รายงานจัดซื้อจัดจ้าง

แลกลิงค์กับ NICA

    

images by free.in.th

 

Home บทความทรัพยากร-สิ่งแวดล้อม ปิดอ่าว...เล่าเรื่องปลาทู
ปิดอ่าว...เล่าเรื่องปลาทู PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 14:47 น.

ปิดอ่าว...เล่าเรื่องปลาทู

เรียบเรียงโดย อนุสรา  แก่นทอง


    ขึ้น ชื่อว่าปลาทูดิฉันเชื่อว่าคงจะเป็นที่คุ้นหูกันดี เพราะว่าปลาทูนั้นอยู่คู่หูคนไทยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เนื่องมาจากเป็นปลาที่มีรสชาติดี และมีราคาถูก ประกอบกับปลาทูเป็นปลาที่มีโปรตีนสูง และให้ไขมันต่ำ จึงสามารถที่จะรับประทานได้ในทุก ๆ มื้อ ประมาณว่ากินได้ กินดี ไม่มีอ้วนเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมนูขึ้นชื่ออย่างน้ำพริกปลาทู พูดแล้วก็รู้สึกหิวนิดหน่อย เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกับปลาทูให้มากขึ้นกันดีกว่าค่ะ
    ปลาทู จัดเป็นปลาที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง มีนิสัยชอบอาศัยอยู่บริเวณผิวน้ำ เราสามารถพบการแพร่กระจายของกลุ่มปลาทูในทะเลเขตร้อน โดยเฉพาะแถบน่าน้ำอินโด-แปซิฟิก ได้แก่ อินโดนีเซีย กัมพูชา พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย สำหรับในน่านน้ำไทยสามารถพบการแพร่กระจายของกลุ่มปลาทูได้ทั้งบริเวณฝั่ง อ่าวไทย และฝั่งอันดามันจึงทำให้มั่นใจได้ว่าคนไทยจะสามารถบริโภคปลาทูได้ตลอดทั้งปี อย่างแน่นอน
    ปลาทูจัดอยู่ในครอบครัว Scombridae สกุล Rastrelliger ซึ่งมีรายงานพบว่าในน่านน้ำบ้านเรามีปลาทูอาศัยอยู่ 3 ชนิดด้วยกันคือ
       1. ปลาทูสั้น (Rastrelliger neglectus)


       2. ปลาทูลัง (Rastrelliger kanagurta)


       3. ปลาทูปากจิ้งจก (Rastrelliger faughni)


 

