ในบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำมักจะพบสัตว์ชนิดต่าง ๆ ระหว่างการเลี้ยงเป็นจำนวนมากหลายชนิด
นอกจากไม่มีประโยชน์ต่อกุ้งแล้วยังผลกระทบโดยตรงหรือทางอ้อมต่อผลผลิตของกุ้งในบ่อด้วยที่พบบ่อยในฟาร์ม
กุ้งทั่วไป มีดังนี้
 ปลา และ ลูกปลา
ปลากินเนื้อ เช่น ปลากุเรา เมื่อมีเป็นจำนวนมาก กุ้งบางส่วนจะถูกกินแต่ถ้าเป็นลูกปลากินพืช เช่น ปลานิล ถ้ามีไม่มากก็
     ในบ่อกุ้งนั้นหากมีลูกปลามาก เวลาวางยอลูกปลาจะเข้ายอมากทำให้ลูกกุ้งไม่ค่อยเข้ายอทำให้เช็คยอลำบาก ถ้าเป็น
ไม่จำเป็นต้องใช้กากชาฆ่า
     การแก้ปัญหาตอนเตรียมบ่อใช้กากชา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ระดับน้ำลึก 1.2 เมตรโดยแช่กากชาในน้ำประมาณ
1 คืนก่อนสาดลงบ่อ (ประสิทธิภาพของกากชาขึ้นอยู่กับความเค็มในบ่อกล่าวคือกากชาออกฤทธิ์ดีที่ความเค็มสูงและ
จะออกฤทธิ์ได้น้อยที่ความเค็มต่ำ)การป้องกันควรมีมุ้งเขียวกันไข่ปลาและลูกปลาเข้าไปในบ่อขณะสูบน้ำและถ่ายน้ำ
เข้าบ่อ สำหรับการเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มต่ำควรป้องกันปลาหมอไทยปีนคันบ่อเข้าไปในบ่อเมื่อมีฝนมากอาจจะทำตา
ข่ายล้อมบ่อก็ได้เช่นกัน
ทากทะเล
    อาจเรียกชื่อได้ว่า กระต่ายทะเล พบมากในบริเวณที่ไม่ไกลจากทะเล ทากทะเลเข้ามาในบ่อในลักษณะที่เป็นไข่
ผ่านตะแกรงหรือรอยรั่วของตระแกรง การเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์รวดเร็วมากในช่วงระยะเวลาเพียง 1
เดือนแรกสามารถพบทากทะเลขนาดใหญ่เท่ากำปั้นเป็นจำนวนร้อย ๆ ตัวตามขอบบ่อทากทะเลมักจะเข้ามาในยอ
แย่งกินอาหาร เมือกของทากทะเลมีปริมาณมากเป็นสีม่วง ดังนั้นไม่ควรทำให้ทากทะเลปล่อยเมือกสีม่วงออกมาก
เพราะทำให้ลูกกุ้งขนาดเล็กติดกับเมือกหรือสารเหนียวจากตัวทากซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อลูกกุ้งได้ ไข่ของทาก
ทะเลมีลักษณะคล้ายกับบะหมี่มีสีเขียวอมเหลืองยึดติดตามวัสดุริมขอบบ่อ เช่นหญ้า ก้อนหิน หรือวัสดุอื่น ๆ ควร
จะเก็บเอาไข่และตัวทากออกจากบ่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดการสูญเสียอาหาร
ทากทะเลจะขึ้นมาอยู่บริเวณขอบบ่อในตอนเช้าหรือช่วงที่อุณหภูมิไม่สูงมากแต่ในตอนบ่ายหรือช่วงที่อากาศร้อน
