ความเหมือนที่แตกต่าง...ของโปรโตซัว (Protozoa)
เรียบเรียงโดย อนุสรา แก่นทอง
ความเหมือนที่แตกต่างของสิ่งของสองอย่างมักจะเกิดขึ้นได้เสมอ และก็มักจะมีลักษณะเฉพาะตัวของมันสำหรับแยกความเหมือนที่ว่าให้ออกกันอย่างชัดเจน ขนาดความเหมือนกันของคู่แฝดก็ยังคงมีความต่างเช่น ความสูง สีผิว หรือตำหนิอื่น ๆ เอาไว้เพื่อบ่งบอกว่าใครเป็นใคร หรืออย่างกรณีที่เป็นปัญหาในปัจจุบันนั่นคือ พวกซีดีก๊อปปี้หรือซีดีเถื่อน ซึ่งทำออกมาได้เหมือนจริงทุกประการ แต่ก็ยังคงต่างกันในแง่ของคุณภาพ เพราะของเถื่อนพวกนี้ใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำกว่าของจริงนั่นเอง
ที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างมานี้เป็นความเหมือนที่เราสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า แต่หากเป็นความเหมือนที่แตกต่างของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ อย่างพวกโปรโตซัวล่ะ เราจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์ในการแยกชนิดของโปรโตซัวที่ว่าได้อย่างไร เป็นคำถามที่เราจะได้คำตอบกันในวันนี้ค่ะ
โปรโตซัว (Protozoa) จัดเป็นปรสิตขนาดเล็กเซลล์เดียว ต้องมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จึงสามารถมองเห็นได้ พบการดำรงชีวิตที่เป็นอิสระ (Free living) และที่เป็นปรสิต โปรโตซัวสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามลักษณะรูปร่างคือ
1.กลุ่มที่มีขนเล็ก ๆ (Ciliated protozoa)
2.กลุ่มที่มีแส้ (Flagellated protozoa)
3.กลุ่มที่มีเซลล์เป็นสปอร์ (Sporozoa)
แต่วันนี้ขออธิบายความเหมือนที่แตกต่างของโปรโตซัวที่มีขนเล็ก ๆ ซึ่งจัดเป็นตัวอันตรายที่ทำให้เกิดโรคในสัตว์น้ำ ซึ่งยกตัวอย่างมาให้รู้จักกัน 4 คู่ดังนี้
1.เอพิโอโซมา (Apiosoma sp.) และแอมบิฟิย่า (Ambiphrya sp.)
จัดเป็นปรสิตที่มีความคล้ายคลึงกันแต่หากมองให้ลึกลงไปก็จะพบว่า
-เอพิโอโซมา (Apiosoma sp.) หรือที่รู้จักกันในนามของกลอสเซทเทลล่า (Glossatella sp.) จะมีรูปร่างคล้ายแจกัน (Elongated vase shape) ปลายปากจะกว้าง แต่ส่วนฐานยึดเกาะ (Scapula/holdfast) แคบ มีซิเลียอยู่เฉพาะรอบปาก รูปร่างของนิวเคลียสเอพิโอโซมาจะเป็นรูปกลม หรือรูปสามเหลี่ยม
-แอมบิฟิย่า (Ambiphrya sp.) เดิมมีชื่อว่าไซพิเดีย (Scyphidia sp.) รูปร่างจะคล้ายถังเบียร์ (barrel shape) ปลายปากจะมีความกว้างเท่ากับส่วนฐาน พบซิเลียอยู่รอบปากและบริเวณกลางเซลล์ นิวเคลียสของแอมบิฟิย่าจะมีลักษณะเป็นแถบยาว (ribbon shape)
ปรสิตทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ จะอาศัยอยู่เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ แต่อาจจะเห็นการเคลื่อนไหวของซิเลียได้เมื่อตรวจตัวอย่างสดภายใต้กล้องจุลทรรศน์ อย่างไรก็ดีปรสิตทั้งสองชนิดนี้อาจก่อโรคในปลาน้ำจืดหลายชนิดได้ ส่วนใหญ่มักพบเกาะอยู่ตามผิวหนังของตัวปลา ครีบ และเหงือก ซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองกับบริเวณที่เกาะ ลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดเมื่อปลาติดปรสิตชนิดนี้คือ ปลาจะเอาลำตัวถูข้างบ่อ บางครั้งจะมีอาการตัวเกร็ง เกล็ดตั้ง (Lepidothorsis) แล้วปลาก็จะหยุดกินอาหาร หากเกิดกับปลาวัยอ่อนจะทำให้ปลามีอัตราการตายสูงค่ะ

เอพิโอโซมา (Apiosoma sp.) แอมบิฟิย่า (Ambiphrya sp.)
