|
โรคที่พบในกุ้งแชบ๊วย
โรค Vibrio harveyi สาเหตุของโรคแบคทีเรียเรืองแสง แบคทีเรียเรืองแสง ซึ่งเจริญแพร่หลายมากในบ่อเพาะฟักในขณะที่เกิดการตายของลูกกุ้ง ระยะต่างๆ ถึง 70-100% ถูกจำแนกชนิดตามลักษณะทาง morphology และการใช้อาหารทาง ชีวเคมีเป็นเชื้อ Vibrio harveyi โรคในโรงเพาะฟัก ลูกกุ้งทะเลที่พบมาก ได้แก่ โรคที่เกิดจากโปรโตซัว Zoothamrium sp. และ Epistylis sp. และโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio sp. สาเหตุการตายของลูกกุ้งแชบ๊วยในโรงเพาะฟัก ซึ่งจะพบมากในระหว่างเดือนตุลาคม ช่วงเดือนมีนาคมของปี การตายของลูกกุ้งแชบ๊วยมักจะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อสังเกตุเห็นสารเรืองแสงในน้ำทะเลที่ใช้เพาะฟักและมีสารเรืองแสงอยู่ตามซากลูกกุ้ง และลูกกุ้งมีชีวิตในเวลากลางคืนโรคแบคทีเรียเรืองแสงหรือที่ผู้เพาะฟักลูกกุ้งแชบ๊วยเรียกว่า โรคเพชรพลอย เนื่องจากมีการเรืองแสงในน้ำทะเลที่เลี้ยงลูกกุ้งและตัวกุ้งในเวลากลางคืน เป็นที่สังเกตุได้ว่า ถ้าพบสารเรืองแสงในคลองส่งน้ำหรือบ่อเก็บน้ำทะเลเมื่อไร การเพาะฟักกุ้งชุดนั้นจะล้มเหลวทุกครั้งไป เว้นเสียจาก ได้ทำการฆ่าเชื้อในน้ำทะเลเสียก่อนจะนำมาใช้อนุบาลลูกกุ้งด้วยฟอร์มาลีนหรือคลอรีนเท่านั้น อาการของลูกกุ้งทั่วไป จะมีเศษอาหาร ขยะ ตะกอน มาติกตามระยางค์ ตัวขาวขุ่น ว่ายน้ำไม่สะดวก บางครั้งลูกกุ้งที่อ่อนและจะติดกันเป็นกลุ่มเนื่องจากระยางค์เกาะเกี่ยวกัน และตายในที่สุด ซึ่งอัตราการตาย 70%-100% ขึ้นอยู่กับอายุของลูกกุ้ง แบคทีเรียเรืองแสงปกติพบอยู่ทั่วไปในน้ำทะเลและอาศัยแบบ Symbiosis กับสัตว์ทะเลหลายชนิด
|
|
|
โรคตับโต ตับอักเสบ ตับฝ่อ ตับซีด สาเหตุ - เกิดจากการจัดการภายในบ่อไม่ดีพอ กุ้งเครียด อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคต่ำ เชื้อแบคทีเรียเข้าแทรกซ้อน และทำลายตับได้ - เชื้อแบคทีเรีย วิบริโอ เข้าทำลายตับโดยตรง อาการ - กุ้งจะมีอาการอ่อนแอ กินอาหารลดลง - เมื่อเด็ดหัวกุ้งดู จะเห็นลักษณะตับโต หรือฝ่อ และเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด หรือดำคล้ำ - กล้ามเนื้อมีสีขาวขุ่น - ถ้าไม่ทำการรักษา กุ้งลอยหัว มีการตายประปราย และตายมากขึ้นทุกวันเรื่อยๆ จนหมดบ่อ การป้องกัน - การจัดการที่ดี รักษาคุณภาพน้ำ และสีน้ำให้คงที่ - การเปลี่ยนถ่ายน้ำในช่วงที่กุ้งบริเวณใกล้เคียงมีอาการป่วย จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะเชื้อโรคอาจปะปนเข้ามากับน้ำ - ใช้ยาฆ่าเชื้อ เบนซาย-80, แซมโก้ บีเคซี-80 หรือโอดีน-125, แซมโก้โอดีน เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในน้ำ - เสริมให้กุ้งกินวิตามินรวม เพียว-วิท หรือ อาหารเสริม ฟรีมิกซ์-วัน เพื่อให้กุ้งแข็งแรงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค - หมั่นตรวจสุขภาพกุ้ง สังเกตการกิน อาหารของกุ้ง และสีตับ ถ้าผิดปกติให้กุ้งกินยาปฏิชีวนะทันที เช่น น๊อกโซน 20, 50, ซัลฟาโกลด์, นอร์ฟ๊อก-วัน 3-5 กรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ทุกมื้อติดต่อกัน 5-7 วัน การรักษา - เมื่อกุ้งมีอาการป่วยให้กินยาปฏิชีวนะ น๊อกโซน-50 หรือ นอร์ฟ๊อก-วัน ผสมอาหารให้กุ้ง กิน 3-5 กรัม/อาหาร 1 กก. ทุกมื้อติดต่อกัน 5-7 วันเพื่อฆ่าเชื้อในตัวกุ้ง - เสริมให้กุ้งกินวิตามินรวม เพียว-วิท หรืออาหารเสริม ฟรีมิกซ์-วัน เพื่อให้กุ้งแข็งแรงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค - ถ้ามีน้ำถ่ายให้ทำการค่อย ๆ เปลี่ยนถ่ายน้ำ เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น - ทำการจัดการภายในบ่อให้ดีขึ้น ควบคู่กับการใช้ยา
|
|
|
โรคตายเดือน สาเหตุ - เกิดจากการจัดการไม่ดี คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้กุ้งเครียด อ่อนแอ และเชื้อโรคเข้ามาแทรกซ้อนได้ง่าย - การเตรียมบ่อ การเตรียมสีน้ำ และรักษาคุณภาพน้ำ การควบคุมสีน้ำไม่คงที่ในช่วงต้นของการเลี้ยง - เกิดจากเชื้อไวรัส โมโนดอน แบคคลูโลไวรัส (M.B.V.) ที่ติดมาจากพันธุ์กุ้ง อาการ - กุ้งกินอาหารดีในช่วงแรก หลังจากนั้น 2 วันกุ้งกินอาหารน้อยลง อ่อนแอ แต่เข้ายอมาก - กุ้งไม่มีอาหารในลำไส้ ตัวหลวม สีเข้ม มีการทยอยตายมากขึ้นทุกวัน ตายหมดภายใน 1 สัปดาห์ การป้องกัน - การเตรียมบ่อ ควรใช้ยาฆ่าเชื้อ โอดีน-125 หรือ แซมโก้โอดีนในการเตรียมน้ำ ก่อนทำสีน้ำเพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในน้ำ - แก้ไขเรื่องการจัดการ โดยเฉพาะเรื่องการทำสีน้ำควบคุมให้คงที่ และคุณภาพน้ำที่ดี - คัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพดี มีความแข็งแรง และปล่อยลูกกุ้งให้ถูกวิธี - การเปลี่ยนถ่ายน้ำในช่วงเดือนแรกควรระมัดระวังเป็นพิเศษ - เสริมวิตามินรวมเพียว-วิท หรือ ซีมิกซ์ เพื่อให้กุ้งแข็งแรงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคตั้งแต่เริ่มให้อาหารเพื่อป้องกันโรค - ช่วงใกล้เดือน ประมาณวันที่ 25-30 วัน ผสมยาปฏิชีวนะน๊อกโซน หรือ นอร์ฟ๊อก-วัน 3-5 กรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้กุ้งกินป้องกัน ทุกมื้อติดต่อกัน 5-7 วัน