จะลงไปในบริเวณที่น้ำลึก ทากทะเลจะพบอยู่ในบ่อเพียงระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน แล้วจะหายไปเอง
     ตามปกติบ่อที่มีทากทะเลแม้จะมีจำนวนมากก็ไม่มีผลต่ออัตรารอดและผลผลิตของกุ้งในบ่อ
ปูทะเล
     เนื่องจากในระยะตั้งแต่มีการระบาดของโรคไวรัสหัวเหลืองและดวงขาวพบว่าปูและกุ้งทะเลทุกชนิดเป็นพาหะ
นำเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้  จึงมีการทรีทน้ำด้วย คลอรีนหรือไตคลอฟอน  เพื่อกำจัดปูก่อนปล่อยลูกกุ้ง แต่อย่างไรก็
ตาม  ยังพบปูในบ่อเลี้ยงกุ้งระหว่างการเลี้ยงอยู่เสมอ ๆ ที่พบบ่อย ๆ ได้แก่ ปูแป้น ปูทะเลและปูม้า  ซึ่งมักจะพบใน
บริเวณที่อยู่ใกล้ทะเลบางฤดูกาล จะพบเป็นจำนวนมากหลังจากระยะตัวอ่อนของปูม้าหลุดลอดเข้าไปในบ่อกุ้งแล้ว
จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ปูเหล่านี้นอกจากจะแย่งกินอาหารในบ่อแล้วยังทำให้เช็คยอทำได้ลำบากเพราะยอ
ที่มีปูมากจะมีกุ้งเข้ายอน้อย บ่อที่มีปูม้าเป็นจำนวนมากผลผลิตมักจะต่ำ เนื่องจากปูม้าจะยังคงอยู่ในบ่อตลอดไปจน
กว่าจะจับกุ้งขายการกำจัดควรจะทำในขณะที่ลูกปูมีขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางของกระดองไม่เกิน1นิ้วโดยในตอน
กลางคืนใช้ไฟสปอร์ตไลท์ส่องที่ผิวน้ำลูกปูจะขึ้นมาเล่นแสงไฟแล้วตักออกหรือกำจัดโดยการขึงตาข่ายตามจุดต่างๆ
ในบ่อแล้วจับปูที่ติดข่ายออกจากบ่อให้มากที่สุด  แต่ในปัจจุบันวิธีที่ได้ผลมากที่สุดในการจัดการปูในฟาร์มคือ การ
เบื่อปูโดยการใช้ปลาสดสับหรือบด 3 กิโลกรัม   ผสมสารไตรคลอฟอน 1 ขีด  แล้วแบ่งปั้นเป็นก้อนเล็กวางตามจุด
ต่าง ๆ ในฟาร์มที่ปูผ่านหรือเป็นแหล่งปู (ห้ามใส่ในบ่อกุ้งตอนมีกุ้งเป็นอันขาด)
     สำหรับตัวอ่อนของลูกปูที่ยังมีขนาดเล็กในบ่อกุ้งจะว่ายน้ำบริเวณผิวน้ำ ดูเผิน ๆ คล้ายกับกุ้งเคยตัวขนาดเล็ก แต่
ไม่ค่อยเป็นระเบียบเป็นแนวทางเดียวกัน   หรือเมื่อยกยอจะพบว่าติดเข้าไปในยอเป็นจำนวนมาก   ลักษณะคล้ายกับ
แมงมุมตัวเล็ก ๆ  เมื่อลูกปูเหล่านี้โตขึ้นก็อาจจะพบปูเป็นจำนวนมาก หรือปูอาจจะปีนข้ามคันบ่อไปบ่ออื่นๆ มักจะพบ
ในบ่อเลี้ยงกุ้งใกล้หรือริมฝั่งทะเลที่มีรูเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะปูแป้น ลูกปูขนาดเล็กเหล่านี้พบไม่บ่อยในบ่อเลี้ยงกุ้ง
แมงกะพรุน