2.ยูโรนีมา (Uronema sp.) และเททราไฮมีนา (Tetrahymena sp.)
จัดเป็นปรสิตที่ทำให้เกิดโรคตัวเปื่อยในสัตว์น้ำ เนื่องจากปรสิตชนิดนี้เข้าเกาะทำลายเซลล์เหงือก ผิวหนัง และชอนไชเข้าไปตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ จนทำให้เนื้อเยื่อดังกล่าวตาย มีผลทำให้สัตว์น้ำมีอัตราการตายสูง อย่างไรก็ตามหากพบปรสิตชนิดนี้ไม่มากก็อาจไม่มีผลต่อการเกิดโรคในสัตว์น้ำค่ะ
ความเหมือนของยูโรนีมาและเททราไฮมีนา อยู่ที่รูปร่างและขนาดที่ใกล้เคียงกันมากคือ กลมรี รูปไข่ ขนาดประมาณ 10-20 x 30-45 µm และมีซิเลียรอบเซลล์เป็นจำนวนมาก
ความต่างของยูโรนีมาและเททราไฮมีนา อยู่ตรงที่บริเวณรอบปากของเททราไฮมีนาจะมีซีเลียเรียงตัวกันคล้ายเยื่อบาง ๆ อยู่ทางด้านขวา (Undulating membrane) และมีซิเลียกลุ่มเล็ก ๆ อยู่ทางด้านซ้าย 3 กลุ่ม (membranelles) ส่วนยูโรนีมาก็มีกลุ่มซีเลียดังกล่าวเช่นกันแต่จะเรียงกันเป็นแนวตรงก่อนถึงปาก

ยูโรนีมา (Uronema sp.) เททราไฮมีนา (Tetrahymena sp.)
3.ซูโอแทมเนียม (Zoothamnium sp.) และอิพิสไทลิส (Epistylis sp.)
จัดเป็นปรสิตที่พบได้บ่อยในปลาน้ำจืดทั้งในบ่อเลี้ยงและในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นปรสิตที่พบตามเหงือกและผิวหนังในปลา ลักษณะสำคัญของปรสิตทั้ง 2 ชนิดนี้คือเซลล์จะประกอบด้วย 2ส่วนได้แก่ ส่วนที่เป็นก้าน (Stalk) และดอก (zooid) มีซีเลียรอบปาก เซลล์จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มคล้ายช่อดอกไม้ ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ แต่จะเคลื่อนไหวไปมาได้
ความเหมือนกันของซูโอแทมเนียมและอิพิสไทลิสหากไม่สังเกตดี ๆ จะดูยากค่ะเพราะเหมือนกันมาก แต่จะต่างกันก็ตรงที่ก้านของซูโอแทมเนียมจะมี ไมโอนีม (myoneme) จึงทำให้แต่ละก้านสามารถยืดหดได้อย่างอิสระ ส่วนอิพิสไทลิสนั้นจะไม่มีไมโอนีม การเคลื่อนไหวจึงเป็นไปทั้งกลุ่ม
อย่างไรก็ดีแม้ปรสิตทั้ง 2 ชนิดนี้จะมีรูปร่างคล้ายคลึงกัน แต่การก่อโรคในสัตว์น้ำก็ยังมีส่วนต่างกันเพราะซูโอแทมเนียมนั้นเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคในกุ้งทะเลวัยอ่อน ส่วนอิพิสไทลิสจะพบมากในปลาตะเพียน ปลาคาร์พ และปลาช่อน เป็นต้น

ภาพวาดของซูโอแทมเนียม (Zoothamnium sp.)และ อิพิสไทลิส (Epistylis sp.) ตามลำดั
4.อิ๊กทีออฟทิเรียส (Ichthyopthirius sp.) หรืออิ๊กและคริพโตคาริออน (Cryptocaryon sp.)
