การเพาะเลี้ยงหอยในประเทศไทย
สถานการณ์ปัจจุบันและทิศทางในอนาคต
จินตนา นักระนาด
ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์


บทนำ

         สัตว์ประเภท"หอย" ในความหมายทางสัตววิทยาหมายถึงสมาชิกใน Phylum Mollusca ตามระบบการจัดจำแนกหมวดหมู่ของสัตว์ ซึ่งมีทั้งที่อาศัยบนบก
และในน้ำ และมีทั้งในน้ำจืดและในทะเล แบ่งออกได้เป็นหลายพวก ได้แก่ ลิ่นทะเล ทาก หอยฝาเดี่ยว (หรือหอยกาบเดี่ยว) หอยสองฝา (หรือหอยกาบคู่) หอยงวงช้างและ
ปลาหมึกชนิดต่างๆ แต่สัตว์จำพวกหอยที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและมีการนำมาใช้ประโยชน์มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การใช้เป็นอาหารของมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่
เป็นสัตว์ทะเล ได้แก่หอยทะเลทั้งฝาเดี่ยว สองฝา และปลาหมึกชนิดต่างๆ ส่วนหอยน้ำจืดที่มีความสำคัญในแง่การเพาะเลี้ยงเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมีเพียงไม่กี่ชนิด ที่สำคัญ
คือหอยกาบน้ำจืดซึ่งเลี้ยงเพื่อใช้ผลิตมุก
         มนุษย์รู้จักนำหอยมาใช้ประโยชน์มาตั้งแต่โบราณกาล นอกจากใช้บริโภคเป็นอาหารโดยตรงแล้ว ยังใช้เปลือกหอยทำภาชนะเครื่องใช้ในครัวเรือนใช้ทำเป็นเครื่อง
ประดับตกแต่ง หอยมุกให้กำเนิดมุกอันมีค่า หอยเบี้ยใช้เป็นเงินตรา เป็นต้น ในอดีตมนุษย์เก็บเกี่ยวผลผลิตจากธรรมชาติ ต่อมาเมื่อประชากรโลกเพิ่มขึ้น มีความต้องการ
อาหารและปัจจัยดำรงชีวิตต่างๆ เพิ่มขึ้น ก็เริ่มมีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอแก่ความต้องการ ในระยะเริ่มแรกการเลี้ยงหอยเป็นเพียงการเก็บ
รวบรวมพันธุ์หอยจากธรรมชาตินำมาปล่อยเลี้ยงไว้ในแหล่งชายฝั่งทะเลใกล้บ้านเพื่อบริโภคในท้องถิ่น ต่อมามีการพัฒนาวิธีการจนกระทั่งมีการเพาะขยายพันธุ์เพื่อผลิต
ลูกหอยหลายชนิด นำไปขยายการเลี้ยงในระดับอุตสาหกรรมในหลายประเทศทั่วโลกเป็นเวลานานหลายสิบปีมาแล้ว
         จากข้อมูลสถิติทางการประมงที่รายงานโดย FAO ในปี ค.ศ. 2000 ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรวมทั่วโลกมีปริมาณมากกว่า 45.7 ล้านตัน ผลผลิตสัตว์น้ำ
ประเภทหอยจากการเพาะเลี้ยงรวมทั่วโลกมีประมาณ 10.7 ล้านตัน เป็นหอยนางรมมากที่สุด คือประมาณ 4 ล้านตัน สำหรับผลผลิตจากการจับรวมทั่วโลกมีปริมาณมาก
กว่า 7.7 ล้านตัน ซึ่งประมาณ 90% เป็นพวกหอยทะเล (7.1 ล้านตัน) และประมาณ 46% เป็นพวกหมึกต่างๆ (3.6 ล้านตัน) สำหรับประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2543 มี
ผลผลิตจากการประมงรวมทั้งสิ้นประมาณ 3.6 ล้านตัน ซึ่งเป็นผลผลิตจากการจับ 2.9 ล้านตัน (มากเป็นอันดับที่ 9 ของโลก) และจากการเพาะเลี้ยง 0.7 ล้านตัน (เป็น
อันดับที่ 5 ของโลก)
          สำหรับสถิติผลผลิตสัตว์ทะเลประเภทหอยของไทย จากข้อมูลของกองเศรษฐกิจการประมง กรมประมง ซึ่งเป็นข้อมูลการสำรวจเฉพาะกลุ่มหอยเศรษฐกิจ ไม่รวม
ปลาหมึก เป็นปริมาณผลผลิตจากฟาร์มเลี้ยงหอยในแนวพื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทย ได้แก่ หอยนางรม หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยกะพง หอยมุก ผลผลิตหอยแมลงภู่จาก
ปีกโป๊ะ และชนิดที่เก็บรวบรวมจากธรรมชาติ ได้แก่ หอยลาย หอยเชลล์ เป็นต้น จากข้อมูลการสำรวจตั้งแต่ ปี 2531-2541 ดังสรุปในตารางที่ 1,2 และ 3 จะเห็นว่าผล
ผลิตหอยทะเลจากการจับจากธรรมชาติมีปริมาณลดน้อยลง แต่ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบันผลผลิตหอยกว่า 60%ได้จากการเพาะเลี้ยง
ชนิดของสัตว์ทะเลประเภทหอยที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทย ดังแสดงในตารางที่ 4 โดยที่พวกปลาหมึกแม้จะจัดเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอยู่ในจำพวกหอย แต่เนื่องจากธรรมชาติของปลาหมึกทั้งรูปร่างลักษณะพฤติกรรมการดำรงชีวิตและวิวัฒนาการ ทำให้ระบบการเพาะเลี้ยงและปัจจัยเกี่ยวข้องอื่นๆ มีความแตกต่างไปจาก
พวกหอยอื่นๆ มาก ดังนั้น เอกสารฉบับนี้จะกล่าวถึงเฉพาะหอยที่จัดอยู่ในกลุ่มหอยฝาเดี่ยวและหอยสองฝา ไม่รวมปลาหมึก และจะเน้นในกลุ่มหอยทะเลมากกว่าหอยน้ำจืด

