กลุ่มยาคลอแรมเฟนนิคอล |
สุกัญดา ไมตรีแก้ว ผู้รวบรวม |
คลอแรมเฟนนิคอล เป็นยาปฏิชีวนะที่แยกได้จากเชื้อ Stroptomyces Venezuelae ในปี พ.ศ. 2490 ยาที่แยกได้พบว่ามีฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียพวกแกรมลบหลายชนิดรวมทั้งพวก ริคเกทเซียด้วย ยาที่แยกได้ในขณะนั้นมีชื่อเรียกว่า คลอโรมัยซิติน ในปัจจุบันยาคลอแรมเฟนนิคอลที่ขายอยู่ในท้องตลาดเป็นยาที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีทั้งสิ้น
คุณสมบัติทางเคมี ยาคลอแรมเฟนนิคอลที่ผลิตได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีนั้น มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวที่มีความทนทานต่อความร้อนสูงและมีรสขม เป็นสารประกอบที่เกิดจากการรวมตัวระหว่างกรดไดคลออะซิติคและไนโตรเบนซิน ละลายได้ในน้ำ โพรพิลินกลัยคอลและอะเซทตะมีด มีความคงทนต่อความร้อนและคงทนต่อกรดและด่างสูง ยาที่ให้กินมักอยู่ในรูปของคลอแรมเฟนนิคอลโซเดียมซัคซิเนท
กลไกในการออกฤทธิ์ ยาคลอแรมเฟนนิคอล ออกฤทธิ์โดยไปขัดขวางกระบวนการสร้างโปรตีนของแบคทีเรีย ตัวยาจะไปรวมตัวกับส่วน "50S" ซับยูนิตของไรโบโซมของแบคทีเรียอย่างถาวรและไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เปปติทรานส์เฟอเรส ทำให้การสร้างสายเปปไทด์ใหม่ในกระบวนการสร้างโปรตีนถูกขัดขวางไปด้วย มีผลทำให้การสร้างโปรตีนของแบคทีเรียหยุดลงทันที
อันตรายและฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ ความนิยมในการใช้คลอแรมเฟนนิคอลในทางการแพทย์ลดน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อมีรายงานการศึกษาพบว่าเชื้อเกิดดื้อต่อยาคลอแรมเฟนนิคอลอย่างรวดเร็วหลังจากที่มีการใช้ยาไปสักระยะหนึ่ง นอกจากนี้ยังพบว่าถ้าหากใช้ยาคลอแรมเฟนนิคอลเป็นเวลานานต่อเนื่องกันหรือใช้ในขนาดสูง ๆ จะมีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดทำให้เกิดอาการโลหิตจางอย่างถาวร ทำให้มีการห้ามใช้ยาคลอแรมเฟนนิคอลในสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เนื่องจากยาอาจตกค้างในเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากสัตว์หลังจากที่มีการใช้ยาคลอแรมเฟนนิคอล ซึ่งมีผลต่อผู้บริโภคเนื้อสัตว์โดยตรง ต่อมามีรายงานพบว่าเชื้อที่ดื้อยาคลอแรมเฟนนิคอลในสัตว์อาจถ่ายทอดการดื้อยาไปสู่เชื้อในคนได้ในประเทศอังกฤษ ดังนั้นจึงมีการห้ามใช้ยาคลอแรมเฟนนิคอลในสัตว์ในหลาย ๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทย
|
ฟอร์มาลิน |
สุกัญดา ไมตรีแก้ว ผู้รวบรวม |
|
ฟอร์มาลินเป็นสารละลายที่ประกอบด้วย ฟอร์มาดีไฮด์ 37-40 เปอร์เซ็นต์ ในการใช้ถือว่าเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ในธุรกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำ มีสูตรทางเคมีคือ CH2O ซึ่งปกติจะมีเมธานอลผสมอยู่ประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอร์มาลินเปลี่ยนรูปเป็นพาราฟอร์มาดีไฮด์ซึ่งเป็นพิษมากกว่าฟอร์มาลินมาก ลักษณะ โดยทั่วไปของฟอร์มาลิน คือ เป็นสารละลายใส มีกลิ่นฉุน เป็นสารรีดิวซ์รุนแรง เมื่อสัมผัสกับอากาศจะถูกออกซิไดส์ช้า ๆ ไปเป็นกรดฟอร์มิก มีค่า pH ประมาณ 2.8-4.0 สามารถรวมตัวได้กับน้ำ แอลกอฮอล์ แต่ฟอร์มาลินไม่สามารถใช้ร่วมกับสารดังต่อไปนี้ คือ ด่างทับทิม ไอโอดีน และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ถ้าเป็นฟอร์มาลินที่เก็บไว้นานหรือเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 40 องศาฟาเรนไฮด์ ( 4.4 องศาเซลเซียส ) ฟอร์มาลินจะเปลี่ยนรูปไปเป็น พาราฟอร์มาดีไฮด์ ซึ่งมีลักษณะเป็นตะกอนสีขาวจึงไม่ควรนำไปใช้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ฟอร์มาลินมีผลไปลดปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำได้โดยตรง โดยการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นดึงออกจากน้ำแล้วเปลี่ยนเป็นกรดฟอร์มิก ทำให้ pH ลดลง ซึ่งฟอร์มาลินที่ระดับความเข้มสูงๆ สามารถลดปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำลงได้มากกว่าที่ระดับความเข้มข้นต่ำ นอกจากนี้ฟอร์มาลินยังมีผลไปลดปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำได้ทางอ้อม โดยการฆ่าแพลงก์ตอนพืชบางส่วนทำให้การผลิตออกซิเจนโดยการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชลดลง ในขณะเดียวกันมีการใช้ออกซิเจนเพื่อย่อยสลายแพลงก์ตอน โดยจุลินทรีย์ จึงมีผลทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำลดลงได้มากกว่าปกติ
หลังจากการใช้ฟอร์มาสินจะพบว่าปริมาณแอมโมเนียจะลดลง เนื่องจากแอมโมเนียในน้ำสามารถรวมตัวกับฟอร์มาลินกลายเป็นสารประกอบที่เรียกว่า methylenetetramine จึงทำให้ปริมาณแอมโมเนียในน้ำลดลง การสลายตัวของฟอร์มาลินขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำและการใช้เครื่องให้อากาศถ้าอุณหภูมิสูงและมีการใช้เครื่องให้อากาศฟอร์มาลินจะ มีการสลายตัวเร็ว ฟอร์มาลินในระดับ ความเข้มข้น 25 ppm. ( 50 ลิตรต่อไร่ ที่ระดับความลึก 1.20 เมตร ) จะสลายตัวหมดภายในเวลาไม่เกิน 36 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิน้ำ 27-30 องศาเซลเซียส ในปัจจุบันมีการใช้ฟอร์มาลินกันอย่างแพร่หลายในการป้องกันโรคดวงขาว (ตัวแดงดวงขาว ) ในปริมาณ 50 ลิตรต่อไร่ ที่ระดับความลึก 1.20 เมตร ( 25-30 ppm. ) นอกจากฟอร์มาลินมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคดวงขาว ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันโปรโตซัวจำพวก ซูโอแทมเนียม ( Zoothamnium ) รวมทั้งป้องกันและรักษาโรคเรืองแสงที่เกิดจากเชื้อ วิบริโอ ( Vibrio ) โดยใช้ฟอร์มาลินเข้มข้น 25-30 ppm. แช่ตลอด
การรักษาโรคปลาด้วยฟอร์มาลิน 1. โรคที่เกิดจากพยาธิจำพวกเซลล์เดียว ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าปลาของท่านป่วยด้วยโรคที่เกิดจากพยาธิพวกนี้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ นำตัว อย่างปลาที่สงสัยว่าป่วยมาให้นักวิชาการทางด้านโรคสัตว์น้ำตรวจ หรือถ้ายังไม่สามารถมาได้ก็อาจจะสังเกตุจากอาการของปลาที่ป่วยว่า มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใดเหล่านี้ หรือไม่ จุดขาวตามลำตัว แผลตกเลือดขนาดเล็กเท่าปลายเข็มกระจายทั่วไป เหงือกซีดมาก ครีบกร่อน ลอยหัวอยู่ตามผิวน้ำ ปากหรือหนวดเปื่อย เป็นต้น ถ้าปรากฏว่าปลาของท่านมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ก็อาจจะพอสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าปลาของท่านเป็นโรคเนื่องจากพยาธิจำพวกเซลล์เดียว ท่านก็ควรใช้ฟอร์มาลินรักษาปลาของท่านโดยใช้ในอัตราความเข้มข้น 