    เป็น อย่างไรบ้างค่ะพอจะคุ้นหน้าคุ้นตากันบ้างหรือเปล่ากับหน้าตาปลาทูแต่ละชนิด ที่นำมาฝากกัน ดูไม่ยากเลยใช่มั๊ยล่ะค่ะ ว่าแต่ละชนิดที่เราเห็น ๆ กันตามท้องตลาดนั้นมันมาจากไหน ถ้าอย่างนั้นเรามาติดตามเส้นทางการอพยพของฝูงปลาทูกันดีกว่าค่ะว่า กว่ามันจะกลายมาเป็นอาหารตั้งโต๊ะให้เรานั้นมันมีที่มาที่ไปอย่างไร
    การเดินทางของปลาทู
    เนื่อง จากปลาทูเป็นปลาที่มีการอพยพย้ายถิ่นเพื่อหาอาหารและแพร่พันธุ์ และในน่านน้ำบ้านเราก็มีปลาทูอยู่หลายกลุ่ม อาทิเช่น กลุ่มอ่าวไทยฝั่งตะวันตก กลุ่มอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กลุ่มอ่าวไทยตอนใต้ และกลุ่มฝั่งทะเลอันดามัน ว่ากันว่ากลุ่มปลาทูบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันตกนั้นจะมีการวางไข่ตลอดปี ซึ่งมีช่วงฤดูที่วางไข่มากอยู่ 2 ช่วงคือ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน และอีกช่วงคือระหว่างเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม
   เมื่อถึงฤดูกาลที่ ต้องผสมพันธุ์คือในช่วงประมาณเดือนธันวาคม-เดือนมกราคม ปลาทูที่อาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวไทยตอนใน แถบจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงครามซึ่งจะมีขนาดตัวโตยาวประมาณ 17-18 เซนติเมตร และพร้อมที่จะสืบพันธุ์ได้ก็จะเริ่มอพยพไปยังแหล่งวางไข่ ซึ่งจะอยู่ตามยาวของแนวชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยตั้งแต่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ไปจนถึงหมู่เกาะต่าง ๆ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะเริ่มทยอยวางไข่ตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งฝูงลูกปลาที่เกิดใหม่ก็จะเริ่มเดินทางเข้าหาฝั่งในช่วงเดือน เมษายน-เดือนพฤษภาคม ไปจนกระทั่งเดือนมิถุนายน-เดือนกรกฎาคม สำหรับปลาทูที่มีขนาดโตแล้วเราจะเรียกกันว่า ปลาทูสาวก็จะเริ่มอพยพเข้าสู่พื้นที่อ่าวไทยตอนใน หลังจากนั้นก็จะเริ่มอพยพเข้าสู่แหล่งวางไข่ ส่วนปลาทูที่วางไข่ไปแล้วก็จะดำรงชีวิตอยู่ในน่านน้ำฝั่งตะวันตกเพื่อรอวาง ไข่ครั้งที่สองค่ะ
    การผสมพันธุ์ของปลาทู
    เนื่องจากปลาทูเป็น ปลาแยกเพศ กล่าวคือ เมื่อถึงเวลาที่ต้องผสมพันธุ์ตัวผู้และตัวเมียจะมีการผสมพันธุ์กันภายนอกตัว โดยที่ตัวผู้และตัวเมียจะว่ายน้ำขนานกันแล้วมีการปล่อยไข่และน้ำเชื้อออกมา ผสมกันภายนอก จากนั้นไข่ของปลาทูที่ได้รับการผสมแล้วก็จะล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ไข่ปลาทูจะใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง ก็จะฟักออกเป็นตัวอ่อน แต่ถ้าอุณหภูมิสูงก็จะทำให้ระยะเวลาของการฟักเป็นตัวก็จะเร็วขึ้น จากนั้นลูกปลาทูวัยอ่อนก็จะรวมตัวเป็นฝูงว่ายลัดเลาะใกล้ฝั่ง เพื่อเสาะหาที่กำบังคลื่นลมและหาอาหาร
    การเจริญเติบโตของปลาทู
    ใน ช่วงที่ลูกปลาทูยังมีขนาดเล็กพบว่า จะมีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็วมากทราบมั๊ยค่ะว่าลูกปลาทูอายุเพียง 3 เดือนแรกนั้นจะมีขนาด 12 เซนติเมตร และเมื่อถึงอายุ 4 เดือนก็จะมีความยาว 14 เซนติเมตร พออายุครบ 6 เดือนความยาวก็จะเพิ่มเป็น 16-20 เซนติเมตร ยิ่งกว่านั้นก็มีรายงานว่าปลาทูขนาดดังกล่าวจะให้ไข่ได้มากถึง 200,000-300,000 ฟอง และเป็นช่วงที่ปลาทูเริ่มจะมีการสะสมอาหารเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเข้า สู่ฤดูวางไข่
    เครื่องมือการจับปลาทูจากอดีตสู่ปัจจุบัน
    ก่อน พ.ศ.2496 : พิจารณาจากตัวเลขแล้วเหมือนจะย้อนหลังนานไปหน่อย แต่เพื่อให้เข้าการพัฒนาของเครื่องมือการทำมาหากินของชาวประมงสมัยก่อนว่ามี ที่มาที่ไปอย่างไร และแล้วเราก็พบว่า เมื่อตอน พ.ศ.2486 ได้มีการนำอวนตังเกหรือเรือตังเกเข้ามาทำการประมง เป็นผลให้มีเรือที่ใช้ในการทำประมงมีขนาดใหญ่ขึ้น ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2473 ก็ได้มีการเปลี่ยนวิธีการล้อมจับฝูงปลาจากเรือ 2 ลำมาใช้เรือใหญ่เพียงลำเดียวในการล้อมฝูงปลาซึ่งเรียกว่า เรืออวนดำหรืออวนฉลอมซึ่งใช้สำหรับจับปลาผิวน้ำโดยเฉพาะปลาทู
