แลกลิงค์กับ NICA

    

images by free.in.th

 

Home บทความการเลี้ยงปู หอย หมึก เม่นทะเล...สัตว์พื้นทะเลที่น้อยคนจะรู้จัก
เม่นทะเล...สัตว์พื้นทะเลที่น้อยคนจะรู้จัก PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 14:42 น.

 

เม่นทะเล...สัตว์พื้นทะเลที่น้อยคนจะรู้จัก
โดย  เรืองศักดิ์  ทองเจริญ

 


    เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีรูปร่างครึ่งวงกลมคล้ายถ้วยคว่ำ เปลือกเป็นหินปูน ด้านหลังคือส่วนที่โค้งนูน มีหนามยาวปลายแหลม เรียงตัวเป็นแถวคู่ ขนานกันตามส่วนโค้งนูน ตรงกลางเป็นช่องเปิดของก้น ซึ่งทำหน้าที่ในการถ่ายของเสีย ระหว่างหนามมีหนวดสั้น ๆ เรียงเป็นแถวขนานไปกับหนามเหล่านั้น ปากของเม่นทะเลอยู่ด้านล่าง มีลักษณะกลม และมีเขี้ยวที่แหลมคมอยู่ 3 อัน ใช้ในการขบเคี้ยวอาหาร ก่อนที่จะส่งเข้าสู่กระเพาะอาหาร หนามของเม่นทะเลมีรูปร่างคล้ายเข็ม เป็นหินปูนที่แข็งแต่เปราะและหักง่ายมาก เมื่อถูกหนามหอยเม่นตำ หนามจะฝังเข้าไปในเนื้อไม่สามารถถอนออกได้ ผู้ถูกตำจะมีอาการเจ็บแปลบเหมือนถูกเข็มตำ เนื้อบริเวณที่ถูกตำจะเป็นสีม่วง หนามที่ฝังอยู่ในเนื้อจะสลายตัวภายใน 24-48 ชม. เพื่อช่วยให้หนามสลายตัวเร็วขึ้น ควรใช้ของแข็งทุบบริเวณบาดแผล เป็นการเร่งให้หนามซึ่งเปราะหักละเอียดสลายเร็วขึ้น จากนั้นใช้แอมโมเนียหรือแอลกอฮอล์ท่า จะทำให้อาการปวดหายคลายได้อย่างรวดเร็ว
    ลักษณะโดยทั่วไปของเม่นทะเลจะมีเปลือกที่แข็งโดยที่รูปแบบของเปลือกนั้นจะมีลักษณะค่อนข้างเป็นทรงกลมสีดำ และที่สำคัญมีหนามแหลมสีดำยื่นออกมารอบตัวคล้ายเม่นด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงเรียกหอยเม่นหรือเม่นทะเลโดยเปลือกนั้นจะทำหน้าที่ในการเป็นเกราะห่อหุ้มป้องกันตัวหอยไว้  ลำตัวมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-12 ซ.ม. พบตามพื้นท้องทะเลที่เป็นทราย ทรายปนโคลนหรือตามโพรงซอกหิน แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในอ่าวไทย  กินสาหร่ายทะเล ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยและอินทรีย์สารขนาดเล็ก  ตัวเป็น ๆ ใช้ประดับตู้ปลา ไข่รับประทานเป็นอาหารได้ กระดองใช้ทำเครื่องประดับ

เม่นทะเล…ไข่ในหอยอร่อยนักเชียว!
 

 


เม่นทะเล ก็คือ สิ่งมีชีวิตที่คนไทยหลายคนเรียกว่า “หอยเม่น” หลายคนก็อาจร้องอ๋อ  จริงๆ แล้ว เม่นทะเล ไม่ใช่ หอย  จึงไม่ควรเรียกว่า หอยเม่น…

เม่นทะเล(Sea  Urchin) 
อาศัยอยู่ที่พื้นทะเลใต้น้ำตื้นบ้างลึกบ้างตามก้อนหินหรือแนวปะการังชอบพรางตัวอยู่บริเวณปะการังที่ตายแล้วมีหนามจำนวนมากขนาดยาวสั้นไม่เท่ากันเพื่อเป็นอาวุธป้องกันตัว  เม่นทะเลเคลื่อนที่ได้ช้าๆชอบไต่ไปตามก้อนหิน  อาหารของเม่นทะเลคือ  สาหร่ายที่เกาะติดอยู่ตามก้อนหินหรือแนวปะการัง  หนามของเม่นทะเล  มีฐานเป็นรูปถ้วยยืดติดอยู่กับปมบนแผ่นเปลือกทำให้หนามเคลื่อนไหวไปมาได้ทุกทิศทางหนามแหลมด้านบนของตัวเม่นทะเลมีขนาดยาวกว่าหนามด้านล่างหลายเท่า  ส่วนหนามที่อยู่ด้านล่างของลำตัวจะสั้นกว่า  ช่วยในการเคลื่อนที่

เม่นทะเล” ในห้องครัว
    คอกเทลไข่หอยเม่นในวุ้นมะเขือเทศ ไข่หอยเม่นห่อสาหร่ายทอด ข้าวปั้นหน้าไข่หอยเม่น…สั่งตรงความอร่อยจากตลาดชิสึกิ กรุงโตเกียว อาหารทะเลที่หาทานยากในเมืองไทย”  ข้อความประชาสัมพันธ์เมนูอาหารของโรงแรมในกรุงเทพฯ บ่งบอกว่า เม่นทะเลหรือหอยเม่นมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในแง่ของการเป็นอาหาร โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่น  ชาวญี่ปุ่นนิยมนำไข่เม่นทะเล หรืออูนิ (Uni) มาทำข้าวปั้น  หรือ ซูชิ (Sushi)
 หอยเม่นที่นิยมมาใช้ทำอาหารเป็นหอยเม่นหนามเขียว (Green Sea Urchin)  และหอยเม่นหนามดำ (Black Sea Urchin)  ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานสดโดยใช้มีดปลายแหลม หรือใช้ของแข็งทุบเอาเปลือกออกแล้วรับประทานส่วนสีเหลืองๆ ภายในเปลือก นักชิมบางท่านระบุว่า ยิ่งไข่มีสีเหลืองเข้มมากเท่าไร ยิ่งมีรสชาติชวนชิมเท่านั้น

