ปลาตกเลือด
14/1/2552 15:11:14, by นันริกา ธรรมเนียม

ปลาตกเลือด โดยนันริกา ธรรมเนียม


การเลี้ยงปลาสวยงามเรามักจะเจอกับปัญหาปลาเป็นโรค อาจจะเกิดจากสาเหตุหลาย ๆ สาเหตุ มีทั้งน้ำเสีย เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคต่าง ๆ ปลาใหม่ที่นำมาเลี้ยงโดยไม่ได้กักโรค หรือแม้กระทั่งน้ำและอาหารสดที่นำมาใช้เลี้ยงปลาก็สามารถเป็นตัวนำเชื้อได้ นอกจากนี้แบคทีเรียบางตัว เช่น Aeromonas hydrophila ที่ทำให้เกิดอาการตกเลือดและแผลเป็นหลุม ปกติจะมีอยู่ในน้ำอยู่แล้วและไม่ทำให้ปลาป่วย แต่เมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันของปลาลดลง เช่นอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย คุณภาพน้ำไม่ดี ปลาเครียด ก็จะทำให้แบคทีเรียตัวนี้ก่อโรคขึ้นมาได้ ดังเช่นที่บางคนอาจจะสงสัยว่า "ทำไมอยู่ดี ๆ ปลาที่บ้านตกเลือด ทั้ง ๆ ที่เลี้ยงเหมือนเดิม อาหารก็เหมือนเดิม และก็ไม่ได้นำปลาใหม่เข้ามาด้วย" ซึ่งเราอาจจะลืมคิดไปถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ (เช่น กลางวันร้อน กลางคืนเย็น) ทำให้อุณหภูมิน้ำแกว่ง ปลาก็เลยเครียด ทำให้ไวต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะกับปลาที่เลี้ยงในภาชนะขนาดเล็ก เช่น โหลแก้ว เป็นต้น เราเคยสังเกตหรือเปล่าว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมปลาของเราจึงตกเลือด แล้วเราจะจัดการกับปลาที่ตกเลือดของเราอย่างไร การตกเลือดนั้นเป็นของคู่กันกับการเลี้ยงปลาทอง เพราะสายพันธุ์ปลาทอง ค่อนข้างมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมได้น้อยกว่าปลาสายพันธุ์อื่น ๆ ดังนั้นการตกเลือดของปลามีทั้งข้อดี และข้อเสีย ข้อดีคือเป็นการบอกว่า ปลากำลังมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เพื่อให้เราเตรียมรับมือ ก่อนอาการจะรุนแรงมากไปกว่านี้ ส่วนข้อเสียคือ ถ้ารักษาไม่ถูกวิธี ปลาของเราอาจจะตายได้ ปลาตกเลือด มีวิธีการรักษาหลายวิธี เช่นการใส่เกลือ ใส่ยาฆ่าเชื้อสารพัดตัวยา และการจับปลาอดอาหาร เป็นต้น วิธีที่กล่าวมา อาจจะได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เราควรนำความรู้ด้านวิชาการ เข้ามาแก้ปัญหาบ้าง เพื่อให้สามารถเข้าใจกลไกการเกิดโรคได้แจ่มแจ้ง และสามารถหาเหตุผลได้ด้วยตัวเอง จะเห็นว่าเกล็ดปลาเจริญเติบโตได้รอบด้านตามขนาดของปลาที่โตขึ้น และถือว่าเกล็ดยังมีชีวิต และยังมีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงที่ผิวเกล็ดปลาอยู่ตลอดเวลา เกล็ดจะทำหน้าที่เสมือนโล่คอยปกป้องไม่ให้สิ่งแปลกปลอมจากภายนอก เช่น เชื้อโรค สารเคมี มาสัมผัสกับผิวหนังของปลาได้โดยตรง ผิวหนังของปลาเหมือนผิวหนังของสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคจากภายนอก เป็นที่รวมของประสามรับความรู้สึก ช่วยในการหายใจ ขับถ่าย เป็นต้น ผิวหนังของปลาจะประกอบด้วยเยื่อ 2 ชั้น ชั้นนอกเรียก epidermis และชั้นในคือ dermis ชั้น epidermis เป็นชั้นที่ทำการสร้าง cell ( active cell) นอกจากนี้ยังมีต่อมสร้างเมือก และเซลล์สร้างสีอยู่ในชั้น epidermis เหมือนกัน แต่เกล็ดปลา สร้างโดยชั้น dermis แทรกทะลุขึ้นมาปิดผิวหนังชั้นนอกอีกที เกล็ดปลามีหลายชนิด แต่เกล็ดของปลาที่มีกระดูกแข็งทั่วไปรวมทั้งปลาทองจะเป็นแบบเกล็ดกลมผิวเรียบ เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงหรือในน้ำมีสารเคมีที่ระคายเคือง เชื้อโรคเริ่มทำลายกำแพงชั้นนอกสุดคือ เมือกปลา จากนั้นถึงเกล็ดปลา เมื่อมีเชื้อโรคบุกรุก หรือสารเคมีสัมผัสบริเวณเกล็ดปลา ร่างกายปลาทำการปกป้องตนเอง เส้นเลือดฝอยที่เกล็ดจะขยายตัวอัตโนมัติ เพื่อให้เม็ดเลือดขาวออกมาทำหน้าที่เก็บกินเชื้อโรคแปลกปลอม ถ้าภูมิคุ้มกันของปลาสามารถรับมือเองได้ ไม่นานปลาก็จะหายจากการตกเลือดเอง แต่ถ้าเป็นฝ่ายแพ้ เชื้อโรคจะเข่าสู่ตัวปลา เกิดการติดเชื้อที่รุนแรง อาจจะทำให้ปลาตายได้ การตกเลือดแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. การตกเลือดแบบทั่วไป คือ ปลาเริ่มตอบสนองต่อการผิดปกติของอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง สารเคมี เชื้อโรคในน้ำ หรือคุณภาพน้ำที่เริ่มเสีย (แอมโมเนีย หรือเชื้อโรค เพิ่มขึ้น) เราอาจจะช่วยปลาที่ติดโรคโดยการแยกปลาออกมาแช่เกลือ เพราะเกลือมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค อาการอักเสบจะบรรเทาลงได้ และปลาส่วนใหญ่ที่ตกเลือด แช่เกลือ 1-2 วัน ก็หายเป็นปกติไม่จำเป็นต้องงดอาหาร หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย ๆ ควรรักษาคุณภาพน้ำให้ดี เพราะบริเวณที่ปลาตกเลือดนั้นไวต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ บางคนจึงตัดปัญหาด้วยการให้ปลาอดอาหาร ปลาจะได้ไม่ขับถ่ายออกมาก 2. การตกเลือดแบบติดเชื้อ เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายปลาได้ทางชั้น epidermis เกิดการติดเชื้อต่อไป ปลาตกเลือดมากขึ้น มีลักษณะแตกต่างไปจากการตกเลือดแบบทั่วไป เช่น ตกเลือดเข้มเป็นปื้นหนา เชื้อบุกยึดพื้นที่ได้เต็มที่ประกอบกับเม็ดเลือดขาวออกมา ปลาเริ่มมีการขับเมือกออกมามาก มีกลิ่นคาวจัด ให้ยาฆ่าเชื้อเพื่อกำจัดให้สิ้นซากโดยเร็ว ใช้สารเคมี เช่น formalin , povidone iodine (betadine) หรือพวกกลุ่มสีย้อม เช่น methylene blue, malachite green หรือยาฆ่าเชื้ออื่นๆ เช่น ยาปฏิชีวะนะ จำพวก tetracycline, amoxycillin , norfloxacin, เป็นต้น 3. การตกเลือดแบบเรื้อรัง (ภูมิแพ้) บริเวณเกล็ดปลาบางที่จะเกิดปฎิกิริยาไว ต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้ปลาตกเลือดซ้ำซาก มักเป็นบริเวณเดิม ๆ แยกปลาที่ตกเลือดแช่เกลือจะหาย เอากลับตู้ไม่กี่วันตกเลือดอีก ทั้ง ๆ ที่ปลาตัวอื่นอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบเดียวกันแต่ไม่เป็นไร รักษาด้วยการแช่เกลือแบบปกติ จนบริเวณตกเลือดหาย จึงปล่อยกลับตู้ หรืออาจจะทาด้วยครีมเป็นยากลุ่ม steroid และ antibiotic ที่ใช้รักษาอาการผิวหนังอักเสบในคน เป็นยาสูตร betamethasone และ neomycin ทาบริเวณที่ตกเลือด แล้วค่อยปล่อยลงตู้ตามปกติ ผลการรักษาพบว่าปลาที่ทายาไม่กลับมาตกเลือดอีก การป้องกันและรักษา 1. แยกปลาที่ป่วยออกมาใส่ภาชนะเลี้ยงต่างหาก และใส่หัวทรายให้อ๊อกซิเจน 2. ใช้เกลือ จำนวน 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมลงในภาชนะที่เลี้ยง แช่นาน 48 ชั่วโมง และเปลี่ยน ถ่ายน้ำจนกว่าจะหาย 3. หรือใช้ฟอร์มาลิน จำนวน 2-4 หยด ต่อน้ำ 1 ลิตร แช่นาน 48 ชั่วโมง หลังจากแช่ยาแล้วถ้าปลายัง มีอาการไม่ดีขึ้นควรเปลี่ยนน้ำแล้วพักไว้ 1 วันก่อน จากนั้นใส่ยาซ้ำอีก 1-2 ครั้ง ถ้ารักษาถูกโรค ปลาควรจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2-3 วัน
ถ้าพบว่าปลาที่เราเลี้ยงอยู่มีอาการดังกล่าวที่พูดมา เราควรป้องกันแก้ไขให้ทันถ่วงที หมั่นดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดอย่าทิ้งขว้างละเลย เพราะคิดว่าปลาของเราเป็นแผลนิดเดียว เรื่องเล็ก ๆ อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เพื่อให้ปลาของเราอยู่รอดปลอดภัย เราควรเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคที่ปะปนมากับน้ำ มีผลกระทบต่อการเป็นอยู่ของปลา จากประสบการณ์ที่พบหรือเรียนรู้ควรนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับการเลี้ยงปลาของเราให้ดีขึ้น ถ้าเราเอาใจใส่ปลาของเราอย่างใกล้ชิด ชีวิตปลาของเราก็จะยืนยาว
เอกสารอ้างอิง
FANCY FISH รอยเส้นเลือดตามส่วนต่าง ๆ . สื่อเกษตรก้าวหน้า. ประจำวันที่ 1 ตุลาคม - 14 พฤศจิกายน 2551. หน้า 78-79. http://www.extreamranchu.com/mc/scoop_detail.php?a_id=53&ag_id=3 http://www.plathongclub.com/viewtopic.php?f=24&t=88
|
 |
|