หอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยแครง หอยเป๋าฮื้อ หอยหวาน

หอยแมลงภู่

การเลือกสถานที่เลี้ยงหอยแมลงภู่
1.
ควรเป็นแหล่งที่มีพันธุ์หอยแมลงภู่เกิดชุกชุมตามธรรมชาติ
2.
ต้องเป็นแหล่งน้ำกร่อยหรือน้ำเค็มและคงสภาพความเค็มอยู่เป็นเวลานานประมาณ 7-9 เดือนในรอบปี
3.
ควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยจากกระแสน้ำและคลื่นลมแรง
4.
ควรเป็นแหล่งน้ำที่อยู่ห่างจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งอาจถายเทน้ำเสียอันเป็นพิษเป็นภัยต่อสัตว์น้ำ
5.
แหล่งเลี้ยงหอยควรเป็นแหล่งน้ำตื้นชายฝั่ง ซึ่งมีความลึกประมาณ 3 -10 เมตร
6.
แหล่งเลี้ยงหอยแมลงภู่หากมีทางเลือกควรอยู่ใกล้ตลาด การคมนาคมขนส่งได้สะดวก
ประเภทของการเลี้ยง
1.
การเลี้ยงแบบปักหลักล่อลูกหอย
      
เหมาะสมที่จะดำเนินการในพื้นที่ย่านน้ำตื้นซึ่งมีความลึกประมาณ 4-6 เมตร ตามบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีสภาพเป็นอ่าวทั่วไป พื้นทะเลคั้งแต่ เส้นขอบฝั่งออกไปไม่ลาดชันเกินไป สภาพเป็นโคลน และโคลนปนทรายระดับน้ำสูงสุดและต่ำสุดไม่แตกต่างกันมากนัก และมีอาหารตามธรรมชาติที่เพียงพอ
2.
การเลี้ยงแบบแพ
-
การถักแพเชือก ขนาด 40 x 40 ตารางเมตร
-
การผูกถังทุ่น ขนาด 20 - 30 ลิตร
-
การเตรียมทุ่นสมอปูน
-
การเคลื่อนย้ายทุ่นสมอปูน
-
การนำแพเชือกลงทะเล
3.
การเลี้ยงแบบแขวนบนราวเชือก
       
เหมาะสำหรับแหล่งเลี้ยงที่มีระดับน้ำลึกและปลอดภัยจากกระแสคลื่นลมแรงส่วนประกอบที่สำคัญ คือ เชือกเส้นใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 1/2 นิ้ว ยาวประมาณ 100 เมตร มีทุ่นผูกเป็นระยะ 2-4 เมตร เพื่อให้หอยเกาะมีระยะห่างกัน 50 เซนติเมตร ปลายเชือกยาวไม่เกินระดับน้ำลงต่ำสุด ที่ปลายเชือกเส้นใหญ่ทั้งสองข้างผูก ไว้กับสมอยึดไม่ให้เคลื่อนที่ ถ้าเป็นทุ่นใหญ่อาจผูกเชือกคู่ก็ได้ ผลผลิตพอๆ กับการเลี้ยงหอยแบบแพ
แต่วิธีการ เชื่อว่ามีความต้านทานต่อคลื่นลมได้ดี
4.
การเลี้ยงหอยแบบตาข่ายเชือก
      
การเลี้ยงแบบตาข่ายเชือกสามารถเลี้ยงได้ในระดับน้ำลงต่ำสุด 2 เมตร และในบริเวณดินแข็งที่ไม่สามารถปักไม้เลี้ยงหอยได้ การเลี้ยงแบบนี้มีข้อดี คือวัสดุที่ใช้เป็นวัสดุสังเคาระห์ซึ่งหาได้ง่ายตามตลาดทั่วไป
ขั้นตอนในการเลี้ยงหอยแบบข่ายเชือก
-
การเตรียมฐานเสา เสาเส้นผ่านศูนย์กลาง 150ซม. ยาว 50 ซม. ตั้งในแบบ 4 ท่อน เทปูนสูงประมาณ 30ซม.
-
การเตรียมเสาเหล็กสวมใส่ท่อพีวีซี
-
การเตรียมราวเชือก
-
การเคลื่อนย้ายฐานเสา
-
การวางฐานเสา
-
การสวมเสาหลัก
-
การขึงเชือก 14-16 มิลลิเมตร
-
การวางตาข่ายเชือก
-
การเก็บเกี่ยวลูกหอย
-
การเสริมฐานเสา

