่ออนุบาลลูกปลาทุกๆวันวันละ 1 ตัน เติมน้ำจนมีระดับน้ำเต็มบ่ออนุบาลซึ่งใช้เวลา 12 วัน หลังจากนั้น
ทำการตรวจสอบอัตรารอดตายของลูกปลา ทำการเคลื่อนย้ายลูกปลาไปอนุบาลในบ่อใหม่ โดยลูกปลาคงเหลือบ่อละ 200,000 ตัว ทำการอนุบาลต่อไปจนครบ 30 วัน
อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปลากระบอกอายุ ตั้งแต่ 2 วันจนถึง 30 วัน ได้แก่ โรติเฟอร์ อาร์ทีเมีย และอาหารผสมอาหาร
การเตรียมบ่อและการเลี้ยงปลากระบอก
    การเตรียมบ่อเลี้ยงปลากระบอกได้ดัดแปลงมาจากการเตรียมบ่อเเพื่อเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล Chanos chanos (Pillay., 1990) ซึ่งเป็นปลาที่มีลักษณะนิสัยการกิน
เช่นเดียวกับปลากระบอก
ขั้นตอน
1. ฆ่าปลาและตัวเพลี้ยอื่นๆโดยใช้กากชาหรือโล่ติ๊นในอัตรา 2 กก./ไร่ ตากบ่อให้แห้งให้ฤทธิ์ยาเบื่อหายไป ถ้าเป็นไปได้ควรพลิกหน้าดิน 2-3 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าสัตว์ที่
ไม่ต้องการซึ่งอาจจะฝังอยู่ในดินตายหมดแล้ว
2. โรยปูนขาว 0.5-1.0 กก./ไร่ ถ้าดินเป็นกรดค่า pH ต่ำกว่า 7.0 แล้วใส่ปุ๋ยอินทรีย์(ขี้ไก่) 100-300 กก./ไร่ และปุ๋ยวิทยาศาสตร์ NPK (16-20-0) ในอัตรา 15-20
กก./ไร่ เพื่อให้บ่อมีแพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์รวมทั้งสาหร่ายหรือเรียกรวมกันว่า แลป แลป (Lap-Lap) ซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติ
3. สูบน้ำเข้าพอท่วมพื้นแล้วเติมปุ๋ย NPK 18-46-0 ในอัตรา 12-13 กก./ไร่ 2-3 วัน หลังจากสูบน้ำเข้า(ตามปกติ) ใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ถ้ามีแดดดี อาจเติมปุ๋ยยูเรีย
(Urea) ในอัตรา 3-5 กก./ไร่ เพื่อเร่งให้เกิดอาหารธรรมชาติเร็วขึ้น เพิ่มน้ำให้สูงประมาณ 30-50 ซม. โดยการเพิ่มทีละ 3-5 ซม. เพื่อกันสาหร่ายที่เกิดขึ้นที่พื้นบ่อลอย
ขึ้นผิวน้ำเติมปุ๋ยครึ่งหนึ่งของปริมาณครั้งแรกทุกๆ 7-15 วัน
ข้อแนะนำ

     ควรเตรียมอาหารธรรมชาติให้พร้อมก่อนปล่อยลูกปลาขนาด 2.5 ซม. ลงเลี้ยงในอัตรา 1-5 ตัว/ตรม. หรือ 1,600-8,000 ตัว/ไร่ ถ้าบ่อไม่กว้างมากไม่มีปัญหาดินกรด
และคุณภาพน้ำดี อาจจะปล่อยปลาในอัตราสูงกว่านี้ได้ประมาณ 10-25 ตัว/ตรม. หรือ 16,000-37,500 ตัว/ไร่ เลี้ยงไปสักประมาณ 2 เดือน แล้วย้ายลงบ่อเลี้ยงอีกบ่อ
ในอัตราปล่อย 1-2 ตัว/ตรม. โดยให้รำบ้างในอัตรา 5% ของน้ำหนักตัวเป็นอาหารเสริม ปลากระบอกต้องการพื้นที่กว้างแต่ไม่ต้องการบ่อที่ลึกมากกว่า 1 เมตร แม้ตาม
ธรรมชาติจะสามารถอยู่ที่ลึกได้
อาหารและการให้อาหาร
     นอกจากอาหารธรรมชาติจากการเตรียมบ่อแล้วยังมีอาหารผสมด้วยถ้าในกรณีที่อาหารธรรมชาติไม่เพียงพอโดยการทำยอ ขนาด 0.5-0.8 x 0.5 เมตร ทำด้วยอวนมุ้ง
สีฟ้ามีขอบสูง 2-5 ซม. ถ้าบ่อกว้างมากควรมียอให้อาหารหลายวัน พยายามอย่าย้ายที่ยอ ปลาจะได้จำจุดที่จะไปกินอาหารและหลังให้อาหารประมาณ 1-2 ซม. ต้องสังเกต
ว่าหมดหรือไม่ เพราะถ้าให้อาหารมากไปน้ำอาจจะเสียได้ ให้อาหารวันละ 4 ครั้ง และต่อมาอาจปรับเป็น 2 ครั้งก็ได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าอาหารธรรมชาติสมบูรณ์ดีหรือไม่ ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 1 ปี จึงจะขายได้ราคาดี

เอกสารอ้างอิง
ศาสตราจารย์ ดร.เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต. ปลากระบอกกับการปรับปรุงสภาวะแวดล้อมในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล. ประมงเศรษฐกิจ 2 , 14. 2536. หน้า 18
ชวลิต วิทยานนท์. พันธุ์ปลากระบอกของน่านน้ำไทย. 2531. ข่าวกรมประมง. ปีที่ 12 ฉบับที่ 6 หน้า 18.


เอกสารวิชาการฉบับที่ 18/2536 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง 13 หน้า KT-0811หน้า 18/36 ฉบับที่ 2.
นิเวศน์ เรืองพานิช, เรณู ยาชิโร และวิชัย วัฒนกุล. 2536 การเพาะและอนุบาลลูกปลากระบอกดำ
(Liza Subviridis) เอกสารวิชาการฉบับที่ 18/2536 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง 13 หน้า.

ริมบ่อ