โรคที่พบในฟาร์มเลี้ยงและทำให้กุ้งตาย ฯ
21/1/2547 16:14:45, by ลิลา เรืองแป้น, ชัยวุฒิ สุดทองคง

โรคที่พบในฟาร์มเลี้ยงและทำให้กุ้งตายจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ลิลา เรืองแป้น, ชัยวุฒิ สุดทองคง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร
โรคตัวแดงจุดขาว/โรคจุดขาว ลักษณะอาการ กุ้งจะว่ายมาเกยตามขอบบ่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อัตราการกินอาหารยังปกติ ลักษณะของกุ้งที่มาเกยขอบบ่อในระยะแรกจะมีอาการตัวแดง เปลือกนิ่มบางโดยเฉพาะส่วนหัวและบริเวณสันหลังตลอดแนวลำตัวมีสีแดงก่อนส่วนอื่น ต่อมาประมาณ 3-4 วัน จะพบว่ากุ้งที่ขึ้นยอก็มีอาการตัวแดงและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ บางกรณีอาจมีจุดกระขาวเล็กๆ เกิดขึ้นด้านในของเปลือกหุ้มตัวซึ่งมักพบที่บริเวณได้เปลือกหุ้มส่วนหัว กุ้งกินอาหารน้อยลง และต่อมา 5-7 วัน จะมีอัตราการตายมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โรคตัวแดงจุดขาวมักเกิดขึ้นมากในระยะอากาศหนาวอุณหภูมิน้ำในช่วงกลางวันกับกลางคืนแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะในบ่อที่มีแพลงก์ตอนบลูมมากและประสบปัญหาแพลงก์ตอน ตายพร้อมกันในบ่อทำให้กุ้งเครียดและติดเชื้อได้ง่ายโรคนี้จะมีการระบาดมากช่วงอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงสูง คือ ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็น ช่วงอากาศหนาวเย็นในตอนเช้า และร้อนในตอนบ่าย สาเหตุ กุ้งอยู่ในภาวะเครียดเนื่องจากอุณภูมิของน้ำต่ำมากและมีความแตกต่างกันมาก ระหว่างกลางวันกับกลายคืน ( 22-23 °C) ถ้าน้ำในบ่อมีแพลงก์ตอนไดโนแฟลกเจลเลทสูงเกินความเหมาะสม และมีปริมาณแบคทีเรียบริเวณก้นบ่อสูง ทำให้กุ้งติดเชื้อได้ง่าย เชื้อที่เข้าทำลายและทำให้กุ้งตายจำนวนมาก คือ เชื้อไวรัส white spot syndrome virus (WSSV) และบางกรณีอาจมีแบคทีเรียร่วมกันทำลายสุขภาพกุ้ง ซึ่งมักพบไวรัสบริเวณต่อมลิมฟอยด์กับจุดกระขาว และมีแบคทีเรียหนาแน่นในส่วนของตับ ตับอ่อน ในเลือด และพบประปรายในจุดกระขาว การรักษาการป้องกัน ลดปริมาณอาหาร 10-20 % พร้อมทั้งปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยใช้ปูนขาว 2-5 กก./ไร่ สาดไปทั่วๆ บ่อ จากนั้นใช้คลอรีนผง 0.5-1 กก./ไร่ โรยทั่วบ่อในช่วงก่อนให้อาหาร 1 ชั่วโมงทำทุกมื้อหรือมื้อเว้นมื้อ ติดต่อกัน 3 วัน ขณะที่ทำต้องเปิดเครื่องตีน้ำตลอดเวลา ทั้งนี้เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำและฆ่าเชื้อ เกษตรกรควรจะปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงในอัตราไม่เกิน 