25 ppm. ซึ่งหมายความว่า ถ้าบ่อปลาหรือตู้ปลาของท่านมีน้ำอยู่ 1 คิวบิกเมตร หรือ 1 ตัน หรือ 1000 ลิตร ก็ใช้ฟอร์มาลิน 25 ซีซีตัวอย่าง การคำนวณปริมาตรน้ำ ในบ่อสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 1.5 เมตร ยาว 2 เมตร ระดับน้ำลึก 0.5 เมตร สูตร ปริมาตรน้ำ = กว้าง ด ยาว ด ความลึกของน้ำ ( หน่วยวัดเป็นเมตร ) = 1.5 ด 2 ด 0.5 = 1.5 ลบ. ม. ( หรือ 1.5 คิว ) ดังนั้นในบ่อนี้จะใช้ฟอร์มาลิน = 1.5 ด 25 ซีซี ( ปริมาตรของน้ำ ด จำนวน ppm ) = 37.5 ซีซี 2. ใช้ฟอร์มาลินกำจัดพยาธิปลิงใส พยาธิปลิงใสนี้มีขนาดใหญ่กว่าโปรโตซัว มักจะเกาะตามผิวตัว และที่เหงือกปลาดุก ปลา ช่อน ตลอดจนปลาสวยงานก็พบมากเช่นกัน ปลิงใสบางชนิดที่มีขนาดใหญ่ถ้าพบเป็นจำนวนมากสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ลักษณะเป็นเส้นคล้ายขนสีขาวสั้น ๆ ปลิงใสนี้ก่อให้เกิดปัญหามากเช่นกันในการอนุบาลลูกปลา กำจัดได้โดยการใช้ฟอร์มาลิน 45 ppm. ( หรือ 45 ซีซี ต่อน้ำ 1 คิว ) แช่นาน 2-3 วัน และควรแช่ซ้ำอีกถ้ายังไม่หายป่วย
การป้องกันโรคปลาด้วยฟอร์มาลิน 1. ควรจะฆ่าเชื้อพยาธิภายนอกขณะที่ลูกปลาอยู่ในบ่ออนุบาล โดยใช้ฟอร์มาลินประมาณ 45 ppm. ( หรือ ฟอร์มาลิน 45 ซีซี ต่อน้ำในบ่อ 1 คิว ) แช่ลูกปลาในช่วง 2-3 วัน ก่อนจับขาย 2. ถ้าช่วง 3-5 วัน หลังจากที่ปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงแล้วพบปลามีอาการลอยหัว ให้สาดฟอร์มาลิน 45 ppm. ลงในบ่อเลี้ยง หรือจะใช้ฟอร์มาลิน 25 ppm. ร่วมกับดิพเทอร์เร็กซ์ 0.25 ppm. ก็ได้ แช่ปลาไว้ตลอด โดยไม่จำเป็นต้องถ่ายน้ำในช่วง 2 สัปดาห์ที่ใส่ยาฆ่าเชื้อ
ข้อควรระวังในการใช้ฟอร์มาลิน 1. การสาดฟอร์มาลินลงในบ่อให้ยืนอยู่เหนือลม ใช้ผ้าปิดจมูกป้องกันการสูดดม และไอของฟอร์มาลินเข้าตา 2. ในบ่อปลาที่เขียวจัด จะต้องระมัดระวังการใช้ฟอร์มาลินเป็นพิเศษ เพราะฟอร์มาลินนอกจากจะลดปริมาณออกซิเจนในน้ำโดยตรงแล้วยังทำให้แพลงก์ตอนบางส่วนตาย ทำให้เกิดการเน่าเสีย 3. ของน้ำ ซึ่งจะทำให้ปลาเกิดอาการขาดออกซิเจนได้ ดังนั้นการใช้ฟอร์มาลินควรใช้ในเวลาที่มีแดดจัด 4. ถ้าใช้ฟอร์มาลินในบ่อปูน ก็ควรจะเปิดแอร์ปั๊มเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับน้ำ เพราะฟอร์มาลินจะทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง 5. อัตราการใช้ฟอร์มาลิน 25-45 ppm. นี้ จะสลายตัวหมดภายในเวลา 1-2 วัน ถ้าใช้ในวันที่แดดจัดฟอร์มาลินก็จะสลายตัวได้เร็ว ฉะนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องฟอร์มาลินตกค้างหลังการใช้ 6. ควรเก็บฟอร์มาลินไว้ในบริเวณที่ไม่ถูกแสงแดดและเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอร์มาลินเสีย และวิธีที่จะดูว่า ฟอร์มาลินที่เรามีอยู่ยังใช้ได้หรือเปล่าก็โดยดูที่ก้นภาชนะที่ใส่ฟอร์มาลิน ถ้ามีตะกอนขาว ๆ ( บางครั้งอาจเป็นสีแดงคล้ายสนิม ) ตกอยู่ก็หมายความว่า ฟอร์มาลินนั้นเสียแล้วไม่ควรนำมาใช้ เพราะอาจเป็นพิษต่อปลาอย่างมาก
หมายเหตุ ฟอร์มาลินได้รับอนุญาตจากการองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในสัตว์น้ำที่นำมาเป็นอาหารแก่มนุษย์และมีการใช้ฟอร์มาลินอย่างแพร่หลายทั่วโลกในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อนุญาตให้ใช้ฟอร์มาลินในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้
