แลกลิงค์กับ NICA

    

images by free.in.th

 

Home บทความทรัพยากร-สิ่งแวดล้อม เมื่อเอลนีโญ...มาเยือน
เมื่อเอลนีโญ...มาเยือน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 14:48 น.

 

เมื่อเอลนีโญ...มาเยือน
เรียบเรียงโดยอนุสรา  แก่นทอง


    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านหลาย ๆ ท่านคงจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เดี๋ยวก็ร้อนจัด เดี๋ยวฝนก็ตกหนัก การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในบางครั้งก็ทำให้ชาวนา ชาวไร่ ตลอดจนชาวประมงต่างก็ได้รับความเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน
    สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจาก 2 สาเหตุหลักคือ สาเหตุที่เกิดจากมนุษย์ และการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
        - สาเหตุจากมนุษย์: ก็เพราะมนุษย์เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยควันพิษขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของโลก โดยการเผาไหม้เชื้อเพลิง จนกระทั่งควันพิษอย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปห่อหุ้มชั้นบรรยากาศของโลกไว้ โลกเราจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนกลายเป็น “ภาวะโลกร้อน”
        - สาเหตุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ: เห็นทีจะเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) และลานีญา (La Nina) ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะคุ้นหูกันดี นอกจากนี้ก็ยังมีอีกปรากฏการณ์หนึ่งค่ะที่ดิฉันอยากให้ได้รู้จักกันนั่นก็คือ ปรากฏการณ์เอนโซ (EnSO) นั่นเองค่ะ
    เริ่มกันที่ปรากฏการณ์เอลนีโญ ความจริงแล้วเอลนีโญได้เกิดขึ้นบนโลกนี้มานานแล้ว แต่ที่ต้องนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ผลกระทบที่เกิดจากเอลนีโญได้ก่อให้เกิดความแห้งแล้งรุนแรงขึ้นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงบ้านเราด้วย ประกอบกับช่วงนี้โลกเรากำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อน จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า การที่อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นนั้นจะมีผลต่อการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญบ่อยขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งในวันนี้เราก็มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติทั้ง 3 ปรากฏการณ์ข้างต้นว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นเช่นไรกันค่ะ
    แต่ก่อนที่จะทราบว่าปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ดิฉันก็อยากให้เข้าใจกลไกของธรรมชาติในสภาวะปกติกันสักเล็กน้อย เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจถึงการเกิดเอลนีโญ กล่าวคือ โดยปกติแล้วในบริเวณเขตร้อนทางซีกโลกใต้นั้นจะมีลมสินค้า ซึ่งพัดจากภาคตะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าหาเส้นศูนย์สูตรทางแปซิฟิกตะวันตกอยู่เป็นประจำ การเคลื่อนที่ของทิศทางลมจะเชื่อมโยงกันกับการไหลของกระแสน้ำ จึงทำให้กระแสน้ำหรือคลื่นก็จะเคลื่อนที่จากชายฝั่งประเทศเปรูไปยังฝั่งแปซิฟิกตะวันตกซึ่งได้แก่ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย แต่เมื่อคลื่นเคลื่อนที่เข้าใกล้ชายฝั่งอินโดนีเซียก็จะมีแรงต้านจากฝั่งทำให้คลื่นชะลอความเร็วลง แต่คลื่นที่อยู่กลางมหาสมุทรจะมีความเร็วมากกว่า จึงมีการเคลื่อนที่ขึ้นมาหนุนหน้าคลื่นเดิม ทำให้ระดับน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกตะวันตกมีระดับสูงกว่าทางแปซิฟิกตะวันอก
    ผลจากการที่คลื่นเคลื่อนที่ในลักษณะดังกล่าวจะทำให้อากาศบริเวณฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก (ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย) จะมีความชุ่มชื้น ฝนตกชุก ขณะเดียวกันทางฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก (ประเทศเปรู เอควาดอร์ ชิลี) ก็จะมีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ เพราะกระแสน้ำเย็นที่อยู่ข้างล่างได้ขึ้นมาแทนที่กระแสน้ำอุ่นที่ถูกพัดพาไป และด้วยความที่กระแสน้ำเย็นดังกล่าวนั้นได้อุดมไปด้วยแร่ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์แก่เหล่าสัตว์น้ำ จึงทำให้บริเวณชายฝั่งของประเทศเปรูนั้นเหมาะแก่การเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ

สภาพปกติของทิศทางลม ระดับความสูงของน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก และสภาพอากาศบริเวณฝั่งตะวันออกและตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก

ซึ่งหากเหตุการณ์ยังคงเป็นอย่างนี้มันคงเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียวค่ะ เพราะไม่ว่าจะอยู่ทางฝั่งไหนก็ได้รับผลดีทั้งนั้น แต่ความเป็นจริงสิ่งที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้นคงหาได้ยาก โดยเฉพาะระบบธรรมชาติแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะเมื่อมีการมาเยือนของเอลนีโญทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลงไป
    ปรากฏการณ์เอลนีโญที่ว่านี้ก็คือ “ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีกระแสน้ำอุ่นมาแทนที่กระกระแสน้ำเย็นที่มีอยู่เดิมทางฝั่งประเทศเปรู”
    การเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ
    ปรากฏการณ์นี้มักจะเริ่มเกิดในเดือนธันวาคมหลังเทศกาลคริสต์มาศซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ประกอบกับพื้นที่ในซีกโลกใต้จะได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์มากกว่าปกติ อุณหภูมิโดยทั่วไปจะสูง  จึงทำให้มีการระเหยของน้ำในปริมาณมาก อากาศจากพื้นที่ใกล้ ๆ ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า (ความกดอากาศสูง) ก็จะเคลื่อนที่เข้ามาแทนเพื่อรักษาสมดุลของอากาศนั่นเอง ส่งผลให้ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดอยู่บริเวณตะวันตกและตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกใต้จะอ่อนกำลังลงแล้วพัดกลับทิศตรงกันข้าม (พัดจากอินโดนีเซีย และออสเตรเลียเหนือไปทางตะวันออก) ผลก็คือ  เกิดคลื่นมหาสมุทรพัดพาไปในทิศตะวันออกสวนกับทิศลมเดิม เมื่อคลื่นนี้พัดพาไปถึงชายฝั่งของประเทศเปรู จะทำให้กระแสน้ำอุ่นซึ่งถูกพัดพามาด้วยคลื่นก็จะแทนที่กระแสน้ำเย็นที่พัดขึ้นมาจากใต้มหาสมุทร ทำให้กระแสน้ำเย็นไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ทำให้ชายฝั่งขาดธาตุอาหารสำหรับปลา นอกจากนี้ยังทำให้เกิดฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ขณะเดียวกันก็จะเกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเรียกกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้ว่า “ปรากฏการณ์เอลนีโญ”


ปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ระดับน้ำทะเล และสภาพอากาศ เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพปกติ
    ขนาดของเอลนีโญ
    ดัชนีชี้วัดขนาดของเอลนีโญที่สำคัญและชัดเจนที่สุดตัวหนึ่ง คือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ว่าจะทางตะวันออกหรือตอนกลางของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร อุณหภูมิยิ่งสูงกว่าปกติมากเท่าไร ปรากฏการณ์ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น
    นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งขนาดของเอลนีโญออกเป็น อ่อนมาก อ่อน ปานกลาง รุนแรง หรือรุนแรงมาก กล่าวคือ “ปรากฏการณ์ยิ่งมีความรุนแรงมากเท่าไร ปริมาณความเสียหาย การถูกทำลาย และมูลค่าความเสียหายยิ่งสูงมากเท่านั้น” ซึ่งพอจะสรุปขนาดและผลที่จะเกิดได้ดังนี้
    ขนาดรุนแรงมาก : ปริมาณฝนสูงมากที่สุด มีน้ำท่วม และเกิดความเสียหายในประเทศเปรู มีบางเดือนในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งสูงกว่าปกติมากกว่า 7 องศาเซลเซียส
    ขนาดรุนแรง : ปริมาณฝนสูงมาก มีน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง มีรายงานความเสียหายในประเทศเปรู มีหลายเดือนในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งสูงกว่าปกติ 3 – 5 องศาเซลเซียส
    ขนาดปานกลาง : ปริมาณฝนสูงกว่าปกติ มีน้ำท่วมตามบริเวณชายฝั่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศเปรูอยู่ในระดับต่ำ โดยทั่ว ๆ ไปอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงในซีกโลกใต้จะสูงกว่าปกติ 2 – 3 องศาเซลเซียส
    ส่วนปรากฏการณ์เอนโซ (ENSO) อาจเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าใดนักเพราะเอนโซนั้นเป็นคำรวมของเอลนีโญและความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (El Nino + Southern Oscillation) ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้นั้นหมายถึง ความสัมพันธ์เป็นส่วนกลับของความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้และมหาสมุทรอินเดียกล่าวคือ เมื่อบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกใต้มีความกดอากาศสูง บริเวณมหาสมุทรอินเดียจากแอฟริกาถึงออสเตรเลียก็จะมีค่าความกดอากาศต่ำนั่นเองค่ะ และด้วยความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดของเอลนีโญและความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้จึงมีการเชื่อมโยงปรากฏการณ์ทั้งสองให้เป็นปรากฏการณ์เดียวกัน แต่ส่วนใหญ่ก็ยังนิยมเรียกเอลนีโญเพราะเป็นชื่อที่คุ้นหูมากกว่า
    และอีกหนึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ดิฉันได้นำมาฝากในครั้งนี้คือ ปรากฏการณ์ลานีญา (La Nina) สำหรับปรากฏการณ์ลานีญานี้ก็คือ “ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับเอลนีโญ”
    การเกิดปรากฏการณ์ลานีญา
    ลานีญา เป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิของผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและฝั่งตะวันตกมีค่าต่ำกว่าปกติ จึงเกิดการพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากแปซิฟิกเขตร้อนทางตะวันออก (ชายฝั่งเปรู ชิลี และเอควาดอร์) ให้ไปสะสมอยู่บริเวณแปซิฟิกเขตร้อนฝั่งตะวันตก (ชายฝั่งอินโดนีเซีย และออสเตรเลีย) มากยิ่งขึ้น ทำให้ทางแปซิฟิกตะวันตกมีอุณหภูมิของผิวน้ำทะเลและระดับของน้ำทะเลที่สูงขึ้นกว่าเดิม จึงทำให้บริเวณนี้มีปริมาณฝนตกมากขึ้น ขณะที่ทางแปซิฟิกตะวันออกจะมีความแห้งแล้งมากขึ้น