ตารางที่ 1 ผลผลิตสัตว์น้ำประเภทหอยทะเลของประเทศไทย ปี 2531 - 2541: ปริมาณและสัดส่วนผลผลิตที่ได้จากการจับจากธรรมชาติและการเลี้ยง
ปี
ปริมาณ (เมตริกตัน)
สัดส่วน (%)
ธรรมชาติ
การเลี้ยง
รวม
ธรรมชาติ
การเลี้ยง
2531
175,839
51,399
227,238
77.38
22.62
2532
127,635
72,936
200,571
63.64
36.36
2533
117,954
72,982
190,936
61.78
38.22
2534
76,282
66,300
142,582
53.50
46.50
2535
94,834
40,613
135,447
70.02
29.98
2536
67,757
66,350
134,107
50.52
49.48
2537
58,658
78,515
137,173
42.76
57.24
2538
51,545
92,835
144,380
35.70
64.30
2539
72,587
80,183
152,770
47.51
52.49
2540
53,822
66,408
120,230
44.77
55.23
2541
67,093
106,128
173,221
38.73
61.27
แหล่งที่มา: ข้อมูลจากสถิติผลผลิตสัตว์ทะเลประเภทหอยและอื่นๆ ประจำปี 2541
                 กองเศรษฐกิจการประมง กรมประมง (2543)

ตารางที่ 2 ผลผลิตสัตว์น้ำประเภทหอยทะเลของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2531 - 2541
ปี
ผลผลิต (เมตริกตัน)
มูลค่า
(ล้านบาท)
หอยแครง
หอยแมลงภู่
หอยนางรม
หอยกะพง
หอยลาย
หอยเชลล์
อื่นๆ
รวม
2531
7,200
66,835
2,517
30,726
115,391
331
4,238
227,238
876.9
2532
15,272
76,740
2,798
12,251
89,158
319
4,033
200,571
802.1
2533
15,016
76,434
1,802
7,050
85,712
202
4,720
190,936
855.2
2534
26,442
51,769
3,311
1,092
59,720
238
10
142,582
836.7
2535
18,804
38,039
3,774
4,003
70,575
252
-
135,447
896.4
2536
20,577
49,241
17,810
3,572
42,572
335
-
134,107
1,041.3
2537
11,324
68,165
19,273
4,836
33,029
546
-
137,173
1,064.9
2538
14,403
71,262
23,037
4,211
30,861
606
-
144,380
1,169.4
2539
15,836
56,187
23,420
5,438
52,889
-
-
152,770
1,756.8
2540
8,258
61,057
15,063
-
35,852
-
-
120,230
999.9
2541
44,150
56,942
22,468
-
49,661
-
-
173,221
1,839.4
แหล่งที่มา: ข้อมูลจากสถิติผลผลิตสัตว์ทะเลประเภทหอยและอื่นๆ ประจำปี 2541
                  กองเศรษฐกิจการประมง กรมประมง (2543) ( - หมายถึง ไม่มีข้อมูล )

ตารางที่ 3 ผลผลิตหอยทะเลที่ได้จากการเพาะเลี้ยงของประเทศไทย ปี 2531 - 2541
(ข้อมูลรวมเฉพาะหอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม และหอยกะพง)
ปี
จำนวนฟาร์ม
เนื้อที่เลี้ยง (ไร่)
ผลผลิต (เมตริกตัน)
มูลค่า (ล้านบาท)
2531
1,473
14,077
51,399
151.585
2532
1,580
13,870
72,936
236.890
2533
1,771
14,918
72,982
241.834
2534
1,934
16,965
66,300
296.466
2535
2,146
16,321
40,613
225.064
2536
2,853
21,095
66,350
781.419
2537
3,351
23,096
78,515
765.990
2538
3,541
25,068
92,835
861.553
2539
3,926
25,678
80,183
965.372
2540
2,537
17,015
66,408
594.798
2541
3,481
31,389
106,128
1,493.981
แหล่งที่มา: ข้อมูลจากสถิติผลผลิตสัตว์ทะเลประเภทหอยและอื่นๆ ประจำปี 2541
                  กองเศรษฐกิจการประมง กรมประมง (2543)

ตารางที่ 4 สัตว์ทะเลประเภทหอยที่สำคัญทางเศรษฐกิจของไทย
กลุ่ม / ชนิด
Species
จับ (Catch)
เพาะเลี้ยง (Culture)
หมายเหตุ
หอยสองฝา
(Bivalves):
       

หอยนางรม (Oysters):



Crassostrea belcheri
C. iredalei (C. lugubris)
Saccostrea cucullata
S. forskali
x
x
x
x
x
x
x

 
หอยแครง (Cockles): Anadara granosa
A. nodifera
Other Arcidae
x
x
x
x
x
x
 
หอยแมลงภู่
(Green mussel):
Perna viridis
x
x
 
หอยกะพง
(Horse mussel):
Modiolus senhausenii
x
x
 
หอยเชลล์ (Scallop): Amusium pleuronectes
Chlamys senatoria
x
x
Experimental culture
หอยลาย
(Short-neck clam):
Paphia undulata
x
 