ม่นทะเล ในห้องทดลอง
    นักวิทยาศาสตร์นำเม่นทะเลมาศึกษาในห้องทดลอง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1800 – 1900) การออกไข่แต่ละครั้งในปริมาณนับล้าน ไข่และตัวอ่อนมีลักษณะใส มองเห็นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ชัดเจน วงชีวิตที่สั้น  และการเจริญเติบโตที่ไม่ต้องใช้สูตรอาหารซับซ้อน ล้วนเป็นเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์นำไข่และตัวอ่อนของเม่นทะเลมาศึกษาในห้องทดลอง เช่น การศึกษาระยะการเจริญเติบโตของตัวอ่อน การศึกษาการแสดงออกของยีน การโคลน การศึกษาเครื่องหมายพันธุกรรม และอื่นๆ
เม่นทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ปล่อยไข่และสเปิร์มนอกลำตัว ทำให้เกิดการปฏิสนธิในน้ำทะเล โดยที่พ่อและแม่อาจไม่เคยพบกันเลย นักวิทยาศาสตร์ทดลองให้เม่นทะเลอยู่รวมกันหลายสายพันธุ์ในบริเวณเดียวกัน และก็พบว่า สเปิร์มและไข่แม้มีการปฏิสนธิภายในน้ำทะเลที่มีพื้นที่ไม่จำกัด  แต่จะเกิดการปฏิสนธิเฉพาะในสายพันธุ์เดียวกันเท่านั้น ...ธรรมชาติเลือกสรรแล้วให้เม่นทะเลใช้วิธีนี้ดำรงเผ่าพันธุ์ 
ด้วยขนาดของสเปิร์มและไข่ที่ใกล้เคียงกับในคน อีกทั้งการปฏิสนธิก็คล้ายกัน นักวิทยาศาสตร์จึงนำเม่นมาศึกษาปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่มีผลต่อการปฏิสนธิ และการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อน...ทราบไหมว่า การคิดค้นวิธีการโคลนโดยการย้ายฝากนิวเคลียส (Nuclear Transfer) เป็นครั้งแรกบนโลกนี้ ก็เริ่มต้นจากการศึกษาทดลองในไข่ของเม่นทะเล
แม้เม่นทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง แต่ในสายวิวัฒนาการ โดยเฉพาะลักษณะพัฒนาการของตัวอ่อน ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เม่นทะเล มนุษย์ และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นๆ มีจุดวิวัฒนาการร่วมกันที่เรียกว่า ดิวเทอโรสโตม (Deuterostome) มามากกว่า 540 ล้านปี
    และจากการศึกษาจีโนมเม่นทะเลหนามสีม่วง Strongylocentrotus purpuratus   ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่า เม่นทะเลมียีนทั้งสิ้น 23,500 ยีน ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนยีนของมนุษย์ ในจำนวนนี้พบว่าเป็นยีนที่พบในมนุษย์และสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นด้วย
    นอกจากนี้ยังพบว่า ในระยะเจริญเติบโตของตัวอ่อน ต้องอาศัยยีนเข้ามาเกี่ยวข้องถึง 11,500 ยีน เมื่อศึกษายีนที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่น แสง กลิ่น พบว่ามียีนที่เกี่ยวข้องในจำนวนใกล้เคียงกับสัตว์มีกระดูกสันหลัง ซึ่งมากกว่าที่พบในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังทั้งหมดที่นักวิทยาศาสตร์เคยศึกษามา
    เมื่อศึกษายีนในระบบภูมิคุ้มกัน ก็ยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์แปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อพบว่า เม่นทะเลมีระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด เหมือนในคน (ซึ่งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่นไม่มี) มียีน SRCR  และมีแม้กระทั่งยีน Rag  ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสารก่อภูมิคุ้มกัน หรือ แอนติบอดี (Antibody)