ระดับน้ำทะเลในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ลานีญา บริเวณฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก (ด้านซ้าย) และฝั่ง ตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก (ด้านขวา) (เส้นทึบ เป็นระดับน้ำในสภาพปกติ, เส้นประ เป็นระดับน้ำ  ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ลานีญา)
    
    

    ผลกระทบที่เกิดจากเอลนีโญ
    เบื้องต้นเราก็จะทราบกันดีว่าหากปีไหนที่มีการแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาถึงการมาเยือนของเอลนีโญ เราก็จะต้องเตรียมพร้อมรับมือจากภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราก็คงจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างชัดเจน ใกล้ตัวอย่างในบ้านเราหน้าฝนที่เคยชุ่มฉ่ำ เดี๋ยวนี้เห็นมั๊ยค่ะว่าฝนก็ตกน้อย ยิ่งพอถึงหน้าร้อนก็ร้อนแทบจะไม่มีที่อยู่กันเลยทีเดียว หรือว่าโลกของเราจะใกล้แตกเหมือนที่เค้าว่ากัน ....แต่กว่าวันนั้นจะมาถึงเรามาดูกันก่อนดีกว่าค่ะว่าเอลนีโญที่มาเยือนได้สร้างความเสียหายอะไรบ้าง
    เอลนีโญกับการเกษตร
    บ้านเราเป็นประเทศเกษตรกรรมค่ะ และน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก เพราะถ้าไม่มีน้ำพืชผลของชาวนา ชาวไร่ก็จะได้รับความเสียหาย หากเป็นช่วงหน้าแล้งปกติทั่วไปก็คงจะพอทน ๆ กันได้ แต่เมื่อไหร่ที่มีเอลนีโญก็คงจะแย่สักหน่อย เพราะเมื่อเอลนีโญมาก็จะพาความแห้งแล้งมาด้วย ยิ่งในตอนนี้หากเราติดตามข่าวเราก็จะพบว่าบ้านกำลังประสบภัยแล้งอย่างหนักโดยเฉพาะพี่น้องทางภาคอีสาน นอกจากจะต้องเผชิญกับความแห้งแล้งแล้วยังต้องเผชิญกับแมลงศัตรูพืชที่เพิ่มมากขึ้นด้วย หากเป็นเช่นนี้เรื่อยไปในระยะยาวพวกเราอาจจะต้องขาดแคลนอาหารสำหรับการบริโภคได้ แต่ในทางกลับกันทางชายฝั่งแปซิฟิกตะวันออกแถวเปรู ชิลี ก็จะเผชิญกับพายุฝนอย่างหนัก


    ความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้                                                               พายุฝนตกหนักแถบชายฝั่งแปซิฟิกตะวันออก