หอยตลับ
(Oriental hard clam):
Meretrix meretri
Meretrix casta
x
x
Hatchery produced
หอยตะเภา
(Leather donax):
Donax scortum
x
 
หอยหลอด
(Razor clams):
Solen strictus
x
 
หอยมุก (Pearl oysters): Pinctada maxima
P. margaritifera
P. fucata
Pteria penguin
x
x
x

x
x
x
x

x
 
หอยฝาเดี่ยว (Gastropods):  
 
หอยเป๋าฮื้อ (Abalones): Haliotis asinina
H. ovina x
x
x
Hatchery produced
หอยหวาน (Ivory whelk): Babylonia areolata
x
x
Experimental culture

หอยสังข์หนาม
(Giant murex):
Chicoreus ramosus
x
x
Experimental culture
หอยโข่งเขียว
(Green turban):
Turbo marmoratus
x
 
หอยนมสาว (Top shell): Trochus niloticus
x
 
หอยชักตีน (Dog conch) Strombus canarium
x
Hatchery produced

ความเป็นมาและการศึกษาเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงหอยในประเทศไทย
          การเลี้ยงหอยในประเทศไทยมีมานานกว่าร้อยปีมาแล้ว หอยชนิดแรกๆ ที่เริ่มมีการเลี้ยงได้แก่หอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยแครง โดยเริ่มแรกเป็นการเก็บ
รวบรวมลูกพันธุ์หอยจากแหล่งธรรมชาตินำมาปล่อยเลี้ยงตามบริเวณชายฝั่งทะเลใกล้หมู่บ้าน หรือมีการใช้วัสดุล่อลูกหอยให้มาเกาะติดและปล่อยให้เติบโตไปตาม
ธรรมชาติ แล้วทยอยเก็บขึ้นจำหน่ายหรือบริโภคในท้องถิ่น ต่อมาได้มีการพัฒนาวิธีการและขยายการเลี้ยงในพื้นที่ชายฝั่งที่มีสภาพเหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิตให้
เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น
           แม้ว่าในประเทศไทยจะมีการเลี้ยงหอยเป็นอาชีพมานานแล้ว แต่การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงหอยเพิ่งได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว
ภายหลังจากที่เราได้ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์กุ้งทะเล และปลากะพงขาว ในขณะนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยแครงของไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลน
ลูกพันธุ์หอยเนื่องจากประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นแหล่งลูกหอยแครงแหล่งใหญ่ได้ออกกฎหมายห้ามการส่งออกลูกหอยแครง ในปี พ.ศ. 2525 กรมประมงร่วมกับสถาบัน
International Center for Living Aquatic Resources Management (ICLARM) และองค์การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแห่งประเทศสหพันธ-
สาธารณรัฐเยอรมัน (GTZ) จึงได้ร่วมกันดำเนินการศึกษาลู่ทางในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยสองฝาในประเทศไทยภายใต้โครงการจัดตั้งสถานีเพาะเลี้ยงหอยเพื่อ
หาทางแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์หอยดังกล่าว รวมทั้งพัฒนาการผลิตลูกพันธุ์หอยเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ด้วย โครงการในระยะแรกดำเนินการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นและ
คัดเลือกสถานที่เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์กลางในการศึกษาวิจัยซึ่งได้แก่สถานีประมงน้ำกร่อยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์
ในปัจจุบัน โครงการระยะที่สองเป็นการดำเนินงานภายใต้ชื่อโครงการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประเภทหอย (ปี 2526 - 2527) แบ่งงานออกเป็นสองด้าน คือ
งานศึกษาด้านเศรษฐกิจ และงานด้านชีววิทยาและการเพาะเลี้ยง และในปี 2527 กรมประมงก็เริ่มประสบความสำเร็จในการทดลองเพาะขยายพันธุ์หอยสองฝาบางชนิด
ต่อมาในปี พ.ศ.2528 - 2530 ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์กร USAID ประเทศสหรัฐอเมริกา ในการดำเนินโครงการเร่งรัดผลิตพันธุ์หอยแครงซึ่งเป็นโครงการย่อยภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเกษตร (Agricultural Technology
Transfer หรือ ATT) พร้อมกับได้รับงบประมาณดำเนินการก่อสร้างโรงเพาะพันธุ์หอยแห่งแรกของประเทศขึ้นในปี 2528 ซึ่งเสร็จสมบูรณ์และสามารถใช้งานได้
ตั้งแต่ปี 2529 และสามารถเพาะขยายพันธุ์หอยแครงได้ แต่ผลการศึกษาพบว่าการผลิตลูกพันธุ์หอยแครงจากโรงเพาะพันธุ์มีต้นทุนสูง ขณะที่ราคาหอยแครงในตลาด
