ภาพที่ 1 แสดงต้นหูกวางอายุนับ 100 ปี ถูกโค่นล้ม
ภาพที่ 2 แสดงถนนพังเสียหาย

ภาพที่ 3 แสดงน้ำกัดเซาะชายฝั่งที่บ้านปึก
ภาพที่1 เกิดขึ้นที่บ้านบ่ออิฐ ต้นไม้ที่เห็นเป็นต้นหูกวางอายุร่วม 100 ปี คุณลุงในภาพท่านยืนยันได้ท่านอายุ 80 ตอนเด็กๆ ก็เห็นต้นหูกวางต้นนี้อยู่แล้ว แต่เอ๊ะ คุณลุงในภาพหน้าตาคุ้นๆ อ๋อ คุณลุง ถาวร ถีราวุฒิ คุณพ่อผมเอง ไม่ได้เล่นเส้นนะครับ พอดีเห็นว่าท่านผูกพันและชอบไปนั่งพักผ่อนใต้ต้นหูกวางต้นนี้อยู่เป็นประจำใช้เป็นที่หลบร้อน เวลาออกไปทอดแห ก็เลยนำท่านมาเป็นนายแบบเสียเลย ภาพที่ 2 แต่ก่อนไปไหนมาไหนระวังแค่อุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่น่าเชื่อขี่รถต้องระวังตกทะเล ภาพนี้เกิดขึ้นที่บ้านบ่ออิฐเช่นกัน ส่วนภาพที่ 3 เกิดขึ้นที่บ้านปึกสภาพเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับรุนแรงไม่แพ้บ้านบ่ออิฐเช่นกัน
ผลที่ได้รับมันรุนแรงเหลือเกินแล้วสาเหตุจริงๆ มันคืออะไรกันแน่หลายท่านคงสงสัย
สาเหตุที่สำคัญมีอยู่ 2 ประการ
1. เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เช่น การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล กระแสน้ำมีการเปลี่ยนแปลง คลื่นลมแรง ปริมาณตะกอนจากทะเลที่พัดพาเข้าฝั่งลดลง และปริมาณฝนตกที่มากกว่าปกติ
2. เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์นอกจากจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อนแล้วการปลูกสิ่งก่อสร้างก็มีส่วนสำคัญเช่นกันการสร้างเขื่อนหรือฝายกั้นน้ำ การสร้างท่าเทียบเรือ การถมสร้างชายหาดเทียมเป็นต้น สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ขัดขวางการพัดพาของตะกอนก่อให้เกิดการพังทลายของชายหาด
แนวทางการแก้ไข
แนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือ
1) การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแบบไม่ใช้โครงสร้างเหมาะสำหรับชายฝั่งที่มีชุมชนไม่แน่นหนาการกัดเซาะไม่รุนแรง เช่น การปลูกต้นไม้
2) การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแบบใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมเหมาะสำหรับบริเวณชายฝั่งที่มีปัญหาถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง เช่น เติมทรายชายฝั่ง ก่อสร้างเขื่อนหินทิ้งกั้นคลื่น ก่อสร้างเขื่อนกั้นคลื่นใต้น้ำ ก่อสร้างเขื่อนหินทิ้งกั้นคลื่นสลับกับก่อสร้างเขื่อนกั้นคลื่นใต้น้ำ ก่อสร้างสะพานคอนกรีตเป็นต้น
ตอนนี้แนวทางการแก้ไขปัญหาที่บ้านบ่ออิฐ และบ้านปึกใช้แนวทางแก้ไขแบบใช้โครงสร้างทาง วิศวกรรมโดยการก่อสร้างเขื่อนหินทิ้งกั้นคลื่นของกรมขนส่งทางน้ำพาณิชยนาวีกระทรวงคมนาคม (ดูรูปที่ 4 ประกอบ ) และจะสร้างต่อไปจนถึงชายฝั่งบริเวณบ้านทุ่งใหญ่ หมู่ที่ 3-7 ตำบลเขารูปช้าง
ภาพที่ 4 แสดงเขื่อนหินทิ้งกั้นคลื่น
จากวิกฤตที่เกิดขึ้นบริเวณชายฝั่ง บ้านปึก บ้านบ่ออิฐ บ้านเนินชายทะเล บ้านทุ่งใหญ่ อำเภอ เมือง จังหวัดสงขลา กรมประมงโดยสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดสงขลา เป็นเสือปืนไวอีกเช่นเคยครับ เล็งเห็นถึงการสร้างวิกฤตให้เป็นโอกาส ( ไม่ใช่การสร้างโอกาสให้เป็นวิกฤตเหมือนที่สังคมไทยกำลังกระทำอยู่ขณะนี้นะครับ) พื้นที่ว่างระหว่างแนวหินกั้นคลื่นกับชายฝั่ง นอกจากจะใช้เป็นแนวกั้นคลื่นลมแล้วที่ตรงนั้นแหละครับสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดสงขลามองว่าน่าจะใช้เป็นที่เลี้ยงปลาในกระชัง สร้างแหล่งทำกินที่ใหม่ให้กับชาวบ้านส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงปลาในกระชัง ด้วยการรวมกลุ่มกันเลี้ยง กลุ่มละประมาณ 20 คน ช่วยกันดูแล ช่วยกันเลี้ยง ตอนนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินงานครับถ้าหากว่ามีความคืบหน้าประการใดผมนำมาเสนอให้ทราบอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน
สภาวะโลกร้อน ธารน้ำแข็งละลายระดับน้ำทะเลสูงขึ้น คลื่นลมแปรปรวนการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงมีผลทำให้แผนที่โลกเปลี่ยน ฟังดูแล้วน่าใจหายเหมือนกันน่ะครับถึงแม้ว่าบ้านเราไม่รุนแรงถึงขนาดประเทศต้องจมอยู่ใต้ท้องทะเล.......จริงสินะประเทศของเราอาจจะไม่จมเพราะน้ำท่วมหรือน้ำกัดเซาะชายฝั่งหรอก เพราะบ้านเมืองของเรากำลังจะจมด้วยคนในประเทศทะเลาะกันเองมากกว่าแต่ถึงอย่างไรก็อย่าให้เกิดกับบ้านเมืองของเราเลย ถึงแม้ว่ามันเป็นคำขอที่ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหน จะช่วยได้ พวกเรางัยครับ พวกเรานี่แหละคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงที่จะช่วยโลกและประเทศไทยของเราได้ การแก้ไขปัญหาที่กระทำอยู่ในขณะนี้เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ช่วยกันคนละไม้คนละมือนะครับหยุด!!!!! พฤติกรรมที่ทำให้เกิดโลกร้อนนี่ต่างหากที่เป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว......สัญญาสิครับ