เอลนีโญกับการประมง
    ในแง่ของการทำประมงจะเกี่ยวข้องกับการที่กระแสน้ำมาแทนที่กระแสน้ำเย็น ก็จะทำให้กระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรที่มีความอุดมสมบูรณ์ไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ส่งผลให้ชายฝั่งขาดธาตุอาหารสำหรับพวกปลาทะเล ชาวประมงส่วนใหญ่แถบชายฝั่งของประเทศเปรูจึงขาดรายได้ไปโดยปริยาย
    นอกจากนี้ยังพบว่าการเกิดเอลนีโญอาจจะทำให้สัตว์ทะเลมีโอกาสสูญพันธุ์สูงมาก เพราะเมื่อการไหลของกระแสน้ำอุ่นเปลี่ยนทิศทางก็จะมีผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ของปลาและแหล่งอาหาร ซึ่งเราคงเคยได้ยินข่าวการขึ้นมาเกยตื้นของฝูงวาฬอยู่บ่อย ๆ เพราะหลงทิศของน้ำนั่นเอง และนอกจากปลาจะเจอกับการหลงทิศแล้วพบว่า ผลกระทบปรากฎการณ์เอลนีโญ่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำ อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย จึงเกิดกระแสน้ำเย็นไหลผ่าน  เมื่อปลาน้ำต้องเจอสภาพน้ำที่เย็นจัด จึงไม่สามารถปรับตัวได้ จึงต้องตาย ซึ่งสอดคล้องกับภาษิตไทยที่ว่า น้ำร้อนปลาเป็นน้ำเย็นปลาตาย นั่นเองค่ะ
    คราวนี้ก็มาดูผลของเอลนีโญที่เกิดขึ้นกับการทำประมงของทะเลสาบสงขลาบ้านเรากันบ้างนะค่ะ หากมองย้อนกลับไปในปี 2548 ดิฉันเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะจำได้ดี  เพราะในขณะนั้นทะเลสาบสงขลาตอนในมีความเค็มสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่จะต้องปรับแผนใหม่โดยการหันมาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่สามารถทนความเค็มในช่วงกว้างให้มากขึ้นตัวอย่างเช่น กุ้งกุลาดำ เป็นต้น


                                                                           ภาพวาฬเกยตื้นเพราะหลงทิศของน้ำจากปรากฏการณ์เอลนีโญ

เอลนีโญกับระบบนิเวศทางทะเล
    เอลนิโญ่และลานินญ่า เป็นการเคลื่อนที่แบบผิดปกติของมวลน้ำในมหาสมุทร ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง แต่ในบางปีที่มีเอลนิโญ่รุนแรงก็จะทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลในที่ตื้น อาจสูงถึง 30 องศาหรือกว่านั้น จึงทำให้ปะการังมีการสูญเสียสาหร่ายเซลล์เดียว (zooxanthellae) ออกไปจากเนื้อเยื่อ และเมื่อไม่มีสาหร่าย ปะการังก็จะเหลือเพียงแค่โครงหินปูนสีขาวขุ่น หรือที่เรียกว่า ปะการังฟอกขาวนั่นเอง
    ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่ดิฉันนำมาฝากกันในวันนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เราก็สามารถที่จะเตรียมรับมือได้โดยอาศัยข้อมูลจากจานดาวเทียม จากทุ่นลอยวัดอุณหภูมิ ข้อมูลความกดอากาศ และระดับน้ำทะเล ที่จะเป็นดัชนีชี้วัดได้ว่าเอลนีโญจะมาเยือนเมื่อใด เพื่อประโยชน์ในการวางแผนและเตรียมรับมือล่วงหน้านั่นเอง
    ดิฉันมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า “ของทุกสิ่งบนโลกย่อมมีอายุการใช้งานของมันไม่เว้นแม้แต่โลกของเรา” และแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่าโลกจะถึงจุดจบเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่เราพอจะทำได้นั้นก็คือ การชะลอวันเวลาไว้ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะหยุดนิ่ง เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอขอบคุณเว็บไซต์ด้านล่างนี้ที่เป็นสื่อกลางให้เราได้เห็นภาพผลจากการเกิดเอลนีโญได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
http://www.rd1677.com/rd_chainat/top_chainat.php?id=64751     
http://server.thaigoodview.com/node/52876 
http://ommlett.multiply.com/journal
เอกสารอ้างอิง
พงศกร จิวาภรณ์คุปต์.ปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก:    http://www.ipst.ac.th/biology/Bio-Articles/mag-content42.html (วันที่ค้นข้อมูล: 16 กุมภาพันธ์ 2553).
นิรนาม.ความรู้กรมอุตุนิยมวิทยา เอลนีโญ.[ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก :
            http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=17%3C/p%3E .  (วันที่ค้นข้อมูล: 7 มีนาคม 2553).

 

เวลา

LINKS

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th

images by free.in.th 

จำนวนผู้เข้าชม

533253
TodayToday194
YesterdayYesterday1368
This WeekThis Week4580
This MonthThis Month29713
All DaysAll Days533253



ขับเคลื่อนโดย Joomla!. Designed by: free Joomla 1.5 theme  Valid XHTML and CSS.