     พบได้ทั่วไปแทบทุกแห่งตั้งแต่ระยะที่เป็นไข่ซึ่งจะพบในยอคล้ายกับเม็ดสาคูใสมีจุดสีน้ำตาล ต่อมาจะกลายเป็น
แมงกะพรุนตัวเล็ก ๆ เต็มบ่อ แมงกะพรุนเหล่านี้จะหายไปเองภายในเวลาไม่เกิน 2 เดือน ผลกระทบต่อลูกกุ้งในบ่อ
มีน้อยมาก ส่วนแมงกะพรุนที่มีขนาดใหญ่จะพบประปรายในบ่อ ส่วนในกรณีที่มีแมงกะพรุนขนาดใหญ่เป็นจำนวน
มาก ควรจะตักออกไปจากบ่อเพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อลูกกุ้งขนาดเล็กได้ ถ้าโดนหนวดซึ่งสามารถปล่อยเข็มพิษ
เล็ก ๆ ทำอันตรายต่อสัตว์ขนาดเล็กได้  นอกจากนั้นการสูบน้ำที่มีแมงกะพรุนตัวใหญ่เป็นจำนวนมากผ่านตะแกรง
หรือมุ้งเขียวเข้าไปในบ่อสารต่าง ๆ ภายในตัวแมงกะพรุนจะออกมากปะปนในน้ำทำให้เกิดอาการคันแก่คนงานหรือ
ผู้ที่กำลังทำงานในบ่อได้
หอย
     พบได้ทั่วไปแทบทุกท้องที่มีหลายชนิดที่รู้จักกันดีได้แก่หอยเจดีย์หรือหอยขี้นก ซึ่งอาจจะพบตั้งแต่บริเวณชาน
บ่อจนถึงบริเวณพื้นบ่อ อีกชนิดหนึ่งที่มักจะพบในลักษณะของไข่และตัวเต็มวัย คือ หอยลำไย เนื่องจากขนาดของ
หอยลำไยมีสีเหลืองอ่อนอยู่ตามขอบบ่ออาจจะเป็นกลุ่มหรือเดี่ยว มีลักษณะอ่อนนุ่มจะพบมากในระยะแรก ๆในขณะ
ที่น้ำในบ่อยังไม่ขุ่นมาก และพบมากบริเวณขอบบ่อ  แต่ถ้าน้ำใสมากอาจจะพบได้ทั่วไปที่พื้นบ่อ  หอยลำไยจะหมด
ไปเองโดยส่วนหนึ่งโดนกุ้งกิน (เป็นอาหารธรรมชาติของกุ้ง)
     ส่วนหอยเจดีย์จะพบในปริมาณที่มากในหลาย ๆ แห่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ เนื่องจากช่วงเริ่มต้นนั้นหอยจะ
ทำให้ค่าอัลคาไลน์ในบ่อลดลง เนื่องจากหอยนำไปสร้างเปลือก และทำให้กุ้งกินอาหารได้น้อยลง
ลูกอ๊อด
     ลูกอ๊อดหรือลูกกบมักพบมากในหน้าฝน หรือในช่วงที่เตรียมน้ำนานแล้วความเค็มน้ำในบ่อน้อยมากหรือเกือบจืด
จะพบได้ง่าย  การลดปัญหาลูกอ๊อดในบ่อทำได้โดยขณะที่ลูกอ๊อดมีลักษณะคล้ายลูกปลาสามารถกำจัดได้โดยใช้กาก
ชา 10-20 กิโลกรัมต่อไร่แช่หนึ่งคืนแล้วสาดลงบ่อ ลูกอ๊อดจะตาย ตักลูกอ๊อดที่ตายออกจากบ่อ
แม่หอบ
     มีสัตว์บางชนิดที่เกษตรกรบางท้องที่อาจจะไม่เคยรู้จัก แต่พบได้ในบริเวณป่าชายเลนและอาจจะพบได้ในบ่อกุ้ง
โดยเฉพาะบริเวณคันบ่อหรือชานบ่อสัตว์ชนิดนี้มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับปูและกุ้งรวมกัน คือ ลักษณะของก้ามคล้าย
