แลกลิงค์กับ NICA

    

images by free.in.th

 

Home บทความสาหร่าย พรรณไม้น้ำ ประโยชน์ชองสาหร่ายผักกาดทะเล (Sea Lettuce)
ประโยชน์ชองสาหร่ายผักกาดทะเล (Sea Lettuce) PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 15:51 น.

 

ประโยชน์ชองสาหร่ายผักกาดทะเล (Sea Lettuce)
เรียบเรียงโดย อนุสรา  แก่นทอง


 


    หากจะพูดถึงเรื่องผักหลาย ๆ คนคงจะเมินหน้าหนีเพราะไม่ค่อยจะชอบผัก ซึ่งหากใครที่ยังมีพฤติกรรมรังเกียจผัก อยากให้ลองอ่านบทความฉบับนี้ค่ะที่จะทำให้คุณรู้ว่าผักนั้นดีมีคุณค่ามหาศาลขนาดไหน และผักที่ดิฉันนำมาฝากคุณผู้อ่านในครั้งนี้นั่นก็คือ สาหร่ายผักกาดทะเล (Sea Lettuce) นั่นเองค่ะ
    สาหร่ายทะเลจัดเป็นพืชชั้นต่ำที่สามารถสังเคราะห์แสงเองได้เช่นเดียวกับพืชบกทั่ว ๆ ไป สาหร่ายผักกาดทะเลก็เช่นเดียวกัน แม้จะอยู่ในน้ำแต่ก็สังเคราะห์แสงได้ และถูกจัดให้อยู่ในประเภทสาหร่ายสีเขียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ulva lactuca ชื่อสามัญคือ Sea Lettuce สาเหตุที่นิยมเรียกกันว่าสาหร่ายผักกาดทะเลก็เพราะมีลักษณะของทัลลัส (thallus) บางและแผ่กว้าง มีใบหยักคล้ายใบผักกาด ไม่มีราก ลำต้น และใบที่แท้จริง มีความหนาของเซลล์เพียง 2 ชั้นที่แผ่เป็นแผ่นเกาะกับพื้นก้อนหิน และเปลือกหอยโดยใช้ไรซอยด์ (Rhizoid)
    บริเวณที่พบสาหร่ายผักกาดทะเล: พบว่ามักขึ้นตามฤดูกาลและพบในบริเวณน้ำลงต่ำสุด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า พบสาหร่ายผักกาดทะเลขึ้นตามชายฝั่งทะเลของจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลที่มีสาหร่ายชนิดนี้ขึ้นปะปนอยู่หรือหลุดลอยตามผิวน้ำเคลือบทับบนหญ้าทะเล นอกจากนี้ที่ทางสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตราด ได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลมาใช้ในการเพาะเลี้ยงปลากะรังจุดฟ้า และพ่อแม่พันธุ์หอยหวานเพื่อเป็นอาหารและบำบัดให้น้ำมีคุณภาพดีอีกด้วยค่ะ
    การเจริญเติบโตของสาหร่ายผักกาดทะเล: จัดเป็นสาหร่ายที่มีการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการแบ่งเซลล์ทั้งในแนวกว้างและแนวนอน ซึ่งจะมีการแผ่ออกเป็นแผ่นและมีรอยจีบอยู่ตรงขอบถือเป็นการเพิ่มพื้นที่ในการขยายการเจริญของเซลล์ และพื้นที่ผิวของสาหร่ายที่แผ่กว้างนั้นทำให้สามารถดูดซับธาตุอาหารได้มาก จึงเหมาะแก่การนำมาปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
    ประโยชน์ของสาหร่ายผักกาด:
     - ด้านอาหาร  สาหร่ายทะเลมีคุณสมบัติทั่วไป เช่นเดียวกับพืชบกที่มีโปรตีนและไขมันไม่มากนัก มีแคลเซียมต่ำ แต่กลับมีกากใยอาหารสูง คุณค่าทางอาหารที่แตกต่างจากพืชบก คือสาหร่ายทะเล จะมีปริมาณวิตามินและเกลือแร่สูง อาทิเช่น วิตามิน  A  B  C  D  E และ K แร่ธาตุแมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี  ทองแดง  เหล็ก ไอโอดีน เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นพวกที่ร่างกายมนุษย์ต้องการแทบทั้งสิ้น  และการที่สาหร่ายผักกาดทะเลมีกากใยสูงถึง  33-75%  ของน้ำหนักแห้งส่งผลให้การขับถ่ายสะดวก ป้องกันท้องผูกและเกิดริดสีดวงทวาร ได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเมนูจากธรรมชาติที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ  เช่น สาหร่ายเทมปุระ สลัดสาหร่าย  สาหร่ายชุบแป้งทอด