หอยนางรม

การเลือกพื้นที่สำหรับการเลี้ยงหหอยนางรม
      
ทำเลพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นบ้างปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการเลี้ยงหอยนางรมหลักเกณฑ์เบื้องต้นที่จะต้องพิจารณาซึ่งมีเหตุผลและความเหมาะสมดังนี้ คือ
1.
ควรเป็นแหล่งน้ำกร่อยหรือน้ำทะเลท่วมถึง อย่างน้อยเป็นเวลานาน 7-8 เดือน/ปี ไม่อยู่ในอิทธิพลของน้ำจืดไหล่ท่วมในฤดูฝน จนมผลให้แหล่งน้ำเลี้งมีความเค็มต่ำมาก เป็นเวลานาน ซึ่งจะมีผลให้มีอัตราการตายสูง
2.
ควรเป็นแหล่งน้ำที่มีหอยเกิดตามธรรมชาติ สะดวกต่อการจัดหาพันธุ์หอย เพื่อความสะดวกและลดต้นทุนการเลี้ยง
3.
แหล่งน้ำที่ใช้เลี้ยงควรปลอดภัยจากกระแสน้ำและคลื่นลมแรง ที่อาจทำให้วัสดุและส่วนประกอบต่างๆ ตลอดจนหอยที่เลี้ยงถูกทำลายเสียหายได้
4.
แหล่งเลี้ยงควรอยู่ห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรมเหมืองแร่อันก่อให้เกิดมลพิษที่เป็นอันตรายกับหอยและผู้ที่บริโภคหอย
5.
ควรเป็นแหล่งน้ำที่มีกระแสน้ำไหลผ่านและเป็นน้ำที่อุดมด้วยอาหารธรรมชาติ กระแสน้ำควรมีความเร็วโดยทั่วไปประมาณ 1 เมตร/วินาที
6.
ควรเป็นแหล่งน้ำตื้น สภาพเป็นดินโคลนหรือโคลนปนทราย ความลึกของหน้าดินไม่มากนัก
7.
ควรเป็นพื้นที่ที่สะดวกต่อการจัดหาวัสดุในการเลี้ยงหอยได้โดยง่าย
8.
ควรเป็นพื้นที่ที่มีการคมนาคมสะดวก ใกล้ตลาด ง่ายต่อการจำหน่ายผลลผลิต
ข้อควรระวังในการเลี้ยงหอยนางรม
1.
ปัญหามรสุมอละคลื่นลมแรงเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงหอย เพราะวัสดุที่วางหักล้มจมโคลน ทำให้หอยตาย
2.
ควรตรวจและซ่อมแซมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เลี้ยงหอยที่ชำรุดอย่างสม่ำเสมอ
3.
ควรระมัดระวังสภาพของแหล่งน้ำที่เสื่อมโทรม ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นย่อมจะกระทบต่อการผลผลิตหอยที่จะลดลงเรื่อยๆ
4.
ปัญหาแหล่งน้ำตื้นเขิน เกิดตะกอนดินมากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและหอยตายในที่สุด
5.
มักจะมีสัตว์น้ำที่แย่งอาหารและที่อยู่ของหอยนางรม
6.
ปัญหาการลักขโมยหลักหอยมักจะเกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นจึงควรมีการจัดที่พักหรือขนำให้คนเฝ้าดู
7.
ควรระวังศัตรูหอยนางรมหลายชนิดที่สำคัญได้แก่ หอยหมู หอยมะระ ปู ปลาดาว ปลากระเบน และนกบางชนิด เป็นต้น
8.
สิ่งปนเปื้อนในหอยที่มักพบว่ามีปัญหาเสมอได้แก่ปริมาณแบคทีเรียต่างๆที่มีการเกินกำหนด ดังนั้นจึงควรทำความ
สะอาดหรือบำบัดสิ่งปนเปื้อนในตัวหอยดังกล่าวให้ปลอดภัยต่อการบริโภค