ปู หน้าตาหัวคล้ายกับกุ้ง  แต่ปล้องของลำตัวคล้ายกั้ง  สัตว์ชนิดนี้เรียกกันว่า "แม่หอบ" ซึ่งจะขุดรูเป็นจำนวนมาก
บริเวณรอบ ๆ รูจะมีดินนูนขึ้นมาคล้ายกับจอมปลวก แม่หอบมักจะออกมาจากรูในตอนกลางคืนสามารถที่จะไล่จับ
และกำจัดออกได้ การขุดรูของแม่หอบบริเวณชานบ่อทำให้คันบ่อรั่วได้เนื่องจากรูที่แม่หอบขุดมีขนาดใหญ่และลึก
ปลาดาว
     อาจจะพบได้แต่ไม่บ่อยนักในบ่อกุ้งซึ่งติดริมชายฝั่งทะเลที่ใช้น้ำเค็มปกติจากทะเลโดยตรง   ปลาดาวไม่มีผล
กระทบต่อผลผลิตกุ้งในบ่อ
ลูกโป่งน้ำ
     เป็นสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่เรามักพบกันมากในหน้าร้อน   ในพื้นที่เลี้ยงกุ้งระบบความเค็มปกติหรือบริเวณชาย
ฝั่งทะเล ลูกโป่งน้ำนั้นแท้จริงคือ เพรียงหัวหอม นั่นเอง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือหากปล่อยลูกกุ้งไปขณะที่มีลูกโป่งน้ำ
อยู่แล้วในบ่อ พบว่าจะมีลูกกุ้งบางส่วนเข้าไปติดตายในลูกโป่งน้ำนั้นเอง ดังนั้นเกษตรกรต้องหาวิธีการใดก็ได้ที่จะ
ทำให้ลูกโป่งน้ำหลุดออกมาแล้วตักออกจากบ่อ   อาจจะใช้วิธีการเอาที่ตักขี้แดดไปกวาดพื้นที่ลูกโป่งน้ำอยู่กันมาก
หรือลากโซ่ผ่านบริเวณนั้นก็ได้เช่นกัน จำไว้ว่าหากเราทำให้ลูกโป่งน้ำหลุดออกจากพื้นแล้วต้องรีบตักออกจากบ่อทันที
เนื่องจากหากไม่ได้ตักออกทิ้งก็จะเน่าเสียในบ่อก่อให้เกิดปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำได้
ตัวอ่อนแมลงปอ (ลูกแมลงปอ)
     มักพบมากในพื้นที่การเลี้ยงกุ้งระบบความเค็มต่ำหรือในช่วงที่บ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรมีความเค็มต่ำเช่นในฤดู
ฝนเป็นต้น  ตัวอ่อนแมลงปอมักเกิดขึ้นง่ายในบ่อที่เตรียมน้ำนานกว่าจะปล่อยลูกกุ้ง  ซึ่งปัญหาก็คือลูกกุ้งที่ปล่อยจะ
โดนลูกแมลงปอในบ่อกัดกินได้ แต่ถ้ากุ้งในบ่อโตแล้วจึงค่อยมีลูกแมลงปอก็ไม่มีผลอะไรต่อกุ้ง
     การลดปัญหาความเสียหายของลูกกุ้งจากลูกแมลงปอทำได้โดยการที่ต้องรีบเตรียมน้ำและรีบปล่อยลูกกุ้งก่อนที่
จะมีลูกแมลงปอ หรือหากยังไม่ปล่อยลูกกุ้งแต่พบว่ามีลูกแมลงปอเต็มบ่อ ก็สามารถตีอวนในบ่อเอาลูกแมลงปอออก
มากำจัดได้เช่นกัน

 ถาม ในบ่อเลี้ยงกุ้งมีปลาหมอไทยมากจะป้องกันและแก้ปัญหาได้อย่างไร
 ตอบ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำด้วยระบบความเค็มต่ำในช่วงฤดูฝนในหลายพื้นที่เมื่อมีฝนตกติดต่อกันมักจะพบว่าปลาหมอ