ชีวิตบนเม่นทะเล



        บางครั้งสถานที่ที่เราคิดว่าปลอดภัยที่สุด กลับเป็นพื้นที่ที่อันตรายที่สุดก็เป็นได้ เพราะพื้นที่ซึ่งเราคิดว่าปลอดภัยเหล่านั้น เรามักละเลยที่จะสังเกตตรวจตราและให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัย จึงกลายเป็นจุดอ่อนในทางยุทธศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้ศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามที่ประสงค์ร้ายเข้ามาก่อเหตุ หรือเข้าโจมตีในจุดที่เรานึกไม่ถึงว่าจะเป็นพื้นที่เป้าหมายให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้
        ในทางตรงกันข้าม พื้นที่อันตรายที่สุดก็อาจจะกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดขึ้นมาได้ หากสามารถใช้ช่วงเวลาและโอกาสอันน่าจะเป็นวิกฤตเหล่านั้น ให้กลับมาเป็นประโยชน์ได้อย่างแยบยล พื้นที่หรือสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะน่าอันตรายก็อาจเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดขึ้นมาก็ได้ เพราะศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามอาจจะมองข้ามพื้นที่อันตรายเหล่านั้นไป
        ทุกชีวิตบนพื้นโลก เมื่อเกิดมาแล้วก็ย่อมจะต้องผจญต่อภยันตราย และต้องหลบหลีกดิ้นรนเอาตัวรอดจากภัยอันตรายด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งชีวิตเล็ก ๆ ใต้ท้องทะเลลึก ซึ่งที่นั่นการดิ้นรนเอาชีวิตรอดแทบจะเป็นกิจวัตรที่ต้องทำกันทุกเวลานาทีเหมือนไม่มีวันหยุดพัก เพราะการล่าเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดและโอกาสของการตกเป็นเหยื่อนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกเวลานาที ไม่ว่าจะเป็นกลางคืน กลางวัน หรือสถานที่แห่งใด ชีวิตใต้ท้องทะเลจึงต้องแสวงหาทุกวิถีทางที่จะทำให้ชีวิตสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้
ไปเที่ยวทะเลหรือไปดำน้ำนั้น หลาย ๆ คนคงไม่อยากเจอและไม่อยากเข้าใกล้หอยเม่น หรือเม่นทะเล เพราะเจ้าเม่นทะเลนั้นมีเข็มพิษที่ใครก็ตามเมื่อโดนเข้าแล้ว จะต้องเจ็บปวดสุดแสนทรมาน เพราะเข็มพิษของเม่นทะเลมีลักษณะเป็นปล้องถี่ยิบต่อเข้าด้วยกัน เมื่อทิ่มเข้าไปในเนื้อแล้วจะหักคาฝังอยู่ในเนื้อ สร้างความเจ็บปวดได้อย่างแสนสาหัส และขนเม่นแหลม ๆ เหล่านี้นี่เองที่เป็นอาวุธป้องกันไม่ให้มันตกเป็นเหยื่อของปลาโดยทั่วไป
        เม่นทะเลนั้นมีด้วยกันมากมายหลายชนิด ซึ่งในท้องทะเลไทยเราอาจจะพบเห็นเม่นทะเลพันธุ์ขนยาวแหลม ๆ สีดำกันเป็นส่วนใหญ่ นักดำน้ำ โดยเฉพาะช่างภาพใต้น้ำนั้น ล้วนเคยรู้จักพิษสงของขนเม่นมาแล้วทั้งสิ้น ผมเองก็เคยโดนอยู่บ่อย ๆ เหมือนกัน ก็บางทีถ่ายภาพอยู่ดี ๆ มองดูว่ามันอยู่ห่างจากตำแหน่งที่คุกเข่าอยู่พอสมควร แต่ครั้นเมื่อถ่ายภาพอยู่พักเดียว ขยับเข่านิดหน่อยก็โดนตำแล้ว เจ้าหอยเม่นมันชอบคลานเข้ามาหาเข่าครับ โดนเข้าไปแต่ละครั้ง แม้นจะสวมชุดดำน้ำหนาถึง ๓ มิลลิเมตร แต่มันก็สามารถจะแทงทะลุเข้าไปถึงเนื้อได้อย่างสบาย ๆ โชคดีที่ผมไม่ค่อยจะแพ้พิษมันเท่าไหร่ โดนไปแล้วแค่เจ็บ ๆ แสบ ๆ และเป็นผื่นแดง แต่เดี๋ยวเดียวก็สลายกลับเป็นปรกติ