กลับสู่ข้างบน

การเลี้ยงหอยแครง

การทำฟาร์มเลี้ยงหอยแครง
หอยแครงที่นิยมเลี้ยงทั่วไป เรียกว่า หอยแครงเทศ หอยแครงขุ่ย หอยแครงปากมุ้ม หอยแครงมันหรือหอยแครงเบี้ยว
เป็นหอยขนาดใหญ่ไม่มากนักเป็นหอยที่ชอบฝังตัวอยู่ตามชาดหาดโคลนหรือเลนละเอียดในบริเวณชายฝั่งทะเลจนถึง
แนวที่อยู่ห่างฝั่งออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร หอยแครงจะมีนิสัยชองฝังตัวอยู่ในโคลน ลึกตั้งแต่ประมาณ 1 - 12 นิ้ว โดยเราจะสังเกตุเห็นเป็นรูจำนวน 2 รู ที่ผิวดินซึ่งเป็นช่องทางน้ำเข้าและออก และสามารถเห็นลอยเคลื่อนที่ของหอยเป็นร่องๆ โดยใช้เท้าในการเคลื่อนที่เพื่อหาอาหาร หลบหลีกศัตรูและเพื่อหาสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมหอยแครง
จะขึ้นมาที่ผิวดินเมื่อน้ำขึ้นเพื่อหาอาหาร และจะฝังตัวใต้ดินเมื่อน้ำลงเพื่อป้องกันน้ำออกภายนอกตัวหอย แต่จะเปิดฝาทั้งสองเล็กน้อย โดยจะยังมีสภวะการไหลเวียนของน้ำและการหายใจเกิดขึ้นตามปกติภายในเปลือก
การเลือกทำเลเลี้ยงหอยแครง
1.
ควรเลือกชายฝั่งทะเลที่มีหอยเกิดอยู่ตามธรรมชาติ หรือสามารถหาพันธุ์หอยได้สะดวก
2.
การเลือกลักษณะพื้นที่ ต้องเป็นหาดโคลนเรีบย มีความลาดเอียงเล็กน้อย
3.
ดินเป็นดินเลน ดินโคลนละเอียด หรีอดินเหนียวปนทราย
4.
ความลึกของน้ำบริเวณแหล่งเลี้ยงประมาณ 0.5 - 1 เมตร
5.
ความเค็มของน้ำบรเวณแหล่งเลี้ยงควรเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่าว 10 - 30ส่วนในพัน
6.
ไม่ควรอยู่ใกล้แหล่งโรงงานอุตสาหกรรม
รูปแบบการเลี้ยง
1.
การเลี้ยงแบบดั้งเดิม
2.
การเลี้ยงแบบพัฒนา
การตรียมแปลงเลี้ยงและการรวบรวมพันธุ์หอยแครง
1.
แยกลูกหอยแครงออกจากเศษขยะและวัสดุต่างๆ ทำความสะอาดนำไปบรรจุในถุงปุ๋ย ถุงละประมาณ 60 กิโลกรัมใช้น้ำทะเลราดกระสอบจนชุ่มจึงเย็บปากถุง
2.
นำถุงลูกหอยขึ้นบรรทุก ใช้ด้านยาวของกระสอบขวางตัวรถ และไม่คลุมถุงหอยจนทึบ สามารถให้ลมผ่านไปมาได้สะดวก
3.
ไม่ควรให้ลูกหอยถูดน้ำจืดหรือแดดโดยเด็ดขาด ควรเดินทางในตอนกลางคืน
4.
ระยะเวลาในการลำเลียงลูกหอยไม่ควรเกิน 36 ขั่วโมง ตั้งแต่บรรจุจนถึงแปลงหว่าน
การหว่านลูกหอยลงแปลงเลี้ยงและการจัดการดูแลรักษา
1.
ชั่งน้ำหนักหอยทั้งกระสอบ
2.
นำลูกหอยออกมาชังให้ได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม แล้วนับจำนวนลูกหอย
3.
คำนวณจำนวนลูกหอยในแต่ละกระสอบ
4.
จดขนาดแปลงหอยที่แบ่งได้
5.
ทราบความต้องการหว่านหอยในอัตราความหนาแน่น ตัว/ ตารางเมตร
-
หอยขนาดเล็ก 1,500 ตัว/กิโลกรัมขึ้นไป หว่านในอัตรา 600 ตัว/ตารางเมตร
-
หอยที่มีขนาดโต หว่านในอัตรา 300-500ตัว/ตารางเมตร
6.
คำนวณการใช้หอยต่อแปลง (400x400 = 160,000 ตัว หรือ 6.6 กระสอบ)