|
กลุ่มยาควิโนโลน |
เอกสารเผยแพร่ ยูนิตี้ เทคโนโปรดักส์ |
คุณสมบัติ
เป็นกลุ่มยาต้านจุลชีพที่ไม่ได้แยกจากเชื้อรา แต่ได้มาจากการสังเคราะห์ยาตัวแรกในกลุ่มนี้คือ นาลิดิซิค แอซิด ซึ่งออกฤทธิ์ดีต่อเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบมากกว่าแกรมบวก ไม่มีฤทธิ์ต่อเชื้อ Pseudomonas aeruginosa ต่อมาคือไพโรมิดิค แอซิด , ออกโซลินิค แอซิด และฟลูมิควิน ยากลุ่มควิโนโลนออกฤทธิ์เป็นแบคทีริโอซัยคอลทำลายเชื้อโดยเฉพาะกลุ่มแบคทีเรียแกรมลบเป็นส่วนใหญ่ ขอบเขตในการใช้ค่อนข้างจำกัด เพราะยาเหล่านี้ให้โดยการกินเท่านั้น ไม่สามารถใช้ฉีดได้ แนะนำสำหรับโรคติดเชื้อในระบบขับถ่ายและระบบทางเดินอาหารเท่านั้น และเนื่องจากการใช้ยาควิโนโลนรุ่นแรกๆ พบเชื้อดื้อยาง่าย นอกจากนี้การที่นาลิดิซิค แอซิด มีปัญหาด้านการละลายน้ำและมีความเป็นพิษต่อเซลล์สัตว์น้ำค่อนข้างมาก อีกทั้งตัวยาอ๊อกโซลินิค แอซิด มักพบว่ามีการตกค้างในเนื้อกุ้ง ทำให้มีปัญหาเรื่องการส่งออกผลิตภัณฑ์การแช่แข็ง จึงทำให้มีการพัฒนายากลุ่มฟลูออไรควิโนโลนขึ้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายแบคทีเรียให้กว้างขวางขึ้น ตัวอย่างยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา เช่น ยานอร์ฟล๊อกซาซิน , เอ็นโรฟล๊อกซาซิน , พีฟล๊อกซาซิน , ไซโปรฟล๊อกซาซิน ฯลฯ
นอร์ฟล๊อกซาซิน (Norfloxacin) ตัวยานอร์ฟล๊อกซาซินมีการพัฒนาจากกลุ่มควิโนโลน (Nalidixic acid) โดยการเพิ่มฟลูออรีน(F) และเพิ่ม Piperazine ring ทำให้ประสิทธิภาพของนอร์ฟล๊อกซาซินสามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้กว้างขึ้น ทั้งแกรมลบและแกรมบวกซึ่งจากเดิมที่ Nalidixic acid มีฤทธิ์จำกัดเพียงแบคทีเรียแกรมลบเท่านั้น นอกจากนี้การเพิ่ม Piperazine ring ทำให้สามารถออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียที่เป็นพิษ เช่น ซูโดโมแนส และวิบริโอ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้นอร์ฟล๊อกซาซินยังเป็นยาที่กระจายตัวไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่างๆได้ดี สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยถือได้ว่า ยานอร์ฟล๊อกซาซินเป็นยาตัวแรกๆในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลนที่นำมาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อในสัตว์น้ำและใช้แก้ปัญหาในพื้นที่ที่มีคนพบการดื้อยา ซึ่งปัจจุบันนอร์ฟล๊อกซาซินก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ทั้งในการป้องกันและรักษาโรคกุ้ง ปลา และตะพาบน้ำ
เอ็นโรฟล๊อกซาซิน (Enrofloxacin) เอ็นโรฟล๊อกซาซินเป็นยาที่มีการดูดซับดี หลังจากผสมให้สัตว์กิน จากสูตรโครงสร้างมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ให้กว้างขึ้นทั้งต่อเชื้อแกรมบวกและแกรมลบ นอกจากจะมีการเติม Piperazine ring แล้วยังมีการเพิ่มหมู่เอทธิล(ethyl) เข้าที่ Piperazine ring ทำให้ยาเอ็นโรฟล๊อกซาซินมีคุณสมบัติเป็น lipophilic มากขึ้น คือ สามารถละลายได้ดีในไขมันของร่างกาย ยาจะสามารถเคลื่อนตัวผ่านชั้น lipoprotein ของ Cell Membranes ได้ง่ายและรวดเร็วจากนั้นตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ
พีฟล๊อกซาซิน (Pefloxacin) จากสูตรโครงสร้างของพีฟล๊อกซาซินได้มีการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ให้กว้างต่อเชื้อทั้งแกรมบวกและลบโดยการเติมฟลูออรีน(F) และยังเพิ่มหมู่เมทธิล(Methyl) เข้าใน Piperazine ring ของ quinolone nucleaus ทำให้พีฟล๊อกซาซินมีคุณสมบัติเป็น lipophilic มากขึ้นคือ เพิ่มการละลายในไขมันช่วยให้ยากระจายสู่เนื้อเยื่อสัตว์น้ำได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยาจะคงฤทธิ์อยู่ในร่างกายสัตว์น้ำได้นานจึงอาจไม่จำเป็นที่จะต้องให้ยาทุกมื้อ เมื่อผ่านเมทาบอลิซึมของร่างกาย บางส่วนของยาจะถูกเปลี่ยนไปเป็นยานอร์ฟล๊อกซาซิน ดังนั้นพีฟล๊อกซาซินจึงจัดเป็นยาที่เหมาะสมในการรักษาโรคติดเชื้อในระบบร่างกายของสัตว์น้ำชนิดที่มีอาการเรื้อรังเนื่องจากตัวยาสามารถออกฤทธิ์ในร่างกายสัตว์น้ำได้นานและสามารถแพร่กระจายได้ดี
ไซโปรฟล๊อกซาซิน (Ciprofloxacin) ตัวยาไซโปรฟล๊อกซาซินเป็นตัวยาที่พัฒนาใหม่ล่าสุดในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลนมีการพัฒนาสูตรโครงสร้าง โดยการเพิ่มฟลูออรีน(F) และ Piperazine ring ตามลำดับ แต่จะมีการปรับ Side Chain เป็นวง Cyclopropyl ring ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อแบคทีเรีย คือ นอกจากจะออกฤทธิ์ได้ดีกับแบคทีเรียแกรมบวกและลบแล้ว ยังออกฤทธิ์ได้ดีกับเชื้อมัยโคพลาสม่า, คลามายเดีย และ ริกเก็ตเซีย อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมของยาในร่างกายสัตว์น้ำด้วย ตัวยาจะกระจายดูดซึมได้มากทำให้สัตว์น้ำได้รับยาเต็มที่ จึงนิยมใช้ยาไซโปรฟล๊อกซาซินในกรณีรักษาโรคติดเชื้อภายในระบบร่างกายของสัตว์น้ำต่างๆ เช่น โรคเรืองแสง , โรคตับผิดปกติ ติดเชื้อวิบริโอที่ตับและตับอ่อน และยังใช้ในการป้องกันโรคหัวเหลือง, ตัวแดงดวงขาว ฯลฯ อีกทั้งยังไม่มีรายงานว่ามีการดื้อยาตัวนี้ในพื้นที่ได้เลย
|
คลอรีน |
นายธนากร พันธนียะ ผู้รวบรวม |
คลอรีน เป็นสารฆ่าเชื้อที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงเพาะฟัก โดยใช้ฆ่าเชื้อโรคในน้ำที่จะนำมาเพาะฟักลูกกุ้งและใช้ทำความสะอาดวัสดุอุปกรณ์ และทำความสะอาดบ่อในโรงเพาะฟัก แต่การใช้คลอรีนจะต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะโอกาสที่จะเป็นอันตรายต่อกุ้งมีมาก หากยังมีคลอรีนหลงเหลืออยู่ในน้ำ (การใช้คลอรีนจะต้องเตรียมน้ำทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จนกระทั่งคลอรีนสลายตัวหมดจึงจะสามารถนำน้ำนั้นมาใช้ได้) และคลอรีนยังก่อให้เกิดอาการระคายเคืองสูงจึงอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้ คลอรีนที่ใช้ทั่วไปอยู่ในรูปของสารประกอบเป็นผงสีขาวมีสูตรทางเคมี Ca(ocl)2 (แคลเซี่ยมไฮโปคลอไรด์) หรืออาจอยู่ในรูปของคลอรอกซ์ซึ่งเป็นน้ำยาฟอกสีหรือโซเดียมไฮโปคลอไรด์มีสูตรเป็น NaOCI คลอรีนเป็นสารออกซิไดซ์สามารถทำปฏิกิริยากับสารรีดิวซ์ทุกชนิดที่อยู่ในน้ำมีความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำค่อนข้างสูง นอกจากใช้กำจัดเชื้อจุลินทรีย์และพยาธิต่างๆแล้วยังเป็นสารที่ช่วยกำจัดแพลงก์ตอนในน้ำและช่วยในการตกตะกอนอินทรีย์วัตถุรวมทั้งแพลงก์ตอนต่างๆที่ปะปนอยู่ในน้ำคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วยในการออกซิไดซ์พวกโลหะและสารพิษต่างๆที่ละลายอยู่ในน้ำทำให้พิษ ลดน้อยลง
