การเพาะเลี้ยงคีโตเซอรอส
(Cheatoceros spp.)
คีโตเซอรอส
เป็นไดอะตอมชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลาย เนื่องจากหาหัวเชื้อได้สะดวกและเมื่อเจริญเต็มที่แล้วจะยังคงอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง
โดยที่จะไม่ตาย
และตกตะกอนทันทีเหมือนกับสาหร่ายชนิดอื่น
คีโตเซอรอส เป็นสกุลที่เป็นแพลงก์ตอนถาวร
และมีความสำคัญในการประมง เนื่องจากเป็นอาหารของสัตว์น้ำ ทั้งในธรรมชาติและการเพาะเลี้ยงในบ่อ
มีจำนวน
ชนิดและปริมาณมากทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นชนิดที่พบในทะเลประมาณว่ามีมากกว่า
50 ชนิด ที่พบในทะเลเขตร้อน และพบมากบริเวณชายฝั่งทะเลมากกว่าทะเลลึก
ลักษณะ
เป็นสายโซ่ตรงหรือโค้ง เซลล์รูปไข่จนถึงกลม
เมื่อมองจากด้านวาลว์ เซลล์รูปสี่เหลี่ยมที่มีขอบตรงเว้าหรือนูน เมื่อมองจากด้านเกอเดิลด้านกว้าง
เว้าหรือนูนก็ได้
ส่วนมุมขวาหรือ valve mantle เป็นรูปทรงกระบอก ที่มุมขวาในแกนยาว มีซีตีลักษณะเป็นหนามยาวมุมละ
1 เส้น ซีตีที่มุมของแต่ละฝาเซลล์ที่อยู่ติดกันจะแตะกัน
ที่จุดใกล้กับฐาน ทำให้หลายเซลล์ต่อกันเป็นสาย และเกิดมีช่องว่างระหว่างเซลล์
เรียกว่า อะเพอร์เซอร์หรือฟอรามินา ( apertures or foramina) โคนของซีตี
ขนานกับแกนเพอร์วาลวาร์ หรือ pervavar axis หรือกางออกในแนวตั้งฉากกับแกนของสาย
ความยาวของสาย คีโตเซอรอส ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการสร้างซีตีปลาย
สุดของสายหรือเทอร์มินัลซีตี ซึ่งมักจะสั้นกว่าและหนากว่าซีตีเส้นอื่น
ซีตีเส้นปลายสุดมักขนานกับแกนของสาย แต่มี คีโตเซอรอสบางชนิดมีเซลล์เดียวเซลล์ประกอบ
ด้วยฝา 2 ฝา มีวงเกอเดิล 1-2 วง บางชนิดมีอินเตอร์คาลารีแบนด์ ซึ่งมักมองเห็นไม่ชัดเจน
คลอโรพลาสต์มีรูปร่างขนาด ตำแหน่งไม่แน่นอน บางชนิดมีไพรีนอยด์
คีโตเซอรอสชนิดที่พบบริเวณชายฝั่งจะสร้างเรสติงสปอร์
(resting spore) เซลล์ปกติ 1 เซลล์จะสร้างเรสติงสปอร์เพียง 1 สปอร์ ตำแหน่งที่สร้างคือบริเวณ
ใกล้กับแถบเกอเดิล (girdle band) แต่บางชนิดอาจสร้างที่ขอบเซลล์ ขอบของสปอร์มีหนามยาวหรือหนามขนาดสั้นๆ
แต่ละ สปอร์มีฝา 2 ฝา ฝาแรก (primary
valve) จะมีมุมหรือ valve mantle เรสติงสปอร์เมื่อสร้างขึ้นมาใหม่จะมีผนังเรียบ
ถ้าตำแหน่งเรสติงสปอร์อยู่ชิดขอบเซลล์
ฝาด้านหนึ่งอาจเชื่อมติดกับเซลล์แม่ โดยมุมฝาจะหายไป และมีซีตีสั้นและหนาแทน
ฉะนั้น สปอร์แบบนี้จึงเกิดเป็นคู่และ
เกิดในเซลล์ที่อยู่ติดกัน
คีโตเซอรอสชนิดที่สร้างออกโซสปอร์มีเพียงไม่กี่ชนิด
การสร้างสปอร์เกิดขึ้นโดยการที่สารภายในเซลล์ไหลออกไปรวมกันที่ด้านข้างแล้วปริมาตรของเซลล์จะขยาย
ใหญ่ขึ้น ฝาใหม่จะถูกสร้างขึ้นเพื่อจะได้เซลล์ปรกติที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม
(ก่อนสร้างออกโซสปอร์)
ชนิด
ชนิดของคีโตเซอรอสที่นำมาเพาะเลี้ยงเพื่อเลี้ยงลูกกุ้งมีหลายชนิดด้วยกัน
เช่น คีโตเซอรอส คาลซิแทรนซ์ (C. calcitrans) ซึ่งเป็นพันธุ์จากแหล่งน้ำของประเทศ
ฟิลิปปินส์ เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ มีขนาดเล็กและหนามสั้น ซึ่งจะมีปริมาตรเซลล์ประมาณ