|
|
|
โรคเหงือกดำ เหงือกแดง เหงือกอักเสบ สาเหตุ - เกิดจากการปล่อยกุ้งลงเลี้ยงหนาแน่น และควบคุมการจัดการไม่ดีพอ ส่วนใหญ่โรคเหงือกจะพบในช่วงกุ้ง 2-3 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะในบ่อที่มีปริมาณของเสียมากๆ การตั้งเครื่องตีน้ำไม่ดีกุ้งป่วย พร้อมกันเป็นจำนวนมากลักษณะเหงือกจะมีสีดำ - เกิดจากสีน้ำล้ม แพลงก์ตอนดร็อปโดยเฉพาะถ้าสีน้ำดร็อปแล้วน้ำใส กุ้งจะหมกตัว ซากแพลงก์ตอนที่ตายจะเข้าเหงือก ส่วนใหญ่จะเห็นเหงือกเป็นสีน้ำตาล - เมื่อมีปัญหาเรื่องตะกอนเข้าเหงือก จะทำให้เหงือกมีอาการระคายเคือง เป็นแผล และเมื่อมีเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรกซ้อนจะทำให้อาการป่วยรุนแรงมากขึ้นเหงือกจะมีอาการเน่า และกุ้งจะตายในที่สุด - ในบ่อดินกรดจะมีตะกอนสนิมเหล็กอยู่มากเมื่อเข้าเหงือกกุ้งจะมีสีส้มแดง กุ้งอ่อนแอ แกร็นโตช้า อาการ - เหงือกจะมีสีต่างๆ ตามสาเหตุ และถ้ามีเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรกซ้อนจะทำให้เหงือกเน่าเสีย รูปทรง - กุ้งจะลอยหัวเนื่องจากหายใจไม่สะดวกเพราะขาดอ๊อกซิเจน กินอาหารลดลง กุ้งจะมีอาการอ่อนแอ ทำให้โรคอื่นเข้าแทรกซ้อนได้ง่าย การป้องกัน - ไม่ปล่อยกุ้งหนาแน่นจนเกินไป และควบคุมเรื่องการจัดการในเรื่องสีน้ำ คุณภาพน้ำให้เหมาะสม - ติดตั้งเครื่องตีน้ำให้เพียงพอและถูกต้อง เพื่อรวมตะกอนของเสียให้ไปอยู่กลางบ่อให้มีบริเวณแคบที่สุด และควบคุมปริมาณการให้อาหารให้พอดี - ลดปริมาณของเสียให้น้อยลง โดยตั้งเครื่องตีน้ำให้ถูกต้อง ใช้ซีโอไลท์ ซีโอ-100, แซมโก้ ซีโอไลท์ หรือ เมอร์เดนซีโอ ควบคู่กับการใช้จุลินทรีย์ แบคต้า-วัน หรือ ซานบี-14 เป็นโปรแกรมเพื่อลดปริมาณของเสีย การรักษา - ต้องรักษาสภาพพื้นบ่อให้สะอาด ไม่เป็นที่สะสมของเชื้อแบคทีเรีย โดยการใช้ซีโอไลท์ ซีโอ-100, แซมโก้ ซีโอไลท์ หรือ เมอร์เดนซีโอ เพื่อคลุมพื้นบ่อและลดปริมาณสารแขวนลอยในน้ำ - ใช้ยาฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์ฟอกเหงือก ได้แก่ แซมโก้ บีเคซี-50, เบนซาย-50 หรือแซมโก้ บีเคซี-80, เบนซาย-80 เพื่อฟอกเอาตะกอนออก และยังสามารถลดปริมาณเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุแทรกซ้อน - ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้โดยการจัดการอย่างทันท่วงที ให้ใช้ยาปฏิชีวนะเตตร้า-วัน, แซมโก้อ๊อกไซ หรือน๊อกโซน-20 ผสมอาหารให้กุ้งกิน เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรกซ้อน - ถ้ามีปัญหาเรื่องสีน้ำล้ม ต้องรีบทำสีน้ำใหม่ และซากแพลงก์ตอนที่ตายเป็นขี้แดดต้องเอาออกจากบ่อให้หมด เพราะถ้าทิ้งไว้จะตกลงก้นบ่อทำให้พื้นบ่อเน่า