60,000 ตัว/ไร่ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าดินฟ้าอากาศผิดปกติหรือไม่เหมาะสม บ่อที่ใช้น้ำตรงจากคูคลองควรมีการฆ่าเชื้อ โดยใช้คลอรีนหรือฟอร์มาลิน ( เหมือนการป้องกันโรคหัวเหลือง ) ถ้าใช้คลอรีนให้นำถุงใส่คลอรีนผงแขวนไว้ปากทางน้ำเข้า ข้อสำคัญต้องควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนให้มีปริมาณไม่สูงจนเกิดการตายพร้อมกันทั้งบ่อ หากจะให้ปลอดภัยควรจะเว้นการเลี้ยงในช่วงนี้
โรคหัวเหลือง ลักษณะอาการ กุ้งอ่อนแอและลอยหัวขึ้นมาตายตามขอบบ่อจำนวนมาก ภายในระยะเวลา 3-4 วันหลังจากการติดเชื้อ เมื่อตรวจดูพบว่าส่วนตับและตับอ่อนตลอดจนเหงือกกุ้งมีสีเหลืองหลังจากพบกุ้งตายแล้ว ในระยะนี้กุ้งจะไม่กินอาหารซึ่งต่างกันระยะก่อนตาย กุ้งกินอาหารค่อนข้างมาก สาเหตุ จากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งมีรูปร่างเป็นแท่ง มีขนาดเล็กกว่าเอ็มบีวี เรียกว่า ไวรัสหัวเหลืองหรือ yellow-head Baculovirus (YBV) การรักษาการป้องกัน ลดอัตราการให้อาหาร 50% ฟื้นฟู และปรับปรุงคุณภาพน้ำ ไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะใด ๆ ในบริเวณที่เกิดปัญหาบ่อยครั้งการป้องกันอาจทำได้โดยมีบ่อพักน้ำและบำบัดน้ำให้ดีก่อนนำน้ำมาใช้ในบ่อเลี้ยง และถ้ากุ้งบ่อใดเป็นโรคหัวเหลืองก่อนถ่ายน้ำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ หรือคูคลองต้องฆ่าเชื้อด้วยแคลเซียมไฮโปรคลอไรท์ความเข้มข้น8-16 กิโลกรัม/ไร่ ที่ระดับน้ำลึก 1 เมตร หรือโซเดียมไฮโปคลอไรท์ในปริมาณ 60 มล./ไร่ เพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสระบาดไปยังบ่ออื่น หรือฟาร์มอื่น การปล่อยกุ้งในอัตราที่ไม่เกิน 60,000-100,000 ตัว/ไร่ จะลดปัญหาการเกิดโรคได้มาก และเมื่อเกิดโรคก็จะจัดการได้ง่ายกว่าการปล่อยกุ้งหนาแน่นเกินไป หรือปล่อยแบบเผื่อตาย ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องและทำให้เสี่ยงต่อการตายแบบยกบ่อ นอกจากนี้ยังพบว่าบ่อเลี้ยงที่รักษาคุณภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอ และเลี้ยงกุ้งบาง ๆ แม้กุ้งจะติดเชื้อหัวเหลืองก็ยังสามารถเลี้ยงรอดไปจนถึงขนาดที่จับขายได้
โรคทอร่าซินโดรม (Taura Syndrome; TS) เชื้อก่อโรค Taura Syndrome Virus (TSV) อยู่ในกลุ่ม Picornaviridae เป็น RNA ไวรัส สามารถก่อโรคในกุ้ง Penaeid หลายชนิดของอเมริกา และก่อโรคมากที่สุดในกุ้ง Penaeus vannamei นอกจากนั้นพบใน P. stylirostris, P. Setiferus จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการสามารถทำให้เกิดโรคในลูกกุ้งระยะ PL และกุ้ง วัยรุ่นของ P. schmittii, P.aztecus, P. duorarum, P. chinensis, P. monodon และ P. japonicus การแพร่กระจาย พบครั้งแรกในแม่น้ำ Taura ประเทศ Ecuador ปี 1992 ต่อมาได้ระบาดไปยังแหล่งที่อยู่อาศัยของกุ้งในลาตินอเมริกา รวมถึงฮาวายและบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในประเทศ Columbia, Costa Rica , El Salvador , Guatemala , Ho nduras, Mexico, Nicaragua, Panama และPeruTSV ยังสร้างปัญหาให้แก่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งในฝั่งทะเล Atlantic หลายประเทศได้แก่ Brazil, Belize, Columbia, Mexico และ Venezuela รวมถึงเขตตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกาในรัฐ Florida, Carolina และ Texas ซึ่งมีผลทำให้ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งใน Florida และ Belize เสียหายอย่างราบคาบทั้ง ประเทศ สำหรับในเขตเอเชียพบในใต้หวัน และบางจังหวัดของจีนซึ่งรายงานว่าติดมาแพร่กระจายโดยการนำเข้ากุ้ง P. vannamei จากอเมริกากลาง ลักษณะอาการของโรค TS จะเกิดกับกุ้งในระยะโพสลาร์วา (PL) ของ P.vannamei ในช่วง 14-40 วัน หลังจากลูกกุ้งลงอยู่ในบ่อเลี้ยง แต่บางกรณีก็จะเกิดในกุ้งระยะโตกว่านี้ได้ ลักษณะอาการที่สังเกตได้ชัดเจนแบ่งได้ 3 ระยะ ได้แก่ 1. ระยะติดเชื้อรุนแรง เป็นระยะที่มีการติดเชื้อในเนื้อเยื่อชั้นนอกอย่างรุนแรง ทำให้กุ้งตายในปริมาณสูง 40-90% 2. ระยะการับเชื้อผ่าน เป็นระยะที่ไวรัสผ่านเข้าสู่ Lymphoid organของกุ้งที่รอดตายจากระยะแรก เป็นเวลา 2-3 วัน ถ้าเชื้อสะสมมากกุ้งจะทยอยตายไปเรื่อย ๆ 3. ระยะติดเชื้อแบบเรื้อรัง คือ กุ้งที่รอดตายจากการติดเชื้อระยะ 1 และ ผ่านระยะ 2 จนถึงระยะ 3 จะเป็นตัวเชื้อ carrier ไปสู่ตัวอื่น ๆ ทำให้เกิดการแพร่กระจายโรคได้อย่างรวดเร็ว การสังเกตลักษณะอาการภายนอก PL-กุ้งวัยรุ่น จะสังเกตเห็นชัดเจนโดยลำตัวมีสีชมภูแดง โดยเฉพาะบริเวณแพนหาง และระยางค์ขาทั้งหมดซึ่งมักถูกเรียกว่าโรคหางแดง ( red tail disease )เมื่อนำไปดูด้วยกล้องจุลทัศน์จะเห็นปลายระยางค์เริ่มมีอาการกร่อนและเน่า (ภาพ a.-b.) อาการประกอบอื่น ๆ คือ เปลือกนิ่ม ลำไส้ ไม่มีอาหารและจะตายเมื่อกุ้งลอกคราบ กุ้งป่วยที่ยังว่ายน้ำได้จะเริ่มเข้าขอบบ่อ ระยะนี้จะสังเกตเห็นนกบินโฉบ ตามบ่อที่เกิดโรค หรือบริเวณที่โรคระบาด (โดยเฉพาะกุ้งป่วยมีขนาด น้ำหนักมากกว่า 1 กรัม) ระยะที่ 2 ใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน กุ้งที่รอดตายจากระยะที่ 1 บริเวณเปลือกกุ้งจะมีจุดแผลน้ำตาลดำปรกกฎให้เห็นประปราย ( ภาพ c.