    

    นอกจากจะเป็นอาหารของมนุษย์แล้ว สาหร่ายผักกาดทะเล ยังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของพวกแอมฟิพอด  หอย  ลิ่นทะเล หอยขมทะเล และหอยเม่น
      -ด้านการประมง เป็นงานวิจัยต่อยอดในการใช้สาหร่ายผักกาดทะเล บำบัดน้ำเสียในฟาร์มของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตราด พบว่าสาหร่ายชนิดนี้สามารถดูดซับแอมโมเนียจากน้ำทิ้งทางการเกษตร นอกจากนี้ยังดึงสารประกอบไนโตรเจนจากน้ำทิ้งมาเป็นปุ๋ย ทำให้คุณภาพของน้ำดีขึ้นช่วยให้ผู้ประกอบการลดปริมาณการเปลี่ยนถ่ายน้ำ
    วิธีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลทางสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตราดได้ ทดลองเลี้ยง 2 วิธีคือ
    1.เลี้ยงร่วมกับพ่อแม่พันธุ์ปลากะรังจุดฟ้า ซึ่งมีขนาดของบ่อ 160 ตารางเมตร ความลึกของน้ำ 120 เซนติเมตร มีการใช้อากาศแบบที่ใช้อยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วไป ใส่พันธุ์สาหร่ายลงในกระชังซึ่งทำจากท่อพีวีซีและตาข่ายพลาสติกสีเขียว ขนาด 50x80x30 เซนติเมตร ใส่พันธุ์สาหร่าย 200 กรัมต่อ 1 กระชัง หลังจากเก็บเกี่ยวพบว่าผลผลิตสาหร่ายเพิ่มจาก 200 กรัม เป็น 600-700 กรัมต่อกระชัง
    2.เลี้ยงร่วมกับบ่อพ่อ-แม่พันธุ์หอยหวานซึ่งรองพื้นบ่อด้วยผ้าพลาสติกขนาดของบ่อ 4x7 ตารางเมตร ความลึกของน้ำ 30 เซนติเมตร ภายในโรงเรือนมีหลังคามุงด้วยพลาสติก (การเลี้ยงหอยหวานเป็นแบบระบบปิดหมุนเวียนน้ำภายในบ่อผ่านเครื่องจับโปรตีน) หว่านพันธุ์สาหร่ายลงไป 8 กิโลกรัมต่อบ่อ หลังจากเลี้ยงไปได้นาน 1 เดือน เก็บผลผลิตสาหร่ายได้ถึง 60 กิโลกรัมต่อบ่อ
    


