การเลี้ยงหอยหวาน

หอยหวาน หรือบางท้องถิ่นเรียกว่าหอยตุ๊กแก ที่พบมากในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ บาบิโลเนีย
อารีโอลาต้า (Babylonia areolata) และบาบิโลเนีย สไปราต้า (Babylonia spirata) ส่วนในประเทศไทย
หอยหวานที่บริโภคเป็นหอยที่จับมาจากธรรมชาติเกือบทั้งหมด โดยพบมากที่จังหวัดทั้งฝั่งอ่าวไทยและ
ชายทะเลฝั่งอันดามัน จังหวัดที่พบมากคือ ระยอง จันทบุรี เพชรบุรี ระนอง ปัตตานี และนครศรีธรรมราช
เป็นต้น ปัจจุบันสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดชลบุรี สถาบันทรัพยากรทางน้ำที่เกาะสีชัง จังหวัด
ชลบุรีและที่ศูนย์พัฒนาประมงทะเลฯที่ ต.บ้านแพ จ.ระยอง

การคัดเลือกสถานที่
1. พื้นที่ที่เหมาะสมควรเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับทะเล หรือเป็นเกาะอยู่ห่างจากทะเลไม่มากนักสามารถนำน้ำทะเล
มาใช้ได้อย่างสะดวกและเพียงพอ ต้นทุนน้ำจะได้ไม่แพงมากนัก ไม่ควรอยู่ใกล้กับลำคลองขนาดใหญ่ที่มีน้ำจืด
ไหลลงมาจำนวนมากในฤดูฝน เพราะอาจจะเิดปัญหาความเค็มของน้ำลดลงรวดเร็ว ซึ่งจะมีผลต่ออัตราการตาย
ของหอย
2. น้ำทะเลที่จะใช้เลี้ยงหอยหวาน ควรมีความเค็มอยู่ในช่วง 28 - 35 พีพีที หากน้ำมีความเค็มต่ำกว่า 28 พีพีที
หอยหวานอาจจะเจริญเติบโตช้าลง และหากความเค็มลดลงต่ำกว่า 20 พีพีที หอยบางส่วนจะเริ่มตายลง
3. สถานที่ที่จะใช้เลี้ยงหอยหวาน ควรตั้งอยู่ใกล้ภัตตาคารโรงแรม และร้านอาหารประเภทต่างๆหากอยู่ใกล้แหล่ง
ท่องเที่ยวก็ยิ่งดี เพราะจะได้จำหน่ายผลผลิตได้สะดวกยิ่งขึ้น
4. สถานที่สำหรับใช้เลี้ยงหอยหวาน ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้โรงงาน
5. แหล่งเลี้ยงหอยหวาน ควรอยู่ใกล้แหล่งอาหารที่จะใช้เหลี้ยงหอยหวาน เช่น เนื้อปลาเนื้อหอยแมลงภู่ทำให้ต้น
ทุนอาหารมีราคาถูกไม่เสียค่าขนส่งแพง มีอาหารให้หอยกินอย่างเพียงพอ และสม่ำเสมอ