-d. ) กุ้งที่มีแผลอาจจะมีเปลือกนิ่มหรือเปลือกแข็งปกติดีและอาจไม่แสดงลักษณะลำตัวสีแดงหรือหางแดง บางตัวยังกินอาหารได้ตามปกติด ซึ่งจะรอดไปถึงระยะที่ 3 ระยะที่ 3 เป็นกุ้งที่รอดตายจากระยะที่ 1 และ 2 บางตัวอาจจะมีแผลจุดดำตามเปลือก (ภาพ e.) จนกว่าจะลอกคราบและหายไปแต่ยังมีเชื้อ TSV อยู่ในตัวและกลายเป็นตัวนำโรคให้แพร่กระจายได้ การวินิจฉัยยืนยัน ตรวจด้วย RT-PC R (เป็นวิธีที่ให้บริการแล้วและใช้เวลาสั้น แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก) การป้องกันและควบคุมโรค TS 1. ใช้ลูกกุ้งที่ผลิตมาจากพ่อแม่พันธุ์ที่ผ่านการับรองว่าปลอดเชื้อและคัดเลือกพันธุ์แบบปลอดTSV เท่านั้น โดยการนำเข้าจะต้องมีเอกสารรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ 2. ตรวจสอบการมีเชื้อในลูกกุ้งโดยสุ่มตัวอย่างไปตรวจ RT-PCR ก่อนลงเลี้ยง 3. ถ้าเกิดโรคในบ่อระยะกุ้งขึ้นเกยขอบรีบคัดขึ้นมาทำลายด้วยความร้อนในหมดทุกวัน กุ้งที่เหลือเมื่อจับขายหมดบ่อ ต้องเข้มงวดในการบำบัดน้ำและดินพร้อมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ทุกชนิดในบ่อก่อนลงกุ้งรุ่นต่อไป โดยการใช้คลอรีน/แล้วตากแดดให้แห้งอย่างน้อย 3-4 วัน 4. หากมีการใช้บริการ กลุ่มรับจับกุ้งจากผู้มีฝีมือการจับ ให้บำบัดเครื่องมือเครื่องใช้ รวมถึงอุปกรณ์และบุคลากรให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อโรคติดค้างอยู่ก่อนที่จะนำลงไปในบ่อ 5. ในกรณีที่ไม่มีบ่อพักน้ำ การนำน้ำจากคูคลองธรรมชาติเข้าบ่อโดยตรงให้สังเกตและสอบถามบ่อข้างเคียงหรือบ่อที่อยู่ต้นน้ำว่ามีการเกิดโรคหรือไม่ เมื่อปลอดภัยดีแล้วจึงนำน้ำเข้าบ่อได้ และควรกรองน้ำที่จะเข้าบ่อด้วย 6. ลงลูกกุ้งด้วยความหนาแน่นที่เหมาะสมกับศักยภาพของบ่อและเครื่องมืออุปกรณ์ มีการดูแลจัดการที่ดีตลอดระยะการเลี้ยง 7. เมื่อสงสัยว่ากุ้งในบ่อเป็นโรคให้รีบแจ้งศูนย์ฯ, สถานีฯ, ประมงจังหวัด หรือหน่วยประมงเคลื่อนที่ที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้ทราบโดยเร็ว เพื่อการช่วยเหลือด้านวิชาการ และป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส TS
วิธีการสังเกตอาการผิดปกติของกุ้งป่วยที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อโรค ในระหว่างการตรวจสอบปริมาณอาหารในยอควรตรวจดูลักษณะหรืออาการผิดปกติของกุ้งในยอควบคู่กันไปด้วย ซึ่งอาจสังเกตได้จาก 1. ผิดตัว กุ้งที่เริ่มป่วยหรือกำลังป่วยผิวตัวหรือเปลือกอาจมีสีเข้มหรือซีดกว่าปกติ ผิวด้าน ไม่มันเงามีรอยสึกกร่อนหรือมีสิ่งแปลกปลอมเป็นคราบสกปรกเกาะตามเปลือกเป็นหย่อม ๆ หรือตลอดลำตัว มีจุดหรือดวงขาวประปรายตามเปลือกคลุมลำตัวและส่วนหัว 2. แพนหาง กุ้งที่อ่อนแอแพนหางจะหุบลงไม่คลี่แผ่ออกเหมือนกุ้งปกติทั่วไป เมื่อบีบบริเวณโคนหางเบา ๆ แพนหางจะกางออกเล็กน้อยเท่านั้น หางอาจมีการบวมน้ำ สึกกร่อนและดำคล้ำหรือแดงผิดปกติ 3. ลำไส้ กุ้งเริ่มป่วยจะกินอาหารน้อยลง และเมื่อป่วยมากจะไม่กินอาหาร สังเกตได้ว่าในลำไส้ของกุ้งป่วยมีอาหารไม่เต็มหรือไม่มีอาหารเลย หรือมีแต่น้ำใส ๆ หรือขี้ขาวผิดปกติ 4. เหงือก ความผิดปกติของเหงือกอาจสังเกตได้จากสีของเหวือกที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นสีต่างๆ เช่นสีเหลือง ส้ม น้ำตาล แดงหรือดำ หรือมีลักษณะกร่อนเน่าเปื่อยหรือบวมน้ำ เป็นต้น 5. ระยางค์ ตามระยางค์ต่าง ๆ เช่น ขาว่ายน้ำ ขาเดิน กรี และแพนหางให้สังเกตว่ามีรอยฉีกขาด รอยสึกกร่อน หรือมีคราบสกปรกจับตามระยางค์หรือไม่ 6. ตับและตับอ่อน อาจสังเกตได้จากการมองทะลุเปลือกหุ้มส่วนหัว หรือเปิดเปลือกห้มส่วนหัวออกแล้วดูว่าสีและขนาดของตับและตับอ่อนผิดปกติไปหรือไม่ ตับและตับอ่อนของกุ้งป่วยอาจมีลักษณะลีบเล็กสีคล้ำลง หรือบวมและมีสีซีดกว่าปกติ หรือมีสีเหลืองเห็นได้ชัดเจน 7. กุ้งที่ติดเชื้อแบคทีเรียจะทยอยตายไปเรื่อย ๆ ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้จัดการสภาพแวดล้อมในบ่อให้ดีขึ้น กุ้งจะเพิ่มอัตราการตายมากขึ้น เมื่อจัดการคุณภาพน้ำดีขึ้นแล้ว กุ้งอาจจะหายป่วยได้ หากยังมีอาการไม่ดีและจำเป็นใช้ยาปฏิชีวนะให้ใช้ยาที่อนุญาต และศึกษาวิธีการใช้อย่างเคร่งครัด 8. กุ้งที่ติดเชื้อไวรัส เมื่อปรากฎอาการให้เห็นชัดเจนแล้ว จะมีอัตราการตายสูงอย่างรวดเร็ว ภายใน 3-5 วัน สำหรับกุ้งมีภูมิต้านทานดีอาจจะชะลออัตราการตายออกไปถึง 2 สัปดาห์ การจัดการคุณภาพน้ำและดินจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หากไม่มีโรคแทรกซ้อน หากเลยระยะนี้ 2 สัปดาห์ไปแล้ว แสดงว่า การจัดการได้ผลและกุ้งมีภูมิต้านทานเชื้อโรคได้ แต่อาจจะยังมีเชื้อไวรัสแฝงอยู่ในตัวกุ้งให้ควบคุมการแพร่กระจายโรคในระหว่างการถ่ายเทน้ำและการจับกุ้งตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
โรคระบาด (Epizootic) หมายถึง โรคระบาดกับสัตว์ในเวลาเดียวกัน การติดโรคเป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็วมากเมื่อเกิดปัญหาสัตว์น้ำตาย ควรทำอย่างไร 1. จดบันทึกข้อมูลเบื้องต้นให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น ลักษณะและปริมาณของสัตว์น้ำที่ตาย, สีน้ำ, สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่สังเกตได้ เช่น ฝนตก อากาศปิดเป็นต้นรวมทั้งประวัติการเลี้ยง 2. เก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาสาเหตุของการตาย 2.1 เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจคุณสมบัติน้ำ เก็บน้ำในแนวให้อาหาร ห่างจากขอบบ่อ 3-5 เมตร ระดับพื้นก้นบ่อ บันทึกข้อมูลการเก็บให้ละเอียดด้วยดินสอบ ทุกตัวอย่าง เช่น เลขที่ บ่อ ตำแหน่งที่เก็บ เวลาที่เก็บ เก็บตัวอย่างน้ำในที่ทึบแสง จนกว่าจะวิเคราะห์ปัจจัยที่ควรวัดหรือวิเคราะห์ 1. * Dissolved oxygen 2. * pH 3. * Temperature 4. NH3 เก็บน้ำก้นบ่อ ปิดฝาสนิท แช่น้ำแข็ง 5. NO2 เก็บน้ำก้นบ่อ ปิดฝาสนิท แช่น้ำแข็ง 6. Salinity 7. Alaklinity * ควรกระทำที่จุดเก็บตัวอย่างน้ำทันที 2.2 เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจสารพิษปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก, ยาฆ่าแมลง ฯลฯ ตักน้ำใส่ถุงพลาสติก ประมาณ 30 ลิตร แช่น้ำแข็งในลังโฟม รีบนำส่งห้องปฏิบัติการ 2.3 เก็บตัวอย่างน้ำประมาณ 1 ลิตร ใส่ขวดสะอาด รีบนำส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจแพลงก์ตอน 2.4 เก็บตัวอย่างดินในบ่อที่เกิดโรคระบาด เพื่อตรวจคุณสมบัติดินและสารปนเปื้อนต่างๆ เช่นโลหะหนัก,ยาฆ่าแมลง ฯลฯ เก็บดินประมาณ 3 กิโลกรัมบริเวณผิวหน้าดินแช่น้ำแข็งในลังโฟม รีบน้ำส่งห้องปฏิบัติการ 2.5 เก็บตัวอย่างสัตว์น้ำเพื่อตรวจวินิจฉัยโรค - ตัวอย่างสัตว์น้ำที่ตายใหม่ ๆ ใส่ถุงพลาสติก แช่น้ำแข็ง หรือ แช่ -20OC รีบนำส่งห้องตรวจโรค - ตัวป่วย แต่ยังไม่ตาย - ดองใด Ethyl Alcohol 95% เพื่อตรวจเชื้อไวรัสด้วย เทคนิค PCR - ดองในน้ำยา Davidson หรือ Buffered Neutral Formalin เพื่อตรวจพยาธิสภาพ -ใส่ถุงพลาสติก แช่น้ำแข็ง รีบนำส่งห้องตรวจโรค - ถ้าสามารถนำส่งห้องตรวจ ในขณะที่สัตว์น้ำยังไม่ตายจะดีที่สุด - ตัวปกติ ดองใน Ethyl Alcohol 95%, Davidson หรือ Buffered Newtral formalin และนำตัวมีชีวิตส่งห้องปฏิบัติการ - ลูกกุ้งในโรงเพาะฟัก ควรสุ่มตัวอย่างให้มากพอ กุ้ง 1 แสนตัวควรเก็บอย่างน้อย 150 ตัว โดยช้อนลูกกุ้ง จุดละ 1,000 ตัว 5 จุด รวมกันในกะละมังกวนให้น้ำวนเอาตัวอ่อนแอ ตรงกลางมา 150 ตัว ดองใน Ethyl Alcohol 95% อีกส่วนหนึ่งใส่ถุงอัดออกซิเจนรีบนำส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจวินิจฉัยโรค - แม่กุ้งตรวจเชื้อไวรัสโดยตัดปลายขาว่ายน้ำ ด้วยกรรไกรสะอาด ดองใน 95% ethyl alcohol
Davidson Fixative 95% Ethanol 330 ml Formalin 220 ml Glacial Acetic (AR grade) 115 ml Tap Water 335 ml
ผสมเสร็จใหม่ ๆ ใช้ Syring ดูดน้ำยา ฉีดเข้าไปในส่วนหัว ช่องท้อง ตา เพื่อให้น้ำยาซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ทั่วถึง และใช้มีดผ่าตัดกรีดเนื้อเยื่อให้เป็นรอยลึกประมาณ1ซม.เป็นช่วง ๆ ปริมาณ น้ำยาที่ดองสัตว์น้ำควรมากพอควร (10 เท่าของตัวอย่างสัตว์น้ำ ) ดองไว้ 2 วัน แล้วย้ายไปใส่ใน 70% ethanol