วิธีใช้ การใช้คลอรีนผงแคลเซียมหรือโซเดียมไฮโปคลอไรด์เพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำจะใช้ในอัตรา 6-20 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน ถ้าเป็นคลอรอกซ์หรือน้ำยาฟอกสีใช้ในปริมาณ 36-120 มล/ตัน เมื่อใส่คลอรีนไปแล้วก่อนที่จะนำน้ำไปใช้ต้องใส่เครื่องเป่าอากาศทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วันเพื่อให้คลอรีนสลายตัวจนหมด
วิธีเร่งการสลายตัว ถ้าไม่แน่ใจว่าการสลายตัวของคลอรีนจะหมดอย่างสมบูรณ์หรือไม่ให้ใช้โซเดียมไทโฮซัลเฟต (Na2H2O35H2O) ใส่ลงไปในน้ำด้วยอัตรา 1 กรัม/ตันเพื่อช่วยกำจัดคลอรีนที่เหลืออยู่ให้หมดไป วิธีทดสอบการตกค้าง วิธีทดสอบการตกค้างของคลอรีนในน้ำ ทำได้โดยใส่โปแตสเซียมไอโอไดด์ 2-3 เกล็ด ถ้าน้ำยังมีสีน้ำตาลคงอยู่แสดงว่ายังมีสารคลอรีนเหลืออยู่
ข้อควรระวัง 1. เนื่องจากคลอรีนเป็นสารออกซิไดซ์ที่ทำปฏิกิริยากับสารรีดิวซ์ทุกชนิดที่อยู่ในน้ำ ดังนั้นในน้ำที่มีสารอินทรีย์หรือสารรีดิวซ์อื่นๆเจือปนอยู่สูง จะต้องเพิ่มอัตราการใช้คลอรีนให้สูงขึ้นตามลำดับ 2. คลอรีนมีความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อมีการใช้คลอรีนในการเตรียมน้ำต้องแน่ใจว่าคลอรีนได้สลายตัวไปหมดแล้วโดยการทดสอบการตกค้างด้วยวิธีข้างต้นเพื่อป้องกันอาการเครียดหรืออาจถึงตายของสัตว์น้ำ 3. การใช้คลอรีนฆ่าเชื้อในน้ำที่มีแอมโมเนียละลายอยู่คลอรีนอิสระจะไปรวมตัวกับแอมโมเนียกลายเป็นคอมไบน์คลอรีน ซึ่งมีฤทธิ์ต่ำลงกว่าเดิมและการสลายตัวก็จะช้าลงด้วย 4. การใช้คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อในน้ำที่มีแพลงก์ตอนและสารอินทรีย์อยู่ในปริมาณสูง หลังจากการใส่คลอรีนฆ่าเชื้อแล้วสารอินทรีย์และแพลงก์ตอนในบ่อจะตายและตกตะกอนลงไปก้นบ่อ จึงควรรีบสูบน้ำส่วนที่ใสออกไปสู่บ่ออื่นทันทีก่อนที่ซากแพลงก์ตอนและอินทรีย์สารจะเน่าจนมีแก๊สพิษเกิดขึ้น |
|
บี.เค.ซี
|
นายธนากร พันธนียะ ผู้รวบรวม |
มีฤทธิ์ในการซักฟอกเป็นสารที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคภายนอกข้อจำกัดคือ จะฆ่าเชื้อได้ดีเฉพาะเชื้อแบคทีเรียไม่สามารถทำลายเชื้อไวรัส เชื้อรา โปรโตซัวและสปอร์ของเชื้อโรคได้ บี.เค.ซี มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Alkyl Dimethyl Benzyl Ammoniom Chloride บี.เค.ซี ที่ใช้อยู่โดยทั่วไปอยู่ในลักษณะของเหลวที่ค่อนข้างหนืดคล้ายแชมพู บี.เค.ซี ที่บริสุทธิ์จะไม่มีสี แต่มีกลิ่มเฉพาะตัวอ่อนๆมีความเข้มข้นหลายระดับ ดังนั้นก่อนใช้จึงควรรู้ว่าตัวยาที่ใช้มีความเข้มข้นกี่เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้บี.เค.ซี ยังมีหลายเกรดบางเกรดก็เหมาะสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมซักฟอกหรือชำระล้างทำความสะอาด ใช้ในการทำน้ำยาสระผม สบู่ หรือน้ำยาล้างจานซึ่ง บี.เค.ซีกลุ่มนี้จะมีฟองมากมี โลหะหนักสูงแต่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อต่ำ แต่สำหรับเกรดที่ใช้กับสัตว์น้ำจะมีฟองน้อยกว่ามีโลหะหนักต่ำมีปริมาณแอมโมเนียอิสระต่ำ บี.เค.ซี กลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้ดีเพราะใช้เอทธานอลเป็นสื่อและมีขนาดโมเลกุลที่เหมาะสมคือ คาร์บอนเชนอยู่ในช่วงคาร์บอน 12 - คาร์บอน 16 (C12 , C14 , C16) และถ้ามีปริมาณของ C12 มากขึ้นจะมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อมากขึ้นด้วย การใช้บี.