    อย่างไรก็ดีเนื่องจากสาหร่ายผักกาดทะเลมักพบในบริเวณน้ำกร่อยและน้ำเค็มเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายชนิดนี้ความเค็มจึงเป็นปัจจัยสำคัญ กล่าวคือ หากเราให้ความเค็มของน้ำไม่เหมาะสม สาหร่ายก็จะไม่เจริญเติบโต และจากการวิจัยของคุณ สุวรรณา  วรสิงห์ ถึงผลของความเค็มที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายผักกาดทะเลอยู่ที่  25 ppt และผลผลิตจะมากขึ้น เมื่อเลี้ยงในระยะที่นานขึ้น
    - ด้านระบบนิเวศ สาหร่ายผักกาดทะเลสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Bioindicators) ในแหล่งน้ำธรรมชาติได้กล่าวคือ หากมีสาหร่ายชนิดนี้มากในแหล่งน้ำแสดงว่า ในแหล่งน้ำดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ของสารอาหารมาก เช่น พวกไนโตรเจน และฟอสเฟต ในทางกลับกันหากสาหร่ายลดจำนวนลงก็จะบ่งชี้ได้ว่าแหล่งน้ำกำลังประสบปัญหาการปนเปื้อน จนทำให้สาหร่ายผักกาดทะเลไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ
    ตัวการที่ทำให้ปริมาณสาหร่ายผักกาดทะเลลดลง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะมนุษย์เรานั่นแหละที่สร้างมลภาวะทำให้แหล่งน้ำมีการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว สังกะสี แคดเมียม ทองแดง และเหล็ก นอกจากนี้ก็เป็นผลมาจากน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม การชะล้างสารเคมีจากภาคเกษตรจำพวกยาฆ่าแมลง และสารกำจัดศัตรูพืช ตลอดจนคราบน้ำมันจากเรือประมง เป็นต้น
    มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านหลาย ๆ ท่านคงจะเห็นด้วยกับดิฉันแล้วใช่มั๊ยค่ะว่าผักนั้นดี มีคุณค่ามากมายจริง ๆ เพราะจะใช้กินก็ได้ ใช้บำบัดน้ำก็ดี ที่สำคัญสาหร่ายผักกาดทะเลนั้นถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่หาได้ไม่ยากในบ้านเรา ดิฉันเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้หากทางภาครัฐและเอกชนได้มีการวิจัยการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายชนิดนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพ การนำไปบริโภค การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออก หรือแม้กระทั่งนำมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียภายในฟาร์ม ดิฉันมั่นใจค่ะว่าผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุดอย่างแน่นอน
เอกสารอ้างอิง
กาญจนภาชน์  ลิ่วมโนมนต์.2548.บริโภคสาหร่ายได้ประโยชน์อะไร.จุลสารชมรมคระปฏิบัติงานวิทยาการ    อพ.สธ.ปีที่1 ฉบับที่2/2548.
ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ.2551.สาหร่ายผักกาดทะเล. [Online]Available: http://www.fisheries.go.th/cs-trat/Index/ulva.htm
นบสร  วันชาญเวช.2549.Aqua biz.ปีที่ 1 ฉบับที่ 4.หน้า 26-27.
นวรัตน์  เหล่าชวลิตกุล.2544.สาหร่ายที่รับประทานได้.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย.ปทุมธานี.
สุวรรณา วรสิงห์.2551ผลของความเค็มที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายผักกาดทะเล.ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี.
Indergaard, M. and J. Minsaas. 1991.Animal and human nutrition. In: Guiry, M. D. and G. Blunden (eds.). Seaweed Resources in Europe: Uses and Potential. John Wiley & Sons Ltd, England. p. 21–64.
Kirby, A. 2001. Marine botany. http://www.mbari.org/staff/conn/botany/greens/anna/default.htm.
http://www.nhcguides.blogspot.com
http://www.okeefes.org/Marine_Life/marinelife.htm
http://www.fisheries.go.th/cstrat/Index/Executive%20Summary%CB%D1%C7%CB%B9%E9%D2.doc
http://en.wikipedia.org/wiki/Sea_lettuce
http://www.crd.bc.ca/watersheds/protection/wildlife-plants/sealettuce.htm

 

เวลา

LINKS

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th 

จำนวนผู้เข้าชม

678185
TodayToday499
YesterdayYesterday1061
This WeekThis Week499
This MonthThis Month21433
All DaysAll Days678185



ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: free Joomla 1.5 theme  Valid XHTML and CSS.