กลับสู่ข้างบน

การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ

หอยเป๋าฮื้อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หอยโข่งทะเล หรือหอยร้อยรู จัดว่าเป็นหอยทะเลฝาเดียวที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจ ตามธรรมชาติหอยเป๋าฮื้ออาศัยอยู่ในทะเลที่มีสภาพน้ำเป็นน้ำเค็มไม่พบในบริเวณน้ำกร่อย กินพืชเป็นอาหาร
การเลือกสถานที่ มีข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับการคัดเลือกสถานที่ที่จะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ โดยสังเขป ดังนี้
1.
ควรเป็นพื้นที่ที่สามารถรับน้ำทะเลมาได้โดยง่าย และมีทางระบบระบายน้ำเค็มดังกล่าวลงสู่ทะเลได้เช่นกัน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของน้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืด
2.
ควรเป็นบริเวณที่ห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งก่อให้เกิดมลพิษแก่สัตว์และพืชน้ำ
3.
ควรเป็นบริเวณที่น้ำทะเลมีความใสสะอาด มีความเค็มค่อนข้างดีคงที่เหมาะสมตลอดปี
4.
ควรเป็นแหล่งที่มีสาธารณูปโภค รวมทั้งการคมนาคมสะดวดตามสมควร
5.
ควรเป็นแหล่งเลี้ยงที่ไม่ห่างไกลจากตลาดมากนัก
หอยเป๋าฮื้อ ในแหล่งน้ำไทยนั้นมีอยู่ 3 ชนิด แตละชนิดที่เหมาะสมสามารถนำมาเพาะเลี้ยงได้ดี คือ ขนิดฮาลิโอทิส แอชินิน่า (Haliotis asinina) เนื่องจากมีปริมาณเนี้อมากและเติบโตได้เร็วกว่าชนิดอื่น การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อให้ได้ขนาดตลาดนั้นสามารถดำเนินการได้หลายวิธี สำหรับรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ในการเลี้ยงให้ได้ผลดีดังนี้ คือ
1.
การเลี้ยงในบ่อคอนกรีต
2.
การเลี้ยงแบบแขวนใต้แพหรือราวเชือก
การที่จะเลือกเลี้ยงรูปแบบใดนั้น นอกจากต้องคำนึงถึงต้นทุนและสภาพของแหล่งเลี้ยงแล้ว ยังต้องยึดหลักความรับผิดชอบ ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเลี้ยงมีความยังยืนตลอดไป
พันธุ์ลูกหอยเป๋าฮื้อที่นำมาเลี้ยง สามารถหาซื้อได้ที่ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