50 ลูกบาศก์ไมครอน แต่ปริมาตรอาจน้อยกว่านี้เช่น 30 ลูกบาศก์ไมครอน บางครั้ง
คีโตเซอรอสชนิดนี้อาจมีขนาดเล็กมากคือ มีเส้นผ่านศูนย์กลางเซลล์ 4-5 ไมครอนก็ได้
เพราะขนาดจะเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม
นอกจากไดอะตอมชนิดนี้จะเป็นชนิดที่เหมาะสมกับการเป็นอาหารของลูกกุ้งแล้วยังเป็นอาหารที่ดีในการเลี้ยงหอยสองฝาได้อีกด้วย
คีโตเซอรอสชนิดที่เป็นเซลล์เดี่ยว
อีกชนิดหนึ่งคือ คีโตเซอรอส กราซิลิส (C. gracillis) เซลล์มีรูปร่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ขนาดของเซลล์โดยไม่นับก้าน (setae) มีดังนี้
ความยาว 8-12 ไมครอน ความกว้าง 7-10 ไมครอน คีโตเซอรอสชนิดนี้นิยมเลี้ยงกันในประเทศตาฮิชิ
มลรัฐฮาวาย และห้องปฏิบัติการทางทะเลตุงกาง (tungkang)
ในประเทศไต้หวัน เพื่อเป็นอาหารลูกกุ้งพีเนียส ลูกหอยสองฝา โรติเฟอร์ และโคพีพอด
คีโตเซอรอสของไทยส่วนใหญ่เป็นเซลล์ที่ต่อกันเป็นสาย
พวกเซลล์เดี่ยว ๆ ก็มีบ้าง แต่มักจะมีหนามยาวมากหรือหนามโค้งไม่เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารของลูกกุ้ง
คีโตเซอรอสนิยมเพาะเลี้ยงใช้กันในภาคกลาง ไม่ไวต่อแสงเหมือนสเกลีโตนีมา
การเพาะเลี้ยง
คีโตเซอรอสทุกชนิดสามารถทนทานต่ออุณหภูมิสูงๆ
ของน้ำในบ่อเลี้ยงได้ดี เช่น เมื่อเลี้ยงคีโตเซอรอส (C. gracillis) ในบ่อที่น้ำมีอุณหภูมิ
40 เซลล์ของไดอะตอม
ชนิดนี้จะไม่มีสี แต่ถ้าลดอุณหภูมิน้ำลงที่อุณหภูมิ 20 หรือ 30 องศาเซลเซียส
ไดอะตอมจะเจริญเติบโตตามปกติ เช่น มีสีเข้มขึ้น อัตราการเจริญเติบโตดีขึ้น
เป็นต้น
อุณหภูมิสูงสุดที่ใช้เลี้ยงคีโตเซอรอสชนิดนี้ไม่ควรสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส
แต่ถ้าจะให้ได้อัตราการเจริญเติบโตดีที่สุด อุณหภูมิควรอยู่ในช่วง 20-30
องศาเซลเซียส ความเค็มต่ำสุดคือ 6 ส่วนในพัน ความเค็มแม้จะสูงถึง 50 ส่วนในพันก็ยังเติบโตดี
แต่ช่วงความเค็มที่เหมาะสมคือ 17-25 ส่วนในพัน
อัตราการเจริญเติบโตของคีโตเซอรอสจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าช่วงความเข้มแสงระหว่าง
500 ถึง 10,000 ลักซ์
โดยทั่วไปนิยมใช้น้ำทะเลธรรมชาติในการเพาะเลี้ยงคีโตเซอรอส
เพื่อป้องกันการปนเปื้อน (contamination) จึงควรฆ่าเชื้อในน้ำทะเลด้วยไฮโปคลอไรด์ในอัตรา
ส่วน 16 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน หรือใช้สารละลายเข้มข้น 150 ส่วนในล้าน (10%
คลอรีน) ของไฮโปคลอไรด์ เติมลงในถังเพาะ หลังจากนั้นอีก 12 ชั่วโมง จึงเติมโซเดียม-
ไธโอซัลเฟตเพื่อทำให้ตะกอนคลอรีนเป็นกลางในอัตรา 40-45 กรัม/น้ำ 1 ตัน
ต่อจากนั้นจึงจะเริ่มทำการเพาะไดอะตอมได้
ถ้าเพาะคีโตเซอรอส (C. calcitrans)
ในภาชนะความจุ 200 ลิตร อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส ความเข้มแสง 15,000 ลักซ์
โดยการให้อากาศที่ผสม CO2 เข้มข้น
1% ในอัตรา 5 ลิตร/นาที และเติมอาหารด้วย ความหนาแน่นเริ่มต้นของไดอะตอม
1x106 เซลล์/ลิตร จะสามารถผลิตไดอะตอมที่มีความหนาแน่นถึง 28-30 x 106
เซลล์/มิลลิลิตร ในเวลา 3-4 วัน ภาชนะที่ใช้เลี้ยงเป็นรูปกรวยทรงสูง ใช้แสงสว่างแบบฟลูออเรสเซนส์
เราสามารถนำสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงสเกลีโตนีมามาเลี้ยงคีโตเซอรอสได้
เช่น ใช้สูตรอาหารของเอิร์ดชไรเบอร์ สำหรับเตรียมสารละลายเพื่อทำสต๊อกเชื้อบริสุทธิ์
นอกจากนี้ยังมีสูตรอาหารอื่น ๆ ที่เหมาะแก่การเลี้ยงคีโตเซอรอสอีก ได้แก่
สูตรวัลเน หรือคอนเวย์ สูตรโปรวาโซลี เป็นต้น
การขยายพันธุ์คีโตเซอรอสนั้นต้องเตรียมล่วงหน้าประมาณ
4-5 วัน ในกรณีที่มีหัวเชื้อเพียงเล็กน้อยและหัวเชื้อที่ใช้ต้องเป็นหัวเชื้อจากห้องปฏิบัติการ
เพราะจะได้
หัวเชื้อที่แข็งแรงปราศจากสิ่งเจือปน จึงพร้อมที่จะขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
การเก็บเกี่ยว
ก่อนการเก็บเกี่ยวคีโตเซอรอสเพื่อนำไปเลี้ยงลูกกุ้ง
ควรกรองเอาเศษผงและสิ่งสกปรกออกเสียก่อน แล้วจึงนำน้ำส่วนที่กรองได้ไปให้ลูกกุ้งกิน
และที่สำคัญควรจะ
ตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ว่า ไม่มีไดอะตอมชนิดอื่นที่ไม่ใช่คีโตเซอรอสปะปนอยู่
และหลังจากตักให้ลูกกุ้งกินแล้ว ควรเหลือคีโตเซอรอสไว้ขยายพันธุ์ดังวิธีข้างต้น
และเติมอัตราส่วนของอาหารเฉพาะส่วนน้ำทะเลที่เติมลงไปใหม่ เพราะถ้าทิ้งไว้ไม่ขยายต่อ
คีโตเซอรอสจะเริ่มตายและตกตะกอนจับกันเป็นกลุ่ม ไม่เหมาะที่จะนำมาให้
ลูกกุ้งกิน เนื่องจากคีโตเซอรอสที่ตายจะมีเมือก ซึ่งจะไปติดตามตัวลูกกุ้ง
ทำให้เกิดความรำคาญและยังเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรียอีกด้วย
วิธีการเก็บเกี่ยวคีโตเซอรอสที่ศูนย์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
(SEAFDEC) ใช้อยู่นั้น เป็นวิธีทำให้เซลล์ตกตะกอนโดยการเติมอลูมิเนียม
ซัลเฟตความเข้มข้น 150 ส่วนในล้าน นำไดอะตอมที่ตกตะกอนไปเกลี่ยให้เป็นแผ่นบาง
ๆ (ประมาณ 25x106 เซลล์/มิลลิลิตร) ใส่ในถุงพลาสติกปิดสนิทแล้วแช่ในตู้เย็น
ที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส ไดอะตอมที่แช่แข็งนี้สามารถนำไปเลี้ยงลูกกุ้งได้
จากการศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของลูกกุ้งที่เลี้ยงด้วยไดอะตอมที่เก็บด้วยการ
แช่แข็งและที่เก็บสด พบว่าลูกกุ้งที่เลี้ยงด้วยอาหารทั้งสองประเภทมีอัตราการเติบโตที่ไม่แตกต่างกัน
ส่วนการผสมสารเคมีที่ชื่อว่า ไครโอโพรเทคแทนท์
(cryoprotectant) กับไดอะตอมนั้น สามารถเก็บคีโตเซอรอสแช่แข็งให้มีคุณภาพดีได้นานถึง
18 เดือน คีโตเซอรอสที่ทำให้แห้งโดยวิธีการตากแดดก็มีคุณภาพพอที่จะ
เป็นอาหารเสริมเพื่อเลี้ยงลูกกุ้งได้เช่นกันยามที่ไดอะตอมสดขาดแคลน
ลัดดา วงศ์รัตน์. 2543.
คู่มือการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอน. คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพ.127
น.
ธิดา เพชรมณี. 2542. คู่มือการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอน. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง,
สงขลา. 49 น.
ลัดดา วงศ์รัตน์ 2542. แพลงก์ตอนพืช. คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,
กรุงเทพ. 851 น.