ไทยขึ้นมากจากคูคลองรอบฟาร์มเข้าไปในบ่อกุ้ง บางครั้งมีเป็นจำนวนมากตั้งแต่กุ้งยังมีขนาดเล็กทำให้ลูกกุ้งไม่เข้า
ยอ การกินอาหารประเมินยาก เพราะไม่รู้ว่าปลาหมอไทยกินอาหารเม็ดไปเท่าไหร่
     การใช้กากชาเบื่อปลาหมอไทยไม่ได้ผลเพราะปลาหมอไทยทนทานมาก และที่ความเค็มต่ำกากชาออกฤทธิ์น้อย
ปลอดภัยที่สุดควรใช้ข่ายดัก โดยวางข่ายจำนวนมากพอ และนำปลาออกมาเรื่อย ๆ บางครั้งมีกุ้งติดข่ายบ้าง
     บางฟาร์มอาจจะใช้การลากอวนเอาปลาหมอไทยออกถ้ามีปลาเป็นจำนวนมาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือขึงตาข่าย
รอบฟาร์มตรงบริเวณที่ติดกับร่องน้ำ หรือบริเวณที่มีปลาหมอไทยอาศัยอยู่ ตาข่ายสามารถป้องกันปลาหมอไทยปีน

คันบ่อเข้าไปในบ่อกุ้งและยังช่วยป้องกัน ปู และ งู เข้าไปในบ่อเลี้ยงกุ้งได้

 ถาม วิธีในการกำจัดปูในบ่อกุ้งทำได้อย่างไร
 ตอบ ควรกำจัดปูออกให้หมดก่อนที่จะสูบน้ำเข้าบ่อ
1. เมื่อจับกุ้งออกจากบ่อแล้ว หลังจากตากบ่อแห้ง ก่อนเติมน้ำเข้าบ่อ เกษตรกรควรกำจัดปูในบ่อในฟาร์มออกโดย
ใช้วิธีของ คุณศุภกร พัฒนวิบาก กล่าวคือ  นำปลาสดบดหรือสับละเอียด 3 กิโลกรัม ผสมกับไตรคลอฟอน 1 ขีด
(100 กรัม) เอามาผสมคลุกเคล้าด้วยกัน
2. นำปลาสดบดหรือสับที่ได้คลุกเคล้าด้วยไตรคลอฟอนแล้ว ใส่ไว้ในรูปูทั่วฟาร์มทั้งในบ่อ ขอบบ่อ ก้นบ่อ แล้วใช้
ดินปิดปากรูไว้
3. นอกจากนำไปใส่ในรูปูแล้ว ยังสามารถวางไว้ตามที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีปูจำนวนมากอยู่
ซึ่งปูเมื่อได้กินปลาสดบดหรือสับที่ได้ผสมด้วยไตรคลอฟอนดังกล่าวแล้วจะตายภายในเวลาประมาณ 20-30 นาที
(ประมาณครึ่งชั่วโมง)
4. แต่ถ้าเรามีการเติมน้ำในบ่อและยังสังเกตพบปูในบ่อนั้น ๆ สามารถลดปริมาณปูหรือกำจัดโดยนำปลาสดบดหรือ
สับที่ผสมไตรคลอฟอนไปวางกระจายแถวขอบบ่อ เหนือน้ำนิดหน่อยเพราะปูจะขึ้นมากินและตายในเวลาต่อมาต้อง
ระวังถ้าฝนตกอาจจะทำให้ปลาสดบดผสมยาฆ่าแมลงลงไปในบ่ออาจเป็นอันตรายต่อกุ้งได้ในพื้นที่มีการระบาดของ
โรคดวงขาวมากจำเป็นต้องล้อมบ่อเลี้ยงด้วย  เพื่อกันปูจากบ่อกุ้งป่วยเข้ามาในบ่อที่กุ้งที่กำลังเลี้ยงอยู่

 ถาม ปล่อยกุ้งไปแล้วพบว่ามีหอยเจดีย์มากจะทำอย่างไร