อัตราการปล่อยลูกหอย
-
ลูกหอยขนาด 1-2 ซม. ปล่อย 2,000 ตัว/ตารางเมตร
- ลูกหอยขนาด 3-4 ซม.
ปล่อย 400-500 ตัว/ตารางเมตร
-
ลูกหอยขนาด > 4 ซม. ปล่อย 200 ตัว/ตารางเมตร
อาหารและการให้อาหาร พบว่า สาหร่ายผมนาง (Gracilaria sp.) จะเหมาะสมกว่าสาหร่ายชนิดอื่นๆ โดยให้ทุกวันในอัตรา 10-20% ของน้ำหนักตัวหอย สำหรับอาหารแห้งหรืออาหารสำเร็จรูปควรให้ทุกวันในเวลาระหว่าง เวลา 16.00น.วันละหนึ่งครั้งในปริมาณ 1-3% ของน้ำหนักตัวหอย
ข้อเสนอแนะและข้อควรระวัง
1.
การให้อาหารที่ใช้เลี้ยงหอยเป๋าฮื้อในบ่อซีเมนต์นั้น สามารถใช้สาหร่ายผมนางร่วมกับอาหารสำเร็จรูปหอยเป๋าฮื้อได้แต่ไม่ควรให้สาหร่ายมากเกินไป
2.
การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ ด้วยวิธีการแขวนหอยไปตะกร้าหรือชะลอมในทะเลนั้น ลูกหอยที่ใช้ควรมีขนาดความยาวเปลือกไม่ต่ำกว่า 3 ซม. ซึ่งตะกร้าพลาสติกที่ใช้ก็สามารถใช้ขนาดตาพลาสติกที่ใหญ่ขึ้นได้ การเลี้ยงลูกหอยขนาดใหญ่ขึ้นได้การเลี้ยงลูกหอยน่าจะเติบโตได้ดีและอัตราการรอดตายสูงกว่าการใช้ลูกหอยขนาดเล็ก
3.
การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อด้วยวิธีการแขวนหอยไปตะกร้าหรือชะลอมในทะเลแล้วเลี้ยงด้วยสาหร่ายผมนางจะเหมาะสมกว่า
การใช้อาหารสำเร็จรูป เนื่องจากการใช้อาหารสำเร็จนรูปจะเกิดการสูญเสียของอาหารเนื่องจากคลื่นลมในทะเลจะเป็นเหตุให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงจนขาดทุนได้
4.
การควบคุมจัดการคุณภาพน้ำให้สะอาดปลอดภัยมีความเค็มระดับน้ำทะเลและคงที่มากที่สุดจะเป็นผลดีกับการเจริญเติบโตของหอยเป๋าฮื้อในที่สุด
5.
การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ ควรดัดแปลงบ่อหรือสถานที่เลี้ยงให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด มีที่หลบซ่อนกำบังและปริมาณแสงไม่มากเกิน ไป เพื่อลดควมเครียดของหอยที่เลี้ยง
6.
การคัดขนาดหอยระหว่างการเลี้ยงโดยคัดตัวที่เติบโตเร็วมีขนาดเท่ากันไว้ในบ่อหรือตะกร้าเดียวเดียวกันทุด 1-2 เดือน จะทำให้อยที่ตัวเล็กมีโอกาสเติบโตขึ้นและได้ผลผลิตที่มีขนาดสม่ำเสมอกัน
7.
ควรระวังเรื่องโรค