เค.ซี ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียในบ่อกุ้ง ช่วยลดอัตราการเกิดโรค รวมทั้งช่วยควบคุมปริมาณแพลงก์ตอนและสาหร่ายที่อยู่ในบ่อเลี้ยงกุ้ง ข้อดี 1. หาซื้อง่าย ราคาถูก และมีความปลอดภัยสูง 2. มีฤทธิ์ในการซักฟอก (detergent) จึงช่วยทำความสะอาดเหงือกกุ้งและระยางค์ในกรณีที่มีตะกอนหรือแพลงก์ตอนเกาะ 3. มีฤทธิ์ในการทำลายแพลงก์ตอนถ้าใช้ในปริมาณสูงเหมาะสำหรับในกรณีที่มีแพลงก์ตอนเจริญในบ่อมาก ข้อเสีย 1. มีฤทธิ์กำจัดในวงแคบ เพราะสามารถกำจัดได้เฉพาะเชื้อแบคทีเรียแต่จะไม่ได้ผลต่อไวรัสเชื้อรา และเชื้อโรคชนิดอื่นๆ 2. มีประสิทธิภาพลดลงเมื่อมีสารอินทรีย์ในบ่อสูงและมีความกระด้างสูง ข้อควรระวัง 1. บี.เค.ซี ที่วางขายในท้องตลาดมีหลายเกรดและมีความเข้มข้นหลายระดับ ก่อนใช้ควรตรวจดูให้แน่นอนและเหมาะสม 2. จะมีผลข้างเคียงในการกำจัดแพลงก์ตอนในการใช้จึงต้องอาศัยความระมัดระวังเกี่ยวกับการเน่าเสียของแพลงก์ตอนที่ตาย แล้วตกตะกอนลงพื้นก้นบ่อเพราะอาจเกิดปัญหาขึ้นได้ วิธีใช้ - บี.เค.ซี เข้มข้น 50% ใช้ 0.8-1.0 ppm หรือ 1 ลิตร ต่อพื้นที่บ่อ 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร - บี.เค.ซี เข้มข้น 80% ใช้ 0.5-0.8 ppm หรือ 1 ลิตร ต่อพื้นที่บ่อ 2 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร |
วัสดุปูน |
นายธนากร พันธนียะ ผู้รวบรวม |
|
วัสดุปูนที่มีการใช้กันในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในปัจจุบัน สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ตามองค์ประกอบหลักของเนื้อปูนได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคาร์บอเนต กลุ่มออกไซด์ และไฮดรอกไซด์ ซึ่งปูนแต่ละกลุ่มจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวบางอย่างที่แตกต่างกันไป ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องพิจารณานำมาใช้ให้เหมาะสม และเลือกใช้ให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการ 1. กลุ่มคาร์บอเนต ปูนกลุ่มนี้รู้จักกันทั่วไป เรียกว่า ดิบ หินปูนบด หรือปูนเปลือกหอยบดโดยไม่ได้ผ่านกระบวนเผาหรือพรมน้ำ ได้แก่ - ปูนแคลไซท์ หรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ได้จากการนำหินปูน และเปลือกหอยที่มี CaCO3) เป็นองค์ประกอบหลักมาบดให้ละเอียด โดยทั่วไปปูนกลุ่มนี้จะมีเปอร์เซ็นต์คาร์บอเนตอยู่ในช่วง 75-99 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับแหล่งที่นำมาผลิต - ปูนมาร์ล (Marl) เป็นปูนที่มีองค์ประกอบของ CaCO3 กับพวกแร่ดินเหนียวและอินทรีย์สารผสม ปะปนกันอยู่ ทำให้จับตัวเป็นก้อนได้ง่าย เมื่อได้รับความชื้น ปูนชนิดนี้จะมีความบริสุทธิ์ของ CaCo3 ในเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำกว่าปูนแคลไซท์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ามีปริมาณดินเหนียวและอินทรีย์สารปะปนอยู่มากน้อยเพียงไร ถ้ามีผสมอยู่มากเปอร์เซ็นต์ของ CaCO3 ก็จะต่ำ - ปูนโดโลไมท์ หรือ แคลเซียมแมกนีเซียม คาร์บอเนต (CaMg(CO3)2) เป็นปูนที่ได้จากนำหินที่มีองค์ประกอบของ (CaMg(CO3)2) มาบดละเอียดสำหรับปูนกลุ่มนี้เมื่อใส่ในน้ำจะให้ธาตุแมกนีเซียม (Mg2+) ซึ่งธาตุชนิดนี้แพลงก์ตอนพืชในน้ำสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการดำรงชีวิตได้ ดังนั้นในกรณีที่น้ำในบ่อใส การใช้ปูนโดโลไมท์จะมีผลช่วยเสริมในการทำสีน้ำได้ - อื่น ๆ เช่น ชอล์ค หินอ่อน ปะการัง ก็มีส่วนประกอบพวกคาร์บอเนต แต่ไม่คุ้มค่าที่จะนำมาใช้เชิงธุรกิจ คุณสมบัติของปูนกลุ่มคาร์บอเนต 1. เป็นปูนที่มาจากแหล่งธรรมชาติ แล้วนำมาบดโดยไม่ผ่านกระบวนการเผาด้วยความร้อน 2. จะปรับค่าพีเอชให้เพิ่มขึ้นช้า ๆ จึงทำให้ค่าพีเอชคงอยู่ได้นาน 3. ช่วยเพิ่มค่าคาร์บอเนตอัลคาไลนิตี้ของน้ำได้อย่างดี 4. เมื่อสัมผัสกับน้ำแล้วไปเกิดความร้อนหรือไม่ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น 5. มีความปลอดภัยต่อสัตว์น้ำ 6. เมื่อสัมผัสกับน้ำแล้วไม่ออกฤทธิ์กัดผิวหนัง จึงมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ 7. เมื่อได้รับความชื้นจะจับตัวเป็นก้อนได้ง่ายโดยเฉพาะปูนมาร์ล 2. กลุ่มอ๊อกไซด์ หรืออาจจะเรียกว่า "ปูนเผา" (burn lime หรือ Quick lime) ปูนกลุ่มนี้ได้แก่ แคลเซียมอ๊อกไซด์ (CaO) และแมกซีเซียมอ๊อกไซด์ (MgO) ซึ่งได้จากการนำหินปูนคาร์บอเนต หรือเปลือกหอยที่มีองค์ประกอบของ CO3 เป็นหลักมาเผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 600-900 องศาเซลเซียส แล้วนำมาบดให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ 600 - 900 oC ปูนคาร์บอเนต ปูนอ๊อกไซด์เผา คุณสมบัติของปูนกลุ่มอ๊อกไซด์ 1. จะทำให้ค่าพีเอชเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดเหมาะสมที่จะใช้แก้ปัยหาดินเป็นกรดมากที่สุด 2. มีผลต่อค่าคาร์บอเนตอัลคาไลนิตี้ 3. เมื่อสัมผัสกับน้ำจะเกิดความร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น 4. เมื่อสัมผัสกับน้ำ จะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง 5. เมื่อได้รับความชื้น จะไม่จับตัวเป็นก้อน เนื่องจากผ่านกระบวนการให้ความร้อนสูง ซึ่งเป็นการทำลายโครงสร้างให้มีขนาดอนุภาคเล็กลง 3. กลุ่มไฮดรอกไซด์ ปูนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเรียกรวม ๆ ว่า "ปูนขาว" (Slaked lime) ซึ่งได้แก่ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Mg(OH2)) ได้จากการนำหินปูนคาร์บอเนต หรือเปลือกหอยที่มีองค์ประกอบของคาร์บอเนตเป็นหลักมาเผาที่อุณหภูมิสูง แล้วพรมด้วยน้ำให้ชุ่ม ปูนจะแตกร่วนออกมาเอง ทำให้ประหยัดค่าบดและได้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ปูนอ๊อกไซด์ + น้ำ ปูนไฮดรอกไซด์ คุณสมบัติของปูนกลุ่มไฮดรอกไซด์ 1. จะทำให้ค่าพีเอชเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าพวกคาร์บอเนตแต่น้อยกว่าปูนพวกอ๊อกไซด์ 2. มีผลต่อค่าคาร์บอเนตอัลคาไลนิตี้น้อยกว่า 3. เมื่อสัมผัสกับน้ำจะเกิดความร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น 4. เมื่อสัมผัสกับน้ำจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง 5. เมื่อได้รับความชื้น จะไม่จับตัวกันเป็นก้อน ประสิทธิภาพการทำลายกรดของวัสดุปูน การทำงานของวัสดุปูนแต่ละชนิดจะมีประสิทธิภาพดีหรือไม่เพียงไรนั้นจะมีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องหลายประการด้วยกัน คือ 1. ชนิดของวัสดุปูน ปูนแต่ละชนิดจะมีอำนาจการทำลายกรดไม่เท่ากัน รายละเอียดดัง ตาราง ