การเพาะเลี้ยงคลอเรลลา | การเพาะเลี้ยงสเกลีโตนีมา | การเพาะเลี้ยงคีโตเซอรอส

การเพาะเลี้ยงคลอเรลลา

      เป็นแพลงก์ตอนพืชที่มีขนาดเล็กมากแค่ 2-3 ไมครอน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ถ้ามีอยู่เป็นจำนวนมาก จะทำให้เห็นน้ำเป็นสีเขียวตอง คลอเรลลาใช้เป็นอาหารของโรติเฟอร์และไรน้ำกร่อยรวมทั้งใช้ทำสีน้ำในบ่ออนุบาล ซึ่งจะช่วยลดการเกิดเชื้อเรืองแสงได้ คลอเรลลาที่เราใช้อยู่ชอบแสงแดด แต่ไม่ชอบอากาศร้อนเกิน 30 องศาเซลเซียส ยิ่งถ้าครี้มฝนหรือแสงน้อยจะตายได้ง่าย นอกจากนี้การใส่คลอรีนผง 1 กรัม/ตัน หรือคลอรีนน้ำ 7 มล./ตัน จะช่วยให้คลอเรลลาเจริญเติบโตได้เมื่อมีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม รวมทั้งเมื่อมีศัตรูไม่ว่าจะเป็นแพลงก์ตอนพืชชนิด เช่น ออสซิลลาทอเรีย และคีโตเซอรรอสชนิดที่เป็นสายหรือแพลงก์ตอนสัตว์ เช่น โรติเฟอร์และไรน้ำกร่อย
วิธีการเพาะเลี้ยงคลอเรลลาในบ่อ 20 ตัน
1. ใส่น้ำทะเลสะอาด ให้ได้ปริมาตร 10 ตัน
2. เติมพันธุ์คลอเรลลา ความโปร่งใสประมาณ 50 ซม.
3. ชั่งปุ๋ยละลายปุ๋ยแต่ละตัวใส่ลงในบ่อตามสูตร
สูตร21 -0 - 0  
500  กรัม
สูตร 16 - 20 -0
 75 กรัม
สูตร 46 - 0 - 0
 25 กรัม
4. ให้ฟองอากาศ
5. วัดความโปร่งใสของน้ำ
6. เวลา 11.00 น. วัดอุณหภูมิของน้ำ ถ้าอุณหภูมิเกิน 31 องศาเซลเซียส ให้ปิดบ่อ 80% จนถึงเวลา 14.00 น. ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 31 องศาเซลเซียสให้เปิดบ่อ
7. ใส่คลอรีนผง 20 กรัม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นฟองหนืดเมื่อน้ำคลอเรลลามีสีเพี้ยนหรือเมื่อไม่แน่ใจว่ามีโรติเฟอร์ลงไปปนเปื้อนหรือไม่
8. สูบไปใช้ ครึ่งบ่อเมื่อวัดความโปร่งใสได้ประมาณ 50 ซม. หรือต่ำกว่านี้
9. ขยายพันธุ์เพิ่มโดยเติมน้ำผสมตามข้อ 1 ลงไปจนเต็มบ่อและเติมปุ๋ยตามข้อ 3
10. ทำซ้ำตามข้อ 4-9
11. ดำเนินการตามข้อ 4-7
12. วันต่อมาสูบไปใช้หมดบ่อ แล้วล้างบ่อก่อนที่จะเพาะใหม่ในสภาพที่เหมาะสมคลอเรลลาเพิ่มจำนวนได้สูงสุดในเวลา 4-5 วัน
     แต่ถ้าเหลือหัวเชื้อไว้ครึ่งหนึ่งแล้วเติมน้ำเลี้ยงลงไปจนเต็มเพาะเลี้ยง 2-3 วัน ก็ใช้ได้ โดยเติมปุ๋ยเพียง 25%ของปุ๋ยที่จะใช้สำหรับ
น้ำเต็มบ่อ ถ้าจะเลี้ยงต่อเนื่องนานหลายวันจึงล้างบ่อ ควรเก็บเกี่ยวไปใช้วันละไม่เกิน 20% ถ้าเริ่มต้นด้วยหัวเชื้อ 1 ตัน ควร
เพาะเลี้ยงคลอเรลลาก่อนนำนอเพลียสเข้าโรงเพาะประมาณ 10 วัน ถ้าจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้นควรเพิ่มคาร์บอนไดออกไซค์เฉพาะใน
เวลาที่มีแสงลงไปด้วย 2% ของฟองอากาศทั้งหมดหรือกะปริมาณให้ต่ำกว่า 2%และเป็นไปได้ที่จะเพาะในบ่อกลางแจ้งโดยไม่
ต้องใช้หัวเชื้อใหม่จากห้องปฏิบัตอการอย่างที่สถาบันฯ ทำอยู่หัวเชื้อคลอเรลลาสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นในช่องธรรมดา
ได้นานเป็นปี
กลับสู่ข้างบน
สเกลีโตนีมา

               เป็นแพลงก์ตอนพืชในกลุ่มที่เรียกว่าไดอะตอม เช่นเดียวกับคีโตเซอรอส เมื่อรวมกันมาก ๆ จะทำให้ เห็นน้ำเป็นสีน้ำตาล สเกลีโตมา
หรือไดอะตอนชนิดอื่นเจริญเติบโตเร็วกว่าคลอเรลลา และอายุจะสั้นกว่าด้วย ในประเทศไทยสเกลีโตนีมาที่เพาะกลางแจ้งมักจะมีอายุ 1-2วัน
เท่านั้นทางภาคใต้สเกลีโตนีมาเจริญเติบโตได้ง่ายกว่าคีโตเซอรอสชนิดเดี่ยวซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันในภาคกลางและให้ผลดีเท่าเทียม กับการ
คีโตเซอรอสชนิดเซลล์เดี่ยว ถ้าได้เซลล์ที่มีขนาด (5-8 ไมครอน) ซึ่งมองด้วยตาเาปล่าไม่เห็น จะใช้อนุบาลได้ดีกว่าเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ (13-20 ไมครอน) ที่มองเห็นเป็นเส้นเล็ก ๆ เจริญเติบโต ได้ไม่ดีตายง่ายและลูกกุ้งกินยากกว่า การที่เซลล์ของ สเกลีโตนีมาต่อกันเป็นสายยาวทำให้กรองได้
แต่เซลล์ของมันเปราะบางแตกหักง่ายถ้าจะกรองจึงควรกรองด้วยความระมัดระวัง เพราะเซลล์ที่แตกหักจะอนุบาลลูกกุ้งได้ไม่ดี และทำให้น้ำเสียได้     นอกจากนั้นสเกลีโตนีมายังตายง่าย เมื่อไม่มีแสงและอากาศร้อนเกิน 32 องศาเซลเซียส เมื่อตายจะทำให้เกิดเมือก จึงควรใส่ในบ่ออนุบาลอย่างพอ
เหมาะและให้แสงส่องลงในบ่อได้ถ้าทุกอย่างลงตัวการให้อาหารเพียงมื้อเดียวก็สามารถทำให้ลูกกุ้งเจริญเติบโตจนเข้าระยะไมซิสได้ ไม่ว่าจะให้
สเกลีโตนีมาหรือคีโตเซอรอส
วิธีการเพาะเลี้ยงสเกลีโตนีมาในถัง 1 ตัน
1. ผสมน้ำเค็ม 4 ส่วน + น้ำจืด 1 ส่วน ให้ได้ปริมาตร 900 ลิตร เมื่อมีแสงแดดและ 800 ลิตร เมื่อไม่ค่อยมีแสงแดด
2. ใส่พันธุ์สเกลีโตนีมา 100 ลิตร หรือ 200 ลิตร เพื่อให้น้ำเต็มถัง
3. ให้ฟองอากาศและให้ได้รับแสงอย่างเพียงพอ ถ้าแสงแดดน้อยให้เพาะกลางแจ้ง
4. อย่าให้อุณหภูมิเกิน 32 องศาเซลเซียส โดยหาตำแหน่งวางถังให้เหมาะสม
5. เพาะ 1-2 วัน กรองไปใช้หรือสูบไปใช้ 800-900 ลิตร
6. ขยายพันธุ์เพิ่มโดยเติมน้ำผสมตาม ข้อ 1 จนเต็มถัง ทำซ้ำตาม ข้อ 3-6
7. วันต่อมากรองหรือสูบออกจนหมดถัง เก็บไว้เป็นพันธ์ 100-200 ลิตร
8. ล้างถังให้สะอาดเพื่อเพาะใหม่ ตามข้ 1-7 โดยใช้หัวเชื้อจากข้อ 8
9. ดำเนินการเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนหยุดใช้สเกลีโตนีมา

การเพาะเลี้ยงคีโตเซอรอส
(Cheatoceros spp.)

      คีโตเซอรอส เป็นไดอะตอมชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลาย เนื่องจากหาหัวเชื้อได้สะดวกและเมื่อเจริญเต็มที่แล้วจะยังคงอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง โดยที่จะไม่ตาย
และตกตะกอนทันทีเหมือนกับสาหร่ายชนิดอื่น
     คีโตเซอรอส เป็นสกุลที่เป็นแพลงก์ตอนถาวร และมีความสำคัญในการประมง เนื่องจากเป็นอาหารของสัตว์น้ำ ทั้งในธรรมชาติและการเพาะเลี้ยงในบ่อ มีจำนวน
ชนิดและปริมาณมากทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่พบในทะเลประมาณว่ามีมากกว่า 50 ชนิด ที่พบในทะเลเขตร้อน และพบมากบริเวณชายฝั่งทะเลมากกว่าทะเลลึก
ลักษณะ
      เป็นสายโซ่ตรงหรือโค้ง เซลล์รูปไข่จนถึงกลม เมื่อมองจากด้านวาลว์ เซลล์รูปสี่เหลี่ยมที่มีขอบตรงเว้าหรือนูน เมื่อมองจากด้านเกอเดิลด้านกว้าง เว้าหรือนูนก็ได้
ส่วนมุมขวาหรือ valve mantle เป็นรูปทรงกระบอก ที่มุมขวาในแกนยาว มีซีตีลักษณะเป็นหนามยาวมุมละ 1 เส้น ซีตีที่มุมของแต่ละฝาเซลล์ที่อยู่ติดกันจะแตะกัน
ที่จุดใกล้กับฐาน ทำให้หลายเซลล์ต่อกันเป็นสาย และเกิดมีช่องว่างระหว่างเซลล์ เรียกว่า อะเพอร์เซอร์หรือฟอรามินา ( apertures or foramina) โคนของซีตี
ขนานกับแกนเพอร์วาลวาร์ หรือ pervavar axis หรือกางออกในแนวตั้งฉากกับแกนของสาย ความยาวของสาย คีโตเซอรอส ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการสร้างซีตีปลาย
สุดของสายหรือเทอร์มินัลซีตี ซึ่งมักจะสั้นกว่าและหนากว่าซีตีเส้นอื่น ซีตีเส้นปลายสุดมักขนานกับแกนของสาย แต่มี คีโตเซอรอสบางชนิดมีเซลล์เดียวเซลล์ประกอบ
ด้วยฝา 2 ฝา มีวงเกอเดิล 1-2 วง บางชนิดมีอินเตอร์คาลารีแบนด์ ซึ่งมักมองเห็นไม่ชัดเจน คลอโรพลาสต์มีรูปร่างขนาด ตำแหน่งไม่แน่นอน บางชนิดมีไพรีนอยด์
      คีโตเซอรอสชนิดที่พบบริเวณชายฝั่งจะสร้างเรสติงสปอร์ (resting spore) เซลล์ปกติ 1 เซลล์จะสร้างเรสติงสปอร์เพียง 1 สปอร์ ตำแหน่งที่สร้างคือบริเวณ
ใกล้กับแถบเกอเดิล (girdle band) แต่บางชนิดอาจสร้างที่ขอบเซลล์ ขอบของสปอร์มีหนามยาวหรือหนามขนาดสั้นๆ แต่ละ สปอร์มีฝา 2 ฝา ฝาแรก (primary
valve) จะมีมุมหรือ valve mantle เรสติงสปอร์เมื่อสร้างขึ้นมาใหม่จะมีผนังเรียบ
      ถ้าตำแหน่งเรสติงสปอร์อยู่ชิดขอบเซลล์ ฝาด้านหนึ่งอาจเชื่อมติดกับเซลล์แม่ โดยมุมฝาจะหายไป และมีซีตีสั้นและหนาแทน ฉะนั้น สปอร์แบบนี้จึงเกิดเป็นคู่และ
เกิดในเซลล์ที่อยู่ติดกัน
     คีโตเซอรอสชนิดที่สร้างออกโซสปอร์มีเพียงไม่กี่ชนิด การสร้างสปอร์เกิดขึ้นโดยการที่สารภายในเซลล์ไหลออกไปรวมกันที่ด้านข้างแล้วปริมาตรของเซลล์จะขยาย
ใหญ่ขึ้น ฝาใหม่จะถูกสร้างขึ้นเพื่อจะได้เซลล์ปรกติที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม (ก่อนสร้างออกโซสปอร์)
ชนิด
      ชนิดของคีโตเซอรอสที่นำมาเพาะเลี้ยงเพื่อเลี้ยงลูกกุ้งมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น คีโตเซอรอส คาลซิแทรนซ์ (C. calcitrans) ซึ่งเป็นพันธุ์จากแหล่งน้ำของประเทศ
ฟิลิปปินส์ เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ มีขนาดเล็กและหนามสั้น ซึ่งจะมีปริมาตรเซลล์ประมาณ 50 ลูกบาศก์ไมครอน แต่ปริมาตรอาจน้อยกว่านี้เช่น 30 ลูกบาศก์ไมครอน บางครั้ง
คีโตเซอรอสชนิดนี้อาจมีขนาดเล็กมากคือ มีเส้นผ่านศูนย์กลางเซลล์ 4-5 ไมครอนก็ได้ เพราะขนาดจะเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม
      นอกจากไดอะตอมชนิดนี้จะเป็นชนิดที่เหมาะสมกับการเป็นอาหารของลูกกุ้งแล้วยังเป็นอาหารที่ดีในการเลี้ยงหอยสองฝาได้อีกด้วย คีโตเซอรอสชนิดที่เป็นเซลล์เดี่ยว
อีกชนิดหนึ่งคือ คีโตเซอรอส กราซิลิส (C. gracillis) เซลล์มีรูปร่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดของเซลล์โดยไม่นับก้าน (setae) มีดังนี้
ความยาว 8-12 ไมครอน ความกว้าง 7-10 ไมครอน คีโตเซอรอสชนิดนี้นิยมเลี้ยงกันในประเทศตาฮิชิ มลรัฐฮาวาย และห้องปฏิบัติการทางทะเลตุงกาง (tungkang)
ในประเทศไต้หวัน เพื่อเป็นอาหารลูกกุ้งพีเนียส ลูกหอยสองฝา โรติเฟอร์ และโคพีพอด
      คีโตเซอรอสของไทยส่วนใหญ่เป็นเซลล์ที่ต่อกันเป็นสาย พวกเซลล์เดี่ยว ๆ ก็มีบ้าง แต่มักจะมีหนามยาวมากหรือหนามโค้งไม่เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารของลูกกุ้ง
คีโตเซอรอสนิยมเพาะเลี้ยงใช้กันในภาคกลาง ไม่ไวต่อแสงเหมือนสเกลีโตนีมา
การเพาะเลี้ยง
       คีโตเซอรอสทุกชนิดสามารถทนทานต่ออุณหภูมิสูงๆ ของน้ำในบ่อเลี้ยงได้ดี เช่น เมื่อเลี้ยงคีโตเซอรอส (C. gracillis) ในบ่อที่น้ำมีอุณหภูมิ 40 เซลล์ของไดอะตอม
ชนิดนี้จะไม่มีสี แต่ถ้าลดอุณหภูมิน้ำลงที่อุณหภูมิ 20 หรือ 30 องศาเซลเซียส ไดอะตอมจะเจริญเติบโตตามปกติ เช่น มีสีเข้มขึ้น อัตราการเจริญเติบโตดีขึ้น เป็นต้น
อุณหภูมิสูงสุดที่ใช้เลี้ยงคีโตเซอรอสชนิดนี้ไม่ควรสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส แต่ถ้าจะให้ได้อัตราการเจริญเติบโตดีที่สุด อุณหภูมิควรอยู่ในช่วง 20-30 องศาเซลเซียส ความเค็มต่ำสุดคือ 6 ส่วนในพัน ความเค็มแม้จะสูงถึง 50 ส่วนในพันก็ยังเติบโตดี แต่ช่วงความเค็มที่เหมาะสมคือ 17-25 ส่วนในพัน
อัตราการเจริญเติบโตของคีโตเซอรอสจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าช่วงความเข้มแสงระหว่าง 500 ถึง 10,000 ลักซ์
      โดยทั่วไปนิยมใช้น้ำทะเลธรรมชาติในการเพาะเลี้ยงคีโตเซอรอส เพื่อป้องกันการปนเปื้อน (contamination) จึงควรฆ่าเชื้อในน้ำทะเลด้วยไฮโปคลอไรด์ในอัตรา
ส่วน 16 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน หรือใช้สารละลายเข้มข้น 150 ส่วนในล้าน (10% คลอรีน) ของไฮโปคลอไรด์ เติมลงในถังเพาะ หลังจากนั้นอีก 12 ชั่วโมง จึงเติมโซเดียม-
ไธโอซัลเฟตเพื่อทำให้ตะกอนคลอรีนเป็นกลางในอัตรา 40-45 กรัม/น้ำ 1 ตัน ต่อจากนั้นจึงจะเริ่มทำการเพาะไดอะตอมได้
      ถ้าเพาะคีโตเซอรอส (C. calcitrans) ในภาชนะความจุ 200 ลิตร อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส ความเข้มแสง 15,000 ลักซ์ โดยการให้อากาศที่ผสม CO2 เข้มข้น
1% ในอัตรา 5 ลิตร/นาที และเติมอาหารด้วย ความหนาแน่นเริ่มต้นของไดอะตอม 1x106 เซลล์/ลิตร จะสามารถผลิตไดอะตอมที่มีความหนาแน่นถึง 28-30 x 106
เซลล์/มิลลิลิตร ในเวลา 3-4 วัน ภาชนะที่ใช้เลี้ยงเป็นรูปกรวยทรงสูง ใช้แสงสว่างแบบฟลูออเรสเซนส์
      เราสามารถนำสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงสเกลีโตนีมามาเลี้ยงคีโตเซอรอสได้ เช่น ใช้สูตรอาหารของเอิร์ดชไรเบอร์ สำหรับเตรียมสารละลายเพื่อทำสต๊อกเชื้อบริสุทธิ์
นอกจากนี้ยังมีสูตรอาหารอื่น ๆ ที่เหมาะแก่การเลี้ยงคีโตเซอรอสอีก ได้แก่ สูตรวัลเน หรือคอนเวย์ สูตรโปรวาโซลี เป็นต้น
      การขยายพันธุ์คีโตเซอรอสนั้นต้องเตรียมล่วงหน้าประมาณ 4-5 วัน ในกรณีที่มีหัวเชื้อเพียงเล็กน้อยและหัวเชื้อที่ใช้ต้องเป็นหัวเชื้อจากห้องปฏิบัติการ เพราะจะได้
หัวเชื้อที่แข็งแรงปราศจากสิ่งเจือปน จึงพร้อมที่จะขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
การเก็บเกี่ยว
       ก่อนการเก็บเกี่ยวคีโตเซอรอสเพื่อนำไปเลี้ยงลูกกุ้ง ควรกรองเอาเศษผงและสิ่งสกปรกออกเสียก่อน แล้วจึงนำน้ำส่วนที่กรองได้ไปให้ลูกกุ้งกิน และที่สำคัญควรจะ
ตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ว่า ไม่มีไดอะตอมชนิดอื่นที่ไม่ใช่คีโตเซอรอสปะปนอยู่ และหลังจากตักให้ลูกกุ้งกินแล้ว ควรเหลือคีโตเซอรอสไว้ขยายพันธุ์ดังวิธีข้างต้น
และเติมอัตราส่วนของอาหารเฉพาะส่วนน้ำทะเลที่เติมลงไปใหม่ เพราะถ้าทิ้งไว้ไม่ขยายต่อ คีโตเซอรอสจะเริ่มตายและตกตะกอนจับกันเป็นกลุ่ม ไม่เหมาะที่จะนำมาให้
ลูกกุ้งกิน เนื่องจากคีโตเซอรอสที่ตายจะมีเมือก ซึ่งจะไปติดตามตัวลูกกุ้ง ทำให้เกิดความรำคาญและยังเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรียอีกด้วย
       วิธีการเก็บเกี่ยวคีโตเซอรอสที่ศูนย์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) ใช้อยู่นั้น เป็นวิธีทำให้เซลล์ตกตะกอนโดยการเติมอลูมิเนียม
ซัลเฟตความเข้มข้น 150 ส่วนในล้าน นำไดอะตอมที่ตกตะกอนไปเกลี่ยให้เป็นแผ่นบาง ๆ (ประมาณ 25x106 เซลล์/มิลลิลิตร) ใส่ในถุงพลาสติกปิดสนิทแล้วแช่ในตู้เย็น
ที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ไดอะตอมที่แช่แข็งนี้สามารถนำไปเลี้ยงลูกกุ้งได้      จากการศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของลูกกุ้งที่เลี้ยงด้วยไดอะตอมที่เก็บด้วยการ
แช่แข็งและที่เก็บสด พบว่าลูกกุ้งที่เลี้ยงด้วยอาหารทั้งสองประเภทมีอัตราการเติบโตที่ไม่แตกต่างกัน ส่วนการผสมสารเคมีที่ชื่อว่า ไครโอโพรเทคแทนท์
(cryoprotectant) กับไดอะตอมนั้น สามารถเก็บคีโตเซอรอสแช่แข็งให้มีคุณภาพดีได้นานถึง 18 เดือน คีโตเซอรอสที่ทำให้แห้งโดยวิธีการตากแดดก็มีคุณภาพพอที่จะ
เป็นอาหารเสริมเพื่อเลี้ยงลูกกุ้งได้เช่นกันยามที่ไดอะตอมสดขาดแคลน


กลับสู่ข้างบน

เอกสารอ้างอิง

ลัดดา วงศ์รัตน์. 2543. คู่มือการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอน. คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพ.127 น.
ธิดา เพชรมณี. 2542. คู่มือการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอน. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง, สงขลา. 49 น.
ลัดดา วงศ์รัตน์ 2542. แพลงก์ตอนพืช. คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพ. 851 น..