Buffered Neutral Formalin 37-40 % Formaldehyde 100 ml Sodium Phosphate monobasic (NaH2Po42H2O) 4 g Sodium Phosphate dibasic (Na2HPO4) anhydrous 6.5 g Water 900 ml
ฉีดน้ำยาเข้าไปในส่วนหัว ช่องท้อง ตาให้มากพอควร และใช้มีดผ่าตัดกรีดเนื้อเยื่อให้เป็นรอยลึกประมาณ 1 ซม. เป็นช่วง ๆ เพื่อให้น้ำยาซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อได้อย่างทั่วถึง ใช้น้ำยาอย่างน้อย 10 เท่าของตัวอย่าง เก็บไว้ได้หลายวันโดยไม่ต้องย้ายน้ำยา หรือดองไว้ 24 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนน้ำยาใหม่อีกครั้งหนึ่งก็ได้
โรคติดเชื้อแบคทีเรีย โรคติดเชื้อแบคทีเรียในสัตว์น้ำ มักไม่เป็นโรคที่ก่อให้เกิดการตายอย่างฉับพลัน ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุโน้มนำก่อน เช่น คุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสม สภาพแวดล้อมไม่ดี เช่นฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน อากาศเย็น สัตว์น้ำไม่กินอาหาร หรือกินน้อยลง ลอกคราบแล้วหมกเลน อ่อนแอลง แล้วเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียทีหลัง ลักษณะของสัตว์น้ำที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ที่พอสังเกตได้ปลา ตาขุ่น ท้องบวมน้ำ มีการตกเลือดเป็นจุดเล็กๆตามผิวตัว ใต้ท้อง ครีบตกเลือด ครีบกร่อนเปื่อย ผิวตัวเป็นแผลเปื่อยหลุมลึก กุ้งไม่กินอาหาร กระเพาะและลำไส้ว่าง ตัวเป็นแผลดำ หนวดกุด หางกุด ตับสีซีดจางถ้าป่วยเรื้อรัง ตับมีขนาดลีบเล็กลง อาจมีก้อนแข็งๆอยู่ในตับ
ตำรับยาต้านจุลชีพที่ประกาศให้ใช้กับสัตว์น้ำ 1. Oxytetracycline HCL 20 gm/100 gm ใช้ 15 g/อาหาร 1 กิโลกรัม 2. Oxytetracycline HCL 20 gm/100 g 3. Sulfadimethoxine 25 gm+Ormethoprim 5 g/100 gm (5:1) 4. Sulfadimethoxine 25 gm+trimethoprim 5 g/100 gm (5:1) 5. Enrofloxacin 10 gm/100 ml 6. Enrofloxacin 20 gm/100 ml 7. Enrofloxacin HCL equivalent to Enrofloxacin 20 gm/100gm 8. Enrofloxacin HCL equivalent to Enrofloxacin 10 gm/100 gm ใช้ยาให้ถูกช่วงเวลา และงดยาก่อนจับสัตว์น้ำอย่างน้อย 1 เดือน
ยาต้านจุลชีพต้องห้าม 1. ยากลุ่มไนโตรฟูรานส์ 2. ยาคลอแรมเฟนนิคอล 3. ยานอร์ฟล็อกซาซิน
อันตรายจากการใช้สารต้านจุลชีพที่ไม่ถูกต้อง 1. ร่างกายชินต่อการใช้สารต้านจุลชีพ ทำให้การรักษาโรคในเวลาต่อมาไม่ได้ผล 2. เชื้อจุลินทรีย์บางชนิด เช่น ซาลโมเนลลา จะดื้อยาและยากในการรักษาถ้า Contaminate ในคน 3. ยาบางอย่าง เป็น Carcinogen ในคน เช่น ยากลุ่มไนโตรฟูรานส์ 4. ยาบางอย่างเป็นสาเหตุให้เกิดโรคโลหิตจางในคน เช่นยาคลอแรมเฟนนิคอล 5. ทำลายสิ่งแวดล้อม
ปัญหาคุณภาพน้ำ แนวทางแก้ไขปัญหา 1. ออกซิเจนละลายในน้ำ เปลี่ยนถ่ายน้ำ, ตีน้ำเพิ่มขึ้น 2. แก๊สพิษ เช่น แอมโมเนีย, ไนไตรท์, ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เหมือนข้อ 1 3. พีเอชต่ำ, อัลคาไลนิตี้ต่ำ ใส่ปูนเพิ่มพีเอช, อัลคาไลนิตี้ 4. สนิมเหล็ก โรยปูนขอบบ่อ, ใส่ปูนในน้ำ (โดยเฉพาะฤดูฝนมักพบปัญหานี้มาก) 5. แพลงก์ตอนมากเกินไปหรือแพลงก์ตอนพิษ เหมือนข้อ 1
มาตรฐานน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อวันที่ 17/11/43
พารามิเตอร์ หน่วย เกณฑ์มาตรฐานสูงสุด วิธีการวัด
1. ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) 6.5-9.0 เครื่อง pH-meter แบบelectrometric electrometric 2. บีโอดี (Biological Oxygen Demand) มก./ล. 20 วิธีazide modification ที่ 20°C 5 วันโดยใช้ syantheticseawater 3. สารแขวนลอย (suspended solid) มก./ล. 70 กรองผ่านแผ่นกรองใยแก้วขนาดตากรอง 1.2 ไมโครเมตร 4. แอมโมเนีย (NH3-N) มก.ไนโตรเจน/ล. 1.1 วิธี modified idophenol blue 5. ฟอสฟอรัสรวม (total phosphorus) มก.ฟอสฟอรัส/ล. 0.4 วิธี ascorbic acid 6. ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) มก./ล. 0.01 methylene blue 7. ไนโตรเจนรวม (total nitrogen) คือ มก.ไนโตรเจน/ล. 4 ผลรวมของ ก) ไนโตรเจนละลาย (total disslved nitrogen) ก) วิธี persulfate digestion ข) ไนโตรเจนแขวนลอย ข) สารแขวนลอยบนแผ่นกรองใยแก้วขนาดตากรอง 0.7 (total particulate nitrogen) ไมโครเมตรและวิเคราะห์ด้วย nitrogen analyzer
นิยาม/ความหมาย น้ำทิ้ง หมายความว่า น้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจนเป็นไปตามมาตรฐานน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง หมายความว่า พื้นที่ที่ปรับให้ขังน้ำได้โดยวิธีต่าง ๆ เพื่อการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มหรือสัตว์น้ำกร่อยในบริเวณนอกแนวป้องกันน้ำเค็ม หรือ ในแนวเขตพัฒนาที่ดินชายทะเลของกรมพัฒนาที่ดิน การบำบัดน้ำเสีย หมายความว่า กระบวนการทำหรือปรับปรุงน้ำเสียเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง แต่ทั้งนี้ ห้ามทำให้เจือจาง (dilution) วิธีการเก็บตัวอย่างและจุดเก็บตัวอย่าง กำหนดให้เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษเก็บตัวอย่างน้ำแบบจ้วง (grab sampling) ณ จุดที่ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกพื้นที่เพาะเลี้ยง

|
 |
|