เป็นปรสิตที่ทำให้เกิดโรคจุดขาวในปลาน้ำจืดและปลาน้ำเค็ม เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในปลาหลายชนิดโดยเฉพาะเมื่อน้ำมีอุณหภูมิต่ำลง
ปรสิตทั้ง 2 ชนิดนี้จะมีลักษณะวงจรชีวิตเหมือนกัน แต่เมื่อเซลล์เจริญเต็มที่จะพบความต่างกันตรงที่รูปร่างของนิวเคลียสขนาดใหญ่ (Macronucleus) โดยอิ๊กจะมีนิวเคลียสเป็นรูปเกือกม้าซึ่งจะสังเกตเห็นได้ง่ายและชัดเจนจากตัวอย่างสด ส่วนคริพโตคาริออนจะมีนิวเคลียสเป็นรูปท่อนอยู่รวมกัน 4 ท่อนและจะสังเกตเห็นได้ยากจากตัวอย่างสด ปรสิตทั้งสองชนิดนี้สามารถเคลื่อนที่ได้โดยใช้ซีเลียและการไหลของไซโตพลาสซึม

อิ๊กทีออฟทิเรียส (Ichthyopthirius sp.) หรืออิ๊ก คริพโตคาริออน (Cryptocaryon sp.)
เห็นมั๊ยค่ะว่าในความเหมือนก็ยังคงมีความแตกต่างที่ทำให้เราสามารถแยกชนิดของโปรโตซัวปรสิตเล็ก ๆ เซลล์เดียวได้ ซึ่งเทคนิคที่ใช้ในการจำแนกชนิดของโปรโตซัวนั้นก็ได้แก่ การตรวจจากตัวอย่างสด การย้อมสี การศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบส่องผ่าน เป็นต้น ทั้งนี้แต่ละเทคนิคก็จะต้องอาศัยความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ของผู้ศึกษา ที่สำคัญการทราบชนิดของโปรโตซัวที่ถูกต้อง รวมทั้งลักษณะวงจรชีวิตและชีววิทยาของปรสิตก็จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของแนวทางในการป้องกันการเกิดโรคจากปรสิตชนิดนั้น ๆ ได้อย่างทันท่วงทีค่ะ
ขอขอบคุณเว็บไซต์ต่าง ๆ ทีทำให้เราได้เห็นถึงความเหมือนที่แตกต่างกันของโปโตซัวแต่ละชนิด
www.peritrich.de/apiosoma/minicili.htm
thegab.org/Illness-and-Treatment/common-fresh...
www.liv.ac.uk/ciliate/schematics.htm
protist.i.hosei.ac.jp/.../Tetrahymena/index.html
aqua.c1ub.net/forum/lite.php?topic=34160.0
www.emperoraquatics.com/microorganisms_uv-dos...
starcentral.mbl.edu/microscope/portal.php?pag...
serc.carleton.edu/.../cedarswamp/resources.html
เอกสารอ้างอิง
กิจการ ศุภมาตย์, สาวิตรี ศิลาเกษ, วุฒิพร พรมขุนทอง และสิทธิ บุณยรัตผลิน.2539.โรคและพยาธิ ปลา.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.209 หน้า.
ฐิติพร หลาวประเสริฐ.2552.ตอบปัญหาประมง.การประมง 62: 379-381.