ค่อนข้างต่ำ โรงเพาะพันธุ์หอยจึงเปลี่ยนไปทำการเพาะพันธุ์หอยตะโกรมซึ่งมีราคาดี มีความเหมาะสมที่จะทำการผลิตลูกพันธุ์เพื่อขยายการเพาะเลี้ยงมากกว่า โรงเพาะ
พันธุ์หอยแห่งนี้ได้ใช้ในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์หอยชนิดต่างๆ และการผลิตลูกพันธุ์หอยที่สำคัญทางเศรษฐกิจตลอดจนหอยที่มีความสำคัญในแง่การอนุรักษ์
มาจนกระทั่งปัจจุบัน
            ในปี พ.ศ. 2533 - 2543 กรมประมงได้เข้าร่วมในโครงการวิจัยหอยทะเลเขตร้อน (Tropical marine Mollusc Programme) ซึ่งเป็นโครงการความ
ร่วมมือทางการวิจัยเกี่ยวกับหอยทะเลในทุกๆ ด้าน ทั้งอนุกรมวิธาน ความหลากหลายทางชีวภาพ นิเวศวิทยา ชีววิทยา การเพาะเลี้ยง การแปรรูป และเศรษฐศาสตร์ โดย
มีสถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเล ภูเก็ต เป็นหน่วยประสานงานหลัก ได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเดนมาร์ก (DANIDA) ซึ่งทำให้นักวิชาการของไทย
ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประสบการณ์และข้อมูลทางวิชาการกับนักวิจัยจากหลายประเทศ รวมทั้งร่วมกันพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงหอยทะเลบางชนิดด้วย
นับตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ สามารถเพาะขยายพันธุ์หอยทะเลหลายชนิด ทั้งหอยสองฝา ได้แก่ หอยตะโกรม
และหอยนางรมชนิดต่างๆ (Crassostrea belcheri, C. iredalei หรือเดิมใช้ชื่อ C. lugubris, Saccostrea forskali ซึ่งเดิมใช้ชื่อ S. commercialis,
S. cucullata) หอยแครง (Anadara granosa และ A. nodifera) หอยมุกจาน (Pinctada maxima) หอยมุกกัลปังหา (Pteria penguin) หอยมุกแกลบ
(Pinctada fucata) หอยมุกขอบดำ (P. margaritifera) หอยเชลล์ (Chlamys senatoria และ Amusium pleuronectes) หอยมือเสือ (Tridacna
squamosa) หอยตลับ (Meretrix spp.) และหอยฝาเดียว ได้แก่ หอยนมสาว (Trochus niloticus, T. maculatus และ Tectus pyramis) หอยเป๋าฮื้อ
(Haliotis asinina และ H. ovina) หอยโข่งเขียว (Turbo marmoratus) หอยหวาน (Babylonia areolata) หอยสังข์หนาม (Chicoreus ramosus)
เป็นต้น
            นอกจากศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์แล้ว หน่วยงานอื่นในกรมประมง ได้ดำเนินการทดลองวิจัยและประสบความสำเร็จในการเพาะ
ขยายพันธุ์หอยทะเลบางชนิด เช่น ศูนย์พัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก จังหวัดระยอง ได้ทดลองเพาะพันธุ์หอยหวาน (Babylonia areolata) หอยเป๋าฮื้อ
(Haliotis asinina) และหอยลาย (Paphia undulata) เพื่อผลิตลูกหอยนำไปปล่อยเสริมพันธุ์ในธรรมชาติ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดชลบุรีทำการ
ศึกษาการเพาะพันธุ์หอยหวานและปัจจุบันเริ่มผลิตลูกพันธุ์จำหน่ายแก่เกษตรกร สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดกระบี่ประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์หอย
สังข์กระโดดหรือหอยชักตีน (Strombus canarium) ได้ตั้งแต่ปี 2543 สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดสมุทรสงครามประสบความสำเร็จเบื้องต้นในการทดลอง
เพาะพันธุ์หอยหลอด (Solen strictus) ในปี 2544-2545 นอกจากนี้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตรังกำลังดำเนินการศึกษาทดลองเพื่อหาทางเพาะขยายพันธุ์
หอยตะเภา (Donax scortum) เพื่อการอนุรักษ์ และล่าสุดเมื่อปลายปี 2544 กองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งได้ขยายงานเพาะพันธุ์หอยเป๋าฮื้อเพิ่มขึ้นที่ศูนย์พัฒนาการเพาะ
เลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งพังงา
           สำหรับในหอยน้ำจืด ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรีได้ทำการศึกษาวิจัยจนกระทั่งสามารถเพาะเลี้ยงหอยมุกน้ำจืด 2 ชนิด คือ Chamberlainia
hainesiana และ Hyriopsis (Limnoscapha) myersiana ตั้งแต่การเพาะอนุบาลลูกหอย ไปจนกระทั่งการเลี้ยงผลิตมุกเพื่อส่งเสริมพัฒนาอาชีพนอกจาก
กรมประมงแล้ว มีหน่วยงานที่ได้ร่วมทำการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอย ได้แก่ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล เกาะสีชัง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะประมง และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล
มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นต้น การพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอย เกี่ยวข้องกับขั้นตอนสำคัญ 2 ประการ คือ การเพาะพันธุ์ และการเลี้ยง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาวิจัยและ
พัฒนาไปด้วยกันจึงจะสามารถเพิ่มผลผลิตสู่ระดับพาณิชย์ได้ สำหรับการเพาะพันธุ์อาจกล่าวได้ว่าเราประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการเพาะขยายพันธุ์หอยแทบ
ทุกชนิด แต่ส่วนใหญ่ยังขาดข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยง
สภาวะการเพาะเลี้ยงหอยของไทย
        หอยเศรษฐกิจที่มีการเพาะเลี้ยงในประเทศไทยในปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
ก. ชนิดที่มีการเพาะเลี้ยงอยู่แล้วดั้งเดิม ได้แก่ หอยนางรม หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยกะพง หอยมุก เป็นต้น เป็นหอยเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงมานาน
มีผลผลิตสู่ตลาดทั้งเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และส่งออก การเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแบบพื้นบ้านหรือแบบกึ่งพัฒนา โดยใช้ลูกพันธุ์หอยจากธรรมชาติ แต่บาง
ชนิดก็เริ่มมีแนวโน้มความต้องการที่จะพัฒนาการเลี้ยงโดยใช้ลูกพันธุ์จากโรงเพาะ
ข. ชนิดใหม่ที่เริ่มมีการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ได้แก่ หอยเป๋าฮื้อ และ หอยหวาน เป็นต้น ซึ่งจะเป็นหอยที่มีราคาตลาดค่อนข้างสูงหรือสูงมาก ซึ่งทำให้ได้รับความสนใจ
มาก การเพาะเลี้ยงหอยในกลุ่มนี้เป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา มักใช้เทคโนโลยีทันสมัย ดำเนินการโดยใช้ความรู้และข้อมูลทางวิชาการค่อนข้างมาก
ค. ชนิดที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาการเพาะเลี้ยงได้แต่ยังไม่มีการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน เป็นหอยเศรษฐกิจที่มีการเก็บจากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์อยู่แล้ว มีตลาด
น่าสนใจ และได้มีการศึกษาวิจัยและทดลองเพาะเลี้ยงในระดับทดลอง เช่น หอยเชลล์ หอยสังข์หนาม หอยตลับ หอยชักตีน เป็นต้น
แหล่งลูกพันธุ์หอยและรูปแบบของการเลี้ยง อาจจำแนกได้เป็น 2 แบบ คือ
      1. การเลี้ยงโดยใช้ลูกพันธุ์รวบรวมจากธรรมชาติ
      2. การเลี้ยงโดยใช้ลูกพันธุ์จากโรงเพาะฟัก
         แม้ว่าเราจะสามารถเพาะพันธุ์หอยทะเลเศรษฐกิจทุกชนิดได้ แต่ปัจจุบันการเลี้ยงหอยของไทยเกือบทุกชนิดยังต้องอาศัยลูกพันธุ์จากธรรมชาติเป็นหลัก ยกเว้นหอย
เป๋าฮื้อและหอยหวาน
หอยนางรม
        แหล่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในการเลี้ยงหอยนางรมคือที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหอยนางรมพันธุ์ใหญ่หรือที่เรียกว่าหอยตะโกรมชนิดกรามขาว (Crassostrea
belcheri) ซึ่งมีราคาสูงเป็นที่นิยมบริโภค หอยนางรมชนิดนี้สามารถเลี้ยงได้ในหลายแหล่งทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่มีปัญหาที่สำคัญคือคุณภาพของ
เนื้อหอยในแง่สีของเนื้อ ซึ่งหากเลี้ยงในแหล่งอื่นจะมีสีคล้ำ ทำให้จำหน่ายไม่ได้ราคา จึงมีการรับซื้อหอยตะโกรมจากแหล่งอื่นๆ ย้ายมาลงพักไว้ที่แหล่งเลี้ยง
จ. สุราษฎร์ธานี ก่อนที่จะส่งจำหน่ายต่อไป
       สำหรับหอยนางรมชนิดอื่น เช่นหอยตะโกรมกรามดำ (Crassostrea iredalei หรือเดิมใช้ชื่อ C. lugubris) ซึ่งมีการเลี้ยงในจังหวัดอื่นๆ เช่นที่คลองบาง
นางรม จ. ประจวบคีรีขันธ์ แม้จะมีขนาดเล็กกว่าชนิดกรามขาว แต่เลี้ยงง่าย โตเร็ว มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า และไม่มีปัญหาเรื่องสีของเนื้อ จึงมีความ
เป็นไปได้ที่จะพัฒนาขยายการเลี้ยงได้ในแหล่งชายฝั่งที่เหมาะสมแหล่งอื่นๆ
หอยแครง และหอยแมลงภู่
        ปัจจุบันหอยสองชนิดนี้อาจถือได้ว่ามีผลผลิตค่อนข้างมากเพียงพอแก่การบริโภคทั่วไปภายในประเทศ แต่หากมีการจัดการที่ดียังสามารถที่จะพัฒนาผลผลิตเพื่อ
ส่งออกสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้นได้ ปัญหาของการเลี้ยงหอยแมลงภู่ปัญหาหนึ่งคือคุณภาพของเนื้อหอย ซึ่งหลังฤดูสืบพันธุ์มักจะผอม ทำให้ราคาตกต่ำ นอกจากนี้ยังน่าจะ
ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าเช่นการแปรรูป
        การเลี้ยงหอยแครงและหอยแมลงภู่อาศัยลูกพันธุ์จากธรรมชาติเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปหากมีการจัดการที่ดีจะสามารถดูแลแหล่งตามธรรมชาติของลูกหอยให้มี
เพียงพอสำหรับพัฒนาการเลี้ยงได้
หอยมุก
        ในประเทศไทยมีการทำฟาร์มเลี้ยงมุกมาเป็นเวลานานกว่า 40 ปีแล้ว การเลี้ยงมุกเป็นธุรกิจที่ทำรายได้มหาศาล จึงมีผู้สนใจทำฟาร์มเลี้ยงมุกอยู่ทั้งในอ่าวไทยและ
ฝั่งทะเลอันดามัน ธุรกิจการเลี้ยงมุกในประเทศไทยในระยะแรกต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นเข้ามาทำการผ่าตัดใส่นิวเคลียสในหอยเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดมุก แต่ปัจจุบัน
นี้มีหลายฟาร์มดำเนินการโดยคนไทยโดยเฉพาะการเลี้ยงมุกซีกเราสามารถทำเองได้ และศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสตูล ได้ศึกษาเกี่ยวกับการทดลองเลี้ยง
ผลิตมุกจากหอยมุกกัลปังหา สามารถผลิตมุกที่มีคุณภาพได้เป็นผลสำเร็จ แต่สำหรับการเลี้ยงมุกกลมส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ พันธุ์หอยมุกที่นำมา
ใช้ในการเลี้ยงมุกเกือบทั้งหมดในปัจจุบันได้มาจากการรวบรวมจากแหล่งธรรมชาติโดยอาศัยนักดำน้ำซึ่งหอยมุกที่รวบรวมได้มีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้อุตสาหกรรม
การเลี้ยงมุกไม่สามารถขยายตัวได้มากเท่าที่ควร
         กรมประมงได้เริ่มทำการทดลองเพาะพันธุ์หอยมุกจานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 โดยสถานีประมงน้ำกร่อยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ปัจจุบันคือ ศูนย์พัฒนาการเพาะ
เลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีชันธ์) แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โครงการได้หยุดชะงักไปไม่สามารถทำการทดลองได้ต่อเนื่อง เพราะปัญหาการขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์หอย
ที่จะนำมาทดลอง จนกระทั่งปี 2534 จึงได้ประสบผลสำเร็จในการเพาะพันธุ์หอยมุกจานเป็นครั้งแรก สามารถผลิตลูกหอยขนาด 1 ซม. ซึ่งสามารถนำออกเลี้ยงในทะเล
ได้เป็นจำนวนหลายหมื่นตัว และได้ดำเนินการทดลองเพาะขยายพันธุ์หอยมุกชนิดอื่นๆ ในเวลาต่อมา สามารถเพาะพันธุ์หอยมุกกัลปังหา (Pteria penguin) หอยมุกแกลบ (Pinctada fucata) และหอยมุกขอบดำ (P. margaritifera) ได้ตั้งแต่ ปี 2535, 2537 และ 2539 ตามลำดับ สามารถอนุบาลลูกหอยจนถึงขนาด
ที่นำไปใช้เลี้ยงมุกได้ สำหรับภาคเอกชน มีฟาร์มหอยมุกที่ภูเก็ตได้ทำการเพาะขยายพันธุ์หอยมุกจาน สามารถอนุบาลลูกหอยจำนวนมาก แต่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับอัตรา
การตายของลูกหอยขนาดเล็กซึ่งยังต้องแก้ไขและพัฒนาเทคนิคการอนุบาลต่อไป
         เนื่องจากหอยมุกเป็นหอยที่ใช้ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงมุก มีมูลค่าสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหอยมุกจาน ฟาร์มเลี้ยงมุกมีความต้องการลูกพันธุ์จำนวนมาก จึงน่าจะเป็นหอยชนิดที่มีความเหมาะสมที่จะลงทุนทำการเพาะพันธุ์จากโรงเพาะฟักอย่างมากชนิดหนึ่ง
หอยเป๋าฮื้อ และ หอยหวาน
        เป็นหอยที่ได้รับความสนใจอย่างมากในระยะเวลาเดียวกันในช่วงเวลาประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นหอยที่มีราคาดีจึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะพัฒนาขึ้นทด
แทนสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ การเลี้ยงหอยทั้งสองชนิดนี้จะต้องอาศัยพันธุ์หอยจากโรงเพาะพันธุ์ ปัจจุบันทั้งหอยหวานและหอยเป๋าฮื้อมีเอกชนลงทุนทำการเพาะเลี้ยงเป็นฟาร์ม
ใหญ่แล้ว และมีผู้สนใจจะทำการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้น
หอยเชลล์
        หอยเชลล์ (Scallop) เป็นสัตว์น้ำที่น่าสนใจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการที่จะพัฒนาเพื่อนำมาเพาะเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมได้ หอยเชลล์ชนิดที่มีความสำคัญทาง
เศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ได้แก่ชนิด Amusium pleuronectes (Linn.) ซึ่งมีลักษณะเปลือกบางเรียบเป็นมัน เปลือกซ้ายหรือเปลือกที่อยู่ด้านบนมีสีน้ำตาลอมม่วง