        แม้นเข็มหรือขนของเม่นทะเลจะมีพิษ และเป็นเสมือนหนามแหลมเต็มกระดองเม่น แต่หลายครั้งที่ผมดำน้ำและมีเวลาสังเกตดู ภายในขนเม่นอันแหลมคมกลับพบชีวิตเล็ก ๆ ที่ใช้พื้นที่อันตรายนั้นเป็นที่อยู่อาศัยและหลบภัย เช่นถ้าเป็นเม่นดำขนยาวแถวบ้านเรา ผมมักจะพบกุ้งสีดำหรือสีม่วง ตัวยาวราว ๒-๓ เซนติเมตร รูปทรงหัวแหลมท้ายแหลม เกาะตัวตามแนวตั้งอยู่บนขนเม่นทะเล เจ้ากุ้งตัวจิ๋วเหล่านี้ หากไม่มีดงขนเม่นให้หลบ มันก็จะเป็นอาหารหวานกรอบพอดีคำของปลาขนาดเล็กตามแนวปะการัง แต่เมื่อมันแอบอิงอยู่ตามขนเม่น ปลาหน้าไหนหรือจะกล้าเสี่ยงเม่นไฟ ซึ่งเป็นเม่นขนสั้นสีส้มสลับขนสีแดงเพลิง ซึ่งเป็นสีที่บ่งบอกได้อย่างดีถึงพิษร้ายที่ไม่ควรจะเข้าไปแตะต้องเป็นอย่างยิ่ง เมื่อสังเกตดูอย่างละเอียด ผมก็พบเจ้าหอยทากสีขาวตัวเล็ก ๓-๔ ตัว เกาะอยู่บนหลังเม่น ท่ามกลางขนพิษเหล่านั้น หอยทากขนาดเล็กเหล่านี้นอกจากจะใช้ขนเม่นเป็นหนามกำบังการล่าของศัตรูแล้ว มันยังทำตัวเป็นปรสิตดูดกินน้ำเลี้ยงจากหอยเม่นที่มันอาศัยอยู่ หอยอะไรช่างใจร้ายจริง ๆ และอีกหลายครั้งในการลงดำน้ำที่หมู่เกาะในอินโดนีเซียแถว ๆ ช่องแคบเลมเบห์ หรือแถว ๆ หมู่เกาะโคโมโด ซึ่งมักจะพบเม่นไฟสีแดงเพลิงขนาดใหญ่ ท่ามกลางขนแหลมของเม่นไฟนั้น เมื่อสังเกตดูดี ๆ ก็จะพบเจ้าปูม้าลาย (Zebra) ตัวจิ๋วที่มีลวดลายสวยสดงดงาม หรืออาจจะพบกุ้งโคลแมน (Coleman Shrimp) กุ้งลายลูกกวาดสีเหลือง มีจุดสีแดงแต้มแต่งอย่างสวยงาม อาศัยอยู่บนขนเม่นไฟอย่างสบายอารมณ์ ด้วยเปลือกแข็งที่เป็นเสมือนเกราะห่อหุ้มร่างกายของปูม้าลายและกุ้งโคลแมน ทำให้มันสามารถอาศัยอยู่บนเข็มของเม่นไฟที่มีพิษร้ายแรงได้อย่างสบาย และที่นั่นก็เป็นเสมือนเซฟเฮาส์อันแสนจะปลอดภัยจากศัตรูผู้ล่า

เอกสารอ้างอิง
 1. Sea Urchin Genome Reveals Commonalities With Man (11/11/2006)
http://www.technewsworld.com/story/54185.html
 2. Sea Urchin Genome Confirms Kinship to Humans and Other Vertebrates (10/11/2006)
http://www.sciencemag.org/cgi/content/full/314/5801/908
 3. Special Online Collection: The Sea Urchin Genome (10/11/2006)
http://www.sciencemag.org/sciext/seaurchin/
4. Sea Urchin Genome Reveals Striking Similarities to Humans (9/11/2006)
http://news.nationalgeographic.com/news/2006/11/061109-sea-urchins.html?source=rss
 5. The sushi genome project (9/11/2006)
http://www.nature.com/news/2006/061106/full/061106-15.html
 6. Decoded Sea Urchin Genome Shows Surprising Relationship To Humans (9/11/2006)
http://www.sciencedaily.com/releases/2006/11/061109153835.htm

 


 

เวลา

LINKS

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th 

จำนวนผู้เข้าชม

653442
TodayToday68
YesterdayYesterday1662
This WeekThis Week5984
This MonthThis Month37864
All DaysAll Days653442



ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: free Joomla 1.5 theme  Valid XHTML and CSS.