|
|
|
โรคหนวดและหางกร่อน สาเหตุ - เกิดจากกุ้งเครียด กุ้งแตกไซล์ และลอกคราบไม่พร้อมกันทำให้กุ้งที่แข็งแรงกัดกินกุ้งที่เพิ่งลอกคราบใหม่ๆ - เกิดจากสภาพพื้นบ่อสกปรกมีปริมาณของเสียมาก เป็นที่สะสมของเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใหญ่พบในช่วงกุ้งอายุ 2-3 เดือนขึ้นไป อาการ - คล้ายแผลสดเนื่องจากกุ้งกัดกันเอง ยังไม่มีรอยดำหรือบวมน้ำ เพราะยังไม่มีเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรกซ้อน - ต่อมาจะมีรอยดำตามขอบแผลและมีอาการบวมน้ำ เพราะเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรกซ้อนทำให้มีอาการอักเสบที่แผล - อาการอักเสบจะรุนแรงมากขึ้นและจะขยายไปยังกุ้งตัวอื่น ถ้าไม่ได้รับการรักษา - จะพบมากในช่วงกุ้ง 2-3 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะบ่อที่ปล่อยกุ้งหนาแน่น - ปริมาณกุ้งป่วยจะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อในบ่อ แต่อัตราการตายจะน้อย การป้องกัน - ไม่ปล่อยกุ้งหนาแน่นจนเกินไป และควบคุมปริมาณอาหารให้พอดีกับปริมาณกุ้ง เพื่อที่กุ้งจะได้ไม่กัดกินกันเอง และช่วยให้ปริมาณของเสียในบ่อน้อยลง - ลดปริมาณของเสียให้น้อยลง โดยการตั้งเครื่องตีน้ำให้ถูกต้องและใช้จุลินทรีย์ แบคต้า-วัน หรือซานาบี 14 เป็นโปรแกรมเพื่อลดปริมาณของเสีย - เสริมให้กุ้งกินวิตามินซี เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค การรักษา - ต้องรักษาสภาพพื้นบ่อให้สะอาด ไม่เป็นที่สะสมของเชื้อแบคทีเรียโดยการใช้ซีโอไลท์ ซีโอ-100 , แซมโก้ซีโอไลท์ หรือ เมอร์เดนซีโอ เพื่อคลุมพื้นบ่อ และลดปริมาณสารแขวนลอยในน้ำ - ใช้ยาฆ่าเชื้อโรคให้น้ำแซมโก้โอดีนหรือโอดีน-125 เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในน้ำและเชื้อแบคทีเรียที่พื้นบ่อ - ใช้ยาปฏิชีวนะ เตตร้า-วัน หรือ เซมโก้อ๊อกซี ผสมอาหารให้กุ้งกินเพื่อฆ่าเชื้อในตัวกุ้งที่ทำให้แผลอักเสบบวมดำ - ถ้าเป็นน้อยๆในช่วงต้น และไม่มีปัญหาเรื่องพื้นบ่อ ถ้าสามารถถ่ายน้ำได้ให้ถ่ายน้ำเพื่อลดปริมาณเชื้อในบ่อ และให้กุ้งลอกคราบ ควบคุมปริมาณอาหารให้พอดี
|
|
|