    ช่วง พ.ศ.2496-2515 : หลังจากที่มีการพัฒนาเครื่องมือและเรือเพื่อใช้สำหรับการทำประมงปลาผิวน้ำ กันมากขึ้น และหากเหตุการณ์ยังคงเป็นแบบนี้เรื่อย ๆ ผลที่ตามมานั่นคือ ปริมาณผลผลิตปลาทูในแหล่งน้ำธรรมชาติก็คงลดลง
     ดังนั้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2496 มางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีประกาศเรื่อง กำหนดฤดูปลาทูมีไข่ และกำหนดไม่ให้ใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยควบคุมการทำประมงปลาทูนั่นเองค่ะ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวประมงเท่าที่ควร เพราะผลผลิตของปลาทูในอ่าวไทยกลับลดน้อยลงมาก
    พ.ศ.2502 ชาวประมงได้เปลี่ยนจากการทำประมงอวนล้อมมาเป็นอวนลากแผ่นตะเฆ่ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณปลาทูลดลงอย่างต่อเนื่อง
    ช่วง พ.ศ.2516-2527 : ตอน พ.ศ. 2516 ชาวประมงก็ได้วิธีการทำประมงจากการแล่นเรือเพื่อหาฝูงปลามาเป็นการทิ้งซั้ง และตะเกียงในการล่อฝูงปลามาอยู่รวมกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 ชาวประมงได้พัฒนาวิธีการล่อฝูงปลาจากการใช้ตะเกียงมาเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งเรียกกันว่า เรือปั่นไดและในปี พ.ศ.2522-2524 ชาวประมงก็ได้นำเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์มาเป็นตัวช่วยในการค้นหาฝูงปลาอาทิ เช่น เครื่องเอคโคซาวเดอร์ และโซน่า อีกทั้งยังมีการล่อฝูงปลาโดยใช้ไฟเหนือผิวน้ำแทนการใช้ไหล่อใต้น้ำ
    ช่วง พ.ศ.2527-ปัจจุบัน : หลังจากที่มีการออกสำรวจแล้วพบว่าทรัพยากรสัตว์น้ำเริ่มมีการเสื่อโทรมจาก การทำประมงที่เกินศักยภาพที่ธรรมชาติจะผลิตขึ้นมาทดแทนได้ ใน พ.ศ.2531 ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ออกประกาศเรื่อง กำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดมาทำการประมงในฤดูที่ปลามีไข่ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมดเพราะยังมีชาวประมงส่วนหนึ่งมีการดัดแปลง เครื่องมือให้ไม่มีผลต่อสัตว์น้ำที่ได้กำหนดแต่ก็กลับไปมีผลต่อสัตว์น้ำชนิด อื่นแทน
    ดังนั้นในช่วงระหว่าง พ.ศ.2542 มาจนถึงปัจจุบันจึงได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาตรการควบคุมและคุ้มครองสัตว์น้ำ เศรษฐกิจให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง การกำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดทำการประมงในฤดูที่มีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนในบางพื้นที่ หรือที่คุ้นหูกันดีในนามของ การปิดอ่าวนั่นเองค่ะ ซึ่งสาระสำคัญของการปิดอ่าวนั้นดิฉันอยากที่จะให้ผู้อ่านได้ติดตามในฉบับต่อ ไปค่ะ
    สำหรับฉบับนี้ดิฉันก็ขอขอบคุณเว็บไซต์ที่ทำให้เราได้รู้จักกับปลาทู ปลาคู่หู คู่ครัว คนไทยที่แท้จริงค่ะ
 http://fishbase.de/Summary/speciesSummary.php?id=109&lang=bahasa

 http://www.fisheries.go.th/marine/KnowladgeCenter/knowledge/Platoo/platoo.html
    
 เอกสารอ้างอิง
ยุพินธ์  วิวัฒนชัยเศรษฐ.2550.ปิดอ่าวเพื่ออะไรใครได้ประโยชน์.ว.การประมง 60: 55-63.

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 27 สิงหาคม 2014 เวลา 15:25 น.
 

เวลา

ผลงานรัฐบาล รอบ 6 เดือน

กระบวนการทำงาน

จำนวนผู้เข้าชม

1177367
TodayToday348
YesterdayYesterday1514
This WeekThis Week4434
This MonthThis Month13444
All DaysAll Days1177367



ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: free Joomla 1.5 theme  Valid XHTML and CSS.