 ตอบ ในพื้นที่ ๆ น้ำมีความเค็มปกติ 20-35 ส่วนในพันส่วน (พีพีที)   บางครั้งจะมีหอยเจดีย์ (หอยขี้นก)  มากโดย
เฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ถ้าหอยเจดีย์อยู่ในระยะกำลังเจริญเติบโตคือยังมีขนาดเล็กถ้ามีเป็นจำนวนมาก
จะมีการใช้แคลเซียมสร้างเปลือกมากทำให้ค่าอัลคาไลน์ของน้ำลดลงอย่างรวดเร็วจากปกติ 100-110 มิลลิกรัมต่อ
ลิตร (พีพีเอ็ม) เหลือเพียง 30-40 พีพีเอ็ม ภายในเวลาไม่ถึง 30 วัน และมีผลทำให้พีเอชลดลงด้วยเช่นกันจาก 8.0
เหลือประมาณ 7.2-7.3 ในตอนเช้า   จะมีผลทำให้ลูกกุ้งที่เพิ่งปล่อยลงไปลอกคราบไม่ออกหรือลอกคราบแล้วตาย
อัตรารอดจะต่ำ   การเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ   แต่ถ้าวัดค่าอัลคาไลน์และพีเอช   ถ้าพีเอชไม่ต่ำกว่า 7.5 ยังไม่เป็น
อันตรายมาก และถ้าอัลคาไลน์ไม่ต่ำกว่า 50 พีพีเอ็มยังอยู่ในระดับที่ลูกกุ้งยังไม่มีปัญหา   แต่ต้องรีบป้องกันก่อนจะ
เกิดปัญหาคือเติมวัสดุปูนให้พีเอชของน้ำตอนเช้าไม่ต่ำกว่า 7.5 ควรเติมวัสดุปูนเรื่อย ๆ จนพีเอชของน้ำในตอนเช้า
อยู่ระหว่าง 7.8-8.0 และควรวัดค่าอัลคาไลน์ด้วยอย่าให้ต่ำกว่า 50 พีพีเอ็ม ในช่วงที่มีหอยเจดีย์อยู่ในบ่อ
     ในระยะแรกอาจจะต้องเติมวัสดุปูนเรื่อย ๆ เป็นเวลานานจนกว่าหอยเจดีย์เจริญเต็มที่แล้วจะไม่มีการใช้แคลเซียม
สร้างเปลือก การเติมปูนจึงจะลดลง
      ควรจะเก็บหอยเจดีย์ที่โตเต็มที่แล้วริมขอบบ่อออกอยู่เรื่อย ๆ โดยการหว่านปูนขาวสาดบริเวณที่หอยเจดีย์อยู่
ริมขอบบ่อและเว้นพื้นที่บางส่วนไว้ให้หอยขึ้นมารวมกันจะได้เก็บออกได้สะดวก

 ถาม ถ้าพบว่าการเลี้ยงกุ้งทุกรุ่นในบ่อมักมีปัญหาหอยเจดีย์เสมอ หากไม่ต้องการให้มีหอยอีกในการเลี้ยงรุ่นต่อไป
ต้องทำอย่างไร
 ตอบ หากไม่ต้องการให้การเลี้ยงรุ่นหน้ามีหอยดังกล่าวอีกก็สามารถป้องกันได้ โดยหลังจากที่จับกุ้งในบ่อหมดแล้ว
เกษตรกรก็ควรเอาแม่หอยออกจากบ่อให้หมดด้วย เพียงแต่เมื่อคิดจะเลี้ยงกุ้งรุ่นใหม่เวลาเอาน้ำเข้าเต็มพื้นบ่อเราจะ
ต้องทำลายลูกหอยที่ออกมาจากไข่หอยซึ่งอยู่ตามพื้นบ่อโดยใช้บีเคซี 50 เปอร์เซ็นต์ในอัตรา 10 ลิตรต่อไร่น้ำลึก
1.2 เมตร (5 พีพีเอ็ม) โดยใส่บีเคซีหลังจากเติมน้ำเข้าบ่อ 3-4 วัน เนื่องจากหากเราใส่บีเคซีช้ากว่านี้จะมีผลทำให้
ลูกหอยไม่ตายได้เพราะลูกหอยได้สร้างฝาไว้ปิดตัวเองเรียบร้อยแล้ว