การเลี้ยงหอยหวาน

หอยหวาน หรือบางท้องถิ่นเรียกว่าหอยตุ๊กแก ที่พบมากในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ บาบิโลเนียอารีโอลาต้า (Babylonia areolata) และบาบิโลเนีย สไปราต้า (Babylonia spirata) ส่วนในประเทศไทยหอยหวานที่บริโภคเป็นหอยที่จับมาจากธรรมชาติเกือบทั้งหมด โดยพบมากที่จังหวัดทั้งฝั่งอ่าวไทยและชายทะเลฝั่งอันดามัน จังหวัดที่พบมากคือ ระยอง จันทบุรี เพชรบุรี ระนอง ปัตตานี และนครศรีธรรมราชเป็นต้น ปัจจุบันสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดชลบุรี สถาบันทรัพยากรทางน้ำที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรีและที่ศูนย์พัฒนาประมงทะเลฯที่ ต.บ้านแพ จ.ระยอง
การคัดเลือกสถานที่
1.
พื้นที่ที่เหมาะสมควรเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับทะเล หรือเป็นเกาะอยู่ห่างจากทะเลไม่มากนักสามารถนำน้ำทะเลมาใช้ได้อย่างสะดวกและเพียงพอ ต้นทุนน้ำจะได้ไม่แพงมากนัก ไม่ควรอยู่ใกล้กับลำคลองขนาดใหญ่ที่มีน้ำจืดไหลลงมาจำนวนมากในฤดูฝน เพราะอาจจะเกิดปัญหาความเค็มของน้ำลดลงรวดเร็ว ซึ่งจะมีผลต่ออัตราการตาย
ของหอย
2.
น้ำทะเลที่จะใช้เลี้ยงหอยหวาน ควรมีความเค็มอยู่ในช่วง 28 - 35 พีพีที หากน้ำมีความเค็มต่ำกว่า 28 พีพีทีหอยหวานอาจจะเจริญเติบโตช้าลง และหากความเค็มลดลงต่ำกว่า 20 พีพีที หอยบางส่วนจะเริ่มตายลง
3.
สถานที่ที่จะใช้เลี้ยงหอยหวาน ควรตั้งอยู่ใกล้ภัตตาคารโรงแรม และร้านอาหารประเภทต่างๆหากอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวก็ยิ่งดี เพราะจะได้จำหน่ายผลผลิตได้สะดวกยิ่งขึ้น
4.
สถานที่สำหรับใช้เลี้ยงหอยหวาน ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้โรงงาน
5.
แหล่งเลี้ยงหอยหวาน ควรอยู่ใกล้แหล่งอาหารที่จะใช้เหลี้ยงหอยหวาน เช่น เนื้อปลาเนื้อหอยแมลงภู่ทำให้ต้นทุนอาหารมีราคาถูกไม่เสียค่าขนส่งแพง มีอาหารให้หอยกินอย่างเพียงพอ และสม่ำเสมอ
ขนาดและอัตราการปล่อย
เนื่องจากปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะเลี้ยงหอยหวานมากขึ้นและในขณะที่หน่วยงานราชการและเอกชนยังไม่สามารถผลิตลูกหอยชนิดนี้ได้เพียงพอกับความต้องการของผู้ที่สนใจจะนำไปทดลองเลี้ยง อย่างไรก็ตามหน่วยงานของกรมประมงก็พยายามค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาการเพาะเขยายพันธุ์หอยหวานชนิดนี้ให้ได้จำนวนลูกพันธุ์มากขึ้น ในขณะที่ต้นทุนก็ต้องมีราาที่ถูกลง ฉะนั้นผู้ที่สนใจจะเลี้ยงหอยหวาน ควรศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยงหอยชนิดนี้ หากสามารถลดต้นทุนที่เป็นลูกหอยลงได้มากขนาดของลูกหอยที่เหมาะสมจะนำไปเลี้ยงนั้น อย่างน้อยควรมีความยาวเปลือก 0.5 ซม.ขึ้นไป ถ้าจะให้ได้ผลดีควรมีความยาวเปลือกตั้งแต่ 1 ซม. ขึ้นไป หากนำลูกหอยขนาดดังกล่าวไปเลี้ยงก็จะมีอัตาการรอด