เปลือกขวาหรือเปลือกล่างสีขาว ผลผลิตทั้งหมดได้มาจากการจับจากธรรมชาติโดยใช้อวนลาก เป็นอาหารทะเลที่มีราคาค่อนข้างแพงและเป็นสินค้าสัตว์น้ำส่งออกที่มีมูลค่า
มากชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากธรรมชาติของหอยเชลล์ชนิดนี้มีพฤติกรรมชอบว่ายน้ำเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วทำให้เป็นปัญหาในการนำมาเพาะเลี้ยงในที่จำกัด นักวิจัยของสถานี
วิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล เกาะสีชัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาเบื้องต้นในการเพาะและอนุบาลลูกหอยเชลล์ชนิดนี้ในห้องปฏิบัติการ ระหว่างปี 2532-2533 สามารถเพาะอนุบาลลูกหอยผ่านระยะ metamorphosis แต่อัตราการรอดตายต่ำ ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ได้ทำการทดลอง
เพาะพันธุ์หอยเชลล์ชนิดนี้ตั้งแต่ ปี 2536 สามารถอนุบาลลูกหอยที่ได้จนกระทั่งอายุประมาณ 2 เดือน ได้ลูกหอยขนาด 0.5-1 ซม. แต่มีอัตราการรอดตายต่ำมาก ไม่สามารถเลี้ยงต่อจนถึงขนาดตัวเต็มวัยได้
        หอยเชลล์อีกชนิดคือ Chlamys senatorius Gmelin ซึ่งมีลักษณะเปลือกเป็นร่อง ผิวเปลือกไม่เรียบ มีหลายสีตั้งแต่เหลือง ส้ม ม่วง น้ำตาล หรือเป็นลาย มักสร้าง
เส้นใยยึดเกาะติดวัสดุใต้น้ำ เป็นชนิดที่มีลักษณะใกล้เคียงกับหอยเชลล์ที่สำคัญทางเศรษฐกิจในต่างประเทศ และมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาพัฒนาการเพาะเลี้ยงในเชิง
พาณิชย์ต่อไป กรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์หอยเชลล์ชนิดนี้และผลิตลูกพันธุ์ได้จำนวนมาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 สามารถเลี้ยงลูกหอยจนกระทั่งเติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์
ได้ ตลอดจนได้ทำการศึกษาวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับการทดลองเลี้ยงเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนา การเพาะเลี้ยงในระดับพาณิชย์ ปัจจุบันสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์กำลังดำเนิน
โครงการเพื่อพัฒนาการเลี้ยงหอยเชลล์โดยเริ่มงานทดลองเลี้ยงที่เกาะลันตา จ.กระบี่
หอยตลับ
        เป็นหอยสองฝาชนิดหนึ่งที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เปลือกหนา ผิวเปลือกเป็นมันเงาสวยงาม มีลักษณะลวดลายต่างๆ กัน ตั้งแต่สีขาวเรียบ สีครีม ลายสีน้ำตาลอ่อน ไปจนถึง
สีน้ำตาลเข้ม ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 8 ซม. อาศัยตามชายฝั่งทะเลในบริเวณพื้นทรายละเอียด หรือทรายปนโคลนในแนวเขตน้ำขึ้นลง พบทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน
เป็นอาหารทะเลรสดี ซึ่งนิยมใช้บริโภคทั้งภายในประเทศ และแกะเนื้อส่งจำหน่ายไปยังต่างประเทศ มีการเก็บหอยตลับขึ้นมาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก ทำให้หอยตลับ
ในธรรมชาติมีปริมาณลดน้อยลงในทุกแหล่งการแพร่กระจายในแถบชายฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งเดิมเคยพบหอยตลับอยู่ชุกชุม แต่ปัจจุบันพบน้อยและขนาดที่มีการ
จับมาบริโภคและใช้ประโยชน์มีขนาดเล็กลงมาก เนื่องจากมีการนำขึ้นมาใช้มากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะทดแทนได้ทัน ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์
ได้เคยทดลองเพาะขยายพันธุ์หอยตลับและประสบผลสำเร็จเบื้องต้นในการเพาะและอนุบาลลูกหอยตั้งแต่ปี 2528 แต่หลังจากนั้นได้หยุดชะงักไปจนกระทั่งปี 2542 จึงได้
เริ่มดำเนินการใหม่ และสามารถผลิตลูกหอยจากการเพาะพันธุ์ได้จำนวนมาก ตั้งแต่ปี 2542-2544 ได้ผลิตลูกหอยขนาดประมาณ 0.5 - 1.0 ซม. นำลงปล่อยในแหล่ง
ธรรมชาติแล้วเป็นจำนวนกว่าสองล้านตัว
        หอยตลับน่าจะเป็นหอยเศรษฐกิจที่สามารถพัฒนาการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้ เช่นเดียวกับหอย Mercenaria mercenaria (Hard clam) ในอเมริกาและ
แคนาดา ในประเทศเวียดนามก็มีการเลี้ยงหอยตลับชนิด Meretrix lyrata ซึ่งปัจจุบันเป็นอาชีพที่สำคัญ มีการพัฒนาขยายพื้นที่เลี้ยงเพิ่มขึ้น และกำลังมีความสนใจที่
จะหาทางผลิตลูกพันธุ์หอยจากโรงเพาะเพื่อขยายการเลี้ยงเพิ่มขึ้นด้วย

หอยมือเสือ
        เป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์ได้นำมาใช้ประโยชน์เป็นเวลานานนับพันปีมาแล้ว มีการใช้เนื้อหอยมือเสือเป็นอาหาร โดยเฉพาะกล้ามเนื้อยึดเปลือกมีราคาสูง นอกจาก
นี้เปลือกยังเป็นที่ต้องการนำไปใช้เป็นของประดับตกแต่ง ของใช้ และหอยมือเสือมีชีวิตก็เป็นที่ต้องการของตลาดสัตว์น้ำสวยงามเพื่อประดับตู้ปลาทะเล จึงมีการเก็บรวบรวมหอยมือเสือมาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมากจนเกินกว่าปริมาณหอยตามธรรมชาติจะเกิดทดแทนได้ทัน
        หอยมือเสือเป็นสัตว์คุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และอยู่ในบัญชีสัตว์ที่กำลังอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์หรือหายากของ
CITES (Convention on International Trade in endangerd Specied of Wild Fauna and Flora) ปัจจุบันในประเทศไทยพบหอยมือเสือเหลืออย
ู่เพียง 3 ชนิด ในจำนวนนี้ชนิดที่อยู่ในภาวะถูกทำลายจนเหลือน้อยที่สุด คือ Tridacna squamosa ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์สามารถ
เพาะและอนุบาลลูกหอยมือเสือชนิดนี้ ได้สำเร็จตั้งแต่ ปี 2536 และสามารถผลิตลูกหอยจากโรงเพาะพันธุ์ได้เป็นจำนวนมากเพื่อนำไปปล่อยในธรรมชาติได้แล้ว นอกจากนำ
ไปปล่อยในแหล่งธรรมชาติแล้ว ลูกหอยมือเสือที่ได้จากการเพาะพันธุ์เหล่านี้ส่วนหนึ่งได้ส่งให้ศูนย์ฯ หรือสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง หรือหน่วยงานอื่นๆ นำไปทดลอง
อนุบาล ทดลองเลี้ยง และใช้ในการศึกษาวิจัยในแง่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งด้านการอนุรักษ์ และการศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
       เนื่องจากหอยมือเสือเป็นสัตว์น้ำที่มีศักยภาพในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารสำหรับมนุษย์ได้เช่นกัน แม้ว่าในขณะนี้ภาระกิจเร่งด่วนที่เกี่ยวกับหอยมือเสือ
ของไทยจะมุ่งเน้นไปที่การอนุรักษ์เป็นอันดับแรกแต่เมื่อสามารถดำเนินการผลิตพันธุ์หอยมือเสือเพื่อการอนุรักษ์ได้แล้วเราสามารถพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยมือเสือเพื่อใช้
ประโยชน์ต่อไปได้
ปัญหาและอุปสรรค
1. ระยะเวลาเลี้ยง หอยส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน หลายชนิดต้องเลี้ยงนานนับปี ทำให้ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำรายใหม่
2. ผลตอบแทน ราคาของหอยส่วนใหญ่ไม่จูงใจให้พัฒนาการเพาะเลี้ยง โดยทั่วไปหอยเป็นอาหารโปรตีนราคาถูก ผลผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบันอาศัยธรรมชาติเป็นหลักจึง
ไม่สามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตให้คงที่แน่นอนได้
3. แหล่งลูกพันธุ์หอย โดยทั่วไปยังอาศัยลูกพันธุ์จากธรรมชาติซึ่งมีความไม่แน่นอน ลูกพันธุ์จากโรงเพาะพันธุ์ยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการเลี้ยงในระดับ
อุตสาหกรรมได้
           การผลิตลูกพันธุ์หอยทะเลจากโรงเพาะฟักเป็นงานที่ต้องการปัจจัยสำคัญหลายประการ ทั้งปัจจัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพน้ำความพร้อมของเครื่องมือ
อุปกรณ์และระบบการอนุบาล สาธารณูปโภค และบุคคลากร เนื่องจากลูกหอยเกือบทุกชนิดมีขนาดเล็กมาก ต้องใช้เวลาอนุบาลนานนับเดือนในโรงเพาะพันธุ์กว่าจะได้ขนาด 1 มิลลิเมตร หรือหลายเดือนกว่าจะได้ขนาดเซนติเมตรที่พร้อมจะนำลงเลี้ยงหรืออนุบาลต่อในแหล่งธรรมชาติ ดังนั้นความต่อเนื่องของปัจจัยประกอบต่างๆ จึงมีความ
สำคัญมาก หากชะงักไปในขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดก็อาจทำให้สูญเสียผลผลิตทั้งหมดได้โดยง่าย
4. ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มีผลกระทบมาถึงการเพาะเลี้ยงหอย ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ปัญหามลพิษในทะเลประกอบกับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการสะสมสารพิษ
ในเนื้อของสัตว์ทะเลรวมทั้งหอยทำให้ความนิยมในการบริโภคหอยลดน้อยลง
5. ขาดบุคคลากร ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงหอยมีนักวิชาการให้ความสนใจที่จะศึกษาน้อย และขาดความต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนางานเป็นไปอย่างล่าช้าไม่ทันกับการแก้ปัญหา
แนวทางในการพัฒนา
1. พัฒนาการผลิตลูกพันธุ์จากโรงเพาะพันธุ์ให้มีผลผลิตมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกร เพื่อให้ขยายการเลี้ยงในระดับอุตสาหกรรมได้
           ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตลูกพันธุ์หอยทะเลซึ่งประสบความสำเร็จก้าวหน้าไปไม่น้อย ปัจจุบันมีโรงเพาะพันธุ์หอย
ของหน่วยงานราชการหลายแห่ง ทำการผลิตลูกพันธุ์หอยทะเลทั้งเพื่อการศึกษาวิจัย เพื่อการเพิ่มผลผลิตในธรรมชาติ และการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ อีกทั้ง
บางหน่วยงานได้เริ่มมีการจำหน่ายลูกพันธุ์หอยแก่เกษตรกรเพื่อนำไปเลี้ยงต่อไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังมีผลผลิตไม่เพียงพอแก่ความต้องการในการพัฒนาการเลี้ยง ซึ่งจำเป็น
ต้องมีลูกหอยอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอและเพียงพอจึงจะพัฒนาเข้าสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ การผลิตลูกพันธุ์จากโรงเพาะจะมีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาการเลี้ยง
หอยมากขึ้นทุกขณะ
2. พัฒนาเทคนิคการเลี้ยงอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมคุณภาพผลผลิต ทั้งในขณะเลี้ยงและ Post harvest เพื่อให้มีโอกาสที่จะส่งผลผลิตเข้าสู่
ตลาดโลกได้
3. มีระบบการจัดการและการควบคุมดูแลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของแหล่งเลี้ยง การจำแนกแบ่งเขตพื้นที่ที่เหมาะสมในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยชนิดต่างๆ เป็นต้น
ประเทศไทยมีทรัพยากรสัตว์น้ำรวมทั้งหอยเศรษฐกิจหลายชนิดที่มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถพัฒนาการเพาะเลี้ยงเพิ่มผลผลิตและให้เป็นทางเลือกใหม่ของผู้เพาะเลี้ยง
สัตว์น้ำ นอกจากเพิ่มผลผลิตเพื่อบริโภคในประเทศแล้ว ยังมีความหวังว่าเราจะสามารถส่งออกผลผลิตสัตว์น้ำประเภทหอยที่มีคุณภาพเพื่อทำรายได้ให้แก่ประเทศ
ได้ไม่น้อยในอนาคต

ริมบ่อ