ขนาดและอัตราการปล่อย
เนื่องจากปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะเลี้ยงหอยหวานมากขึ้นและในขณะที่หน่วยงานราชการและเอกชนยังไม่สามารถผลิต
ลูกหอยชนิดนี้ได้เพียงพอกับความต้องการของผู้ที่สนใจจะนำไปทดลองเลี้ยง อย่างไรก็ตาม
หน่วยงานของกรมประมงก็พยายามค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาการเพาะเขยายพันธุ์หอยหวานชนิดนี้ให้ได้
จำนวนลูกพันธุ์มากขึ้น ในขณะที่ต้นทุนก็ต้องมีราาที่ถูกลง ฉะนั้นผู้ที่สนใจจะเลี้ยงหอยหวาน ควรศึกษา
วิธีการเพาะเลี้ยงหอยชนิดนี้ หากสามารถลดต้นทุนที่เป็นลูกหอยลงได้มาก
ขนาดของลูกหอยที่เหมาะสมจะนำไปเลี้ยงนั้น อย่างน้อยควรมีความยาวเปลือก 0.5 ซม.ขึ้นไป ถ้าจะให้
ได้ผลดีควรมีความยาวเปลือกตั้งแต่ 1 ซม. ขึ้นไป หากนำลูกหอยขนาดดังกล่าวไปเลี้ยงก็จะมีอัตาการรอด
ตายค่อยข้างสูง อัตราการปล่อยลูกหอยขนาดความยาวเปลือก 1-15 ซม. ที่เหมาะสมควรปล่อยประมาณ
300-500 ตัว ต่อพื้นที่ก้นบ่อ 1 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม อัตราการปล่อยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการจัด
การ หากมีการจัดการเรื่องการเลี้ยงและการดูแลรักษาที่ดีผู้เลี้ยงก็จะสามารถปล่อยลูกหอยลงเลี้ยงในบ่อได้
หนาแน่นเพิ่มขึ้น

อาหารและการให้อาหาร
การให้อาหารขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่จะให้และขนาดของลูกหอยหวานที่เลี้ยง หากใช้เนื้อควรใช้เนื้อปลาที่มีราคา
ไม่แพงนัก เช่น เนื้อปลาข้าเหลืองหรือปลาเญจพรรณอื่นๆ ทำการแล่เอาเฉพาะเนื้อปลา สับเป็นชิ้นๆ ใหญ่เล็กตาม
ขนาดของหอยที่เลี้ยง หากใช้เนื้อหอยแมลงภู่ควรซ้อหอยแมลงภู่ขนาดเล็กหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "หอยเป็ด" มีขนาด
ความยาวเปลือกไม่เกิน 3 ซม. ซึ่งชาวประมงผู้เลี้ยงหอยแมลงภู่จะตัดหลักหอย ขนาดเล็กนี้จำหน่ายในราคาถูก จะทำให้
ต้นทุนค่าอาหารต่ำลง หอยแมลงภู่และเนื้อปลาที่ใช้ควรมีความสดสะอาดหากเป็นหอยแลงภู่ก็ทำการผ่าตัวหอยแล้วแบะให้
ฝาหอยทั้งสองข้างอ้าออก หอยหวานจะสามารถเข้ามาดูดกินเนื้อหอยแมลงภู่ได้สะดวก หากใช้อาหารชนิดอื่นๆ นอกจาก
ที่กล่าวมาแล้วก็จำเป็นต้องดัดแปลงวิธีการให้อาหารให้เหมาะสมเป็นชนิดไป ปริมาณอาหารที่ให้กรณีที่ใช้เนื้อปลาเลี้ยง
ควรให้2-10% ของน้ำหนักตัวหอยหวานทั้งหมดที่เลี้ยงหากใช้เนื้อหอยแมลงภู่เลี้ยงก็ควรใช้ 5-30% ของน้ำหนักตัวหอย
หวานทั้งหมดที่เลี้ยง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้ยอยู่กับปัจจัยอื่นๆ จึงจำเป็นต้องปรับปริมาณอาหารที่ให้เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารที่ใช้เลี้ยงเหลือมากเกินไปหรือไม่เพียงพอ ปกติแล้วจะให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในช่วงเวลา
เดียวกันทุกวัน โดยให้ครั้งละ 2-3 ชั่วโมง หลังให้อาหารแล้วเก็บอาหารส่วนที่เหลือออกให้หมด

การดูแลรักษา ผู้เลี้ยงต้องหมั่นทำความสะอาดทรายรองพื้นหรือบ่อเลี้ยงและสภาพพื้นทรายว่ามีสีดำและและ
สกปรกมากน้อยเพียงใดหากพื้นทรายที่หอยอาศัยอยู่เกิดมีลักษณะเป็นคราบสีดำแผ่กว้างออกมากขึ้นจำเป็นต้อง
จัดการทำความสะอาดที่รองพื้นดังกล่าว
ริมบ่อ