ตายค่อยข้างสูง อัตราการปล่อยลูกหอยขนาดความยาวเปลือก 1-15 ซม. ที่เหมาะสมควรปล่อยประมาณ 300-500 ตัว ต่อพื้นที่ก้นบ่อ 1 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม อัตราการปล่อยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการจัดการ หากมีการจัดการเรื่องการเลี้ยงและการดูแลรักษาที่ดีผู้เลี้ยงก็จะสามารถปล่อยลูกหอยลงเลี้ยงในบ่อได้หนาแน่นเพิ่มขึ้น
อาหารและการให้อาหาร
การให้อาหารขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่จะให้และขนาดของลูกหอยหวานที่เลี้ยง หากใช้เนื้อควรใช้เนื้อปลาที่มีราคาไม่แพงนัก เช่น เนื้อปลาข้าเหลืองหรือปลาเญจพรรณอื่นๆ ทำการแล่เอาเฉพาะเนื้อปลา สับเป็นชิ้นๆ ใหญ่เล็กตามขนาดของหอยที่เลี้ยง หากใช้เนื้อหอยแมลงภู่ควรซ้อหอยแมลงภู่ขนาดเล็กหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "หอยเป็ด" มีขนาด
ความยาวเปลือกไม่เกิน 3 ซม. ซึ่งชาวประมงผู้เลี้ยงหอยแมลงภู่จะตัดหลักหอย ขนาดเล็กนี้จำหน่ายในราคาถูก จะทำให้ต้นทุนค่าอาหารต่ำลง หอยแมลงภู่และเนื้อปลาที่ใช้ควรมีความสดสะอาดหากเป็นหอยแลงภู่ก็ทำการผ่าตัวหอยแล้วแบะให้ฝาหอยทั้งสองข้างอ้าออก หอยหวานจะสามารถเข้ามาดูดกินเนื้อหอยแมลงภู่ได้สะดวก หากใช้อาหารชนิดอื่นๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้วก็จำเป็นต้องดัดแปลงวิธีการให้อาหารให้เหมาะสมเป็นชนิดไป ปริมาณอาหารที่ให้กรณีที่ใช้เนื้อปลาเลี้ยง
ควรให้2-10% ของน้ำหนักตัวหอยหวานทั้งหมดที่เลี้ยงหากใช้เนื้อหอยแมลงภู่เลี้ยงก็ควรใช้ 5-30% ของน้ำหนักตัวหอยหวานทั้งหมดที่เลี้ยง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้ยอยู่กับปัจจัยอื่นๆ จึงจำเป็นต้องปรับปริมาณอาหารที่ให้เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารที่ใช้เลี้ยงเหลือมากเกินไปหรือไม่เพียงพอ ปกติแล้วจะให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเวลา
เดียวกันทุกวัน โดยให้ครั้งละ 2-3 ชั่วโมง หลังให้อาหารแล้วเก็บอาหารส่วนที่เหลือออกให้หมด
การดูแลรักษา ผู้เลี้ยงต้องหมั่นทำความสะอาดทรายรองพื้นหรือบ่อเลี้ยงและสภาพพื้นทรายว่ามีสีดำและและสกปรกมากน้อยเพียงใดหากพื้นทรายที่หอยอาศัยอยู่เกิดมีลักษณะเป็นคราบสีดำแผ่กว้างออกมากขึ้นจำเป็นต้อง
จัดการทำความสะอาดที่รองพื้นดังกล่าว

การเพาะเลี้ยงหอยต่างๆ

ดังตาราง

> 

การเลี้ยงหอยหวาน

> 

หอยชักตีน ทำไมต้องชักตีน

> 

กระดานถาม-ตอบ

> 

การเลี้ยงหอยแมลงภู่

> 

หอยนางรมธุรกิจกำไรงาม

> 

ข่าวการประมง

> 

การเลี้ยงหอยมือเสือ:

> 

หอยอะไรเอ่ย ขาวใส ไร้เชื้อ ไม่ท้องเสีย

> 

การเพาะเลี้ยงปลา

> 

การเลี้ยงหอยตลับ

> 

การเพาะเลี้ยงหอยในประเทศไทย

> 

ปลาสวยงาม

> 

การเลี้ยงหอยน้ำพริก

> 

ชีววิทยาและประโยชน์ของหอยเชอรี่

> 

การเลี้ยงหอยขม

> 

ชีววิทยาบางประการและการเลี้ยงหอยหวาน

> 

การเลี้ยงหอยนมสาว

> 

การเพาะขยายพันธุ์หอยหลอด

> 

การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ Abalone

>