โรคเดือนตายหรือโรคตายเดือน สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย อาการ มักพบในการเลี้ยงกุ้งอายุประมาณ 25-30 วัน โดยพบกุ้งตายตามขอบบ่อพบบ่อยที่สุดไม่ว่าจะเลี้ยงในบริเวณใดก็ตาม ประมาณ 60% จะเป็นกุ้งตายในระยะนี้ลักษณะกุ้งที่ตายไม่พบสิ่งผิดปกติบนลำตัวและเหงือก ไม่มีปรสิตและสาหร่ายเกาะตามลำตัว แต่หนวดมักจะขาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความเสียหายมากในรายที่มีการตายจากโรคตายเดือนอย่างรุนแรง เมื่อกุ้งเริ่มป่วยจะเข้ามาในยอเป็นจำนวนมาก สีลำตัวเข้มขึ้น การป้องกัน - การเปลี่ยนถ่ายน้ำ - ลดปริมาณอาหาร การรักษา - ยาต้านจุลชีพผสมกับอาหารให้กินประมาณ 5-7 วัน
|
|
|
โรคหางบวมน้ำ สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย อาการ บริเวณปลายแพนหางจะบวมน้ำ พบได้ตั้งแต่กุ้งอายุ 1 เดือนครึ่ง จนถึงกุ้งมีขนาดโตหางบวมน้ำ เมื่อเขี่ยเชื้อและเอาหางส่วนที่บวมไปทำการศึกษาพบว่า มีแบคทีเรียอยู่ภายในส่วนที่บวมเป็นจำนวนมาก แต่แบคทีเรียไม่แพร่กระจายไปในอวัยวะภายใน ส่วนอื่นที่สำคัญ เช่น หัวใจ ตับและตับอ่อน ทำให้กุ้งไม่ตาย ถ้าสังเกตุไปเรื่อยๆจะพบว่าในระยะต่อมาหางส่วนที่บวมจะเริ่มกร่อนแหว่งทีละน้อยและเริ่มมีขอบสีดำ การป้องกัน - ควบคุมอาหารให้พอดี - รักษาสภาพพื้นบ่อให้สะอาด - ใช้ยาในกลุ่มซัลฟาหรือฟลูออโรควิโนโลน
|
|
|
โรคหางไหม้ สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย
อาการ กุ้งมีลักษณะปลายแพนหางเป็นรอยแหว่งและมีสีดำ เนื่องจากอาหารและของเสียที่เหลือสะสมที่พื้นบ่อมีมากทำให้แบคทีเรียที่ทำอันตรายต่อเปลือกกุ้งเพิ่มจำนวนมากตามไปด้วย บ่อที่ให้อาหารเหลือจะมีโอกาสเกิดกุ้งหางไหม้มากตามไปด้วย
การป้องกัน - การลดการเน่าเสียของพื้นบ่อ - เครื่องให้อากาศเพียงพอเพื่อรวมตะกอนไว้ไม่ให้กระจายทั่วบ่อ - ควรจะถ่ายน้ำบริเวณพื้นบ่อเพื่อลดปริมาณของเสียต่างๆ - ควบคุมอาหารไม่ให้เหลือมากเกินไป
|
|
|
โรคเสี้ยนดำ สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย วิบริโอ วัลนิฟิดัส (Vibrio vulnificus) อาการ มักพบจุดสีดำหรือเสี้ยนสีดำ บริเวณรอยต่อระหว่างเปลือกแต่ละปล้องหรือบริเวณใต้แพนหาง เมื่อแกะเปลือกออกจะพบแผ่นแบนๆ สีดำมีรูปร่างไม่แน่นอนใต้เปลือกด้านในบางตัวจะพบลักษณะเป็นเสี้ยนดำฝังลึกลงไปในกล้ามเนื้อ เมื่อนำกุ้งไปต้มให้สุกจะเห็นเสี้ยนดำในกล้ามเนื้อได้ชัดเจน เนื่องจากบริเวณรอยต่อระหว่างเปลือกแต่ละปล้องจะมีส่วนที่บอบบางของชั้นเปลือกแบคทีเรีย สามารถที่จะเข้าไปได้ง่ายกว่าบริเวณอื่นๆ การป้องกัน การใช้ยาต้านจุลชีพผสมกับอาหารให้กุ้งกินจะไม่สามารถทำให้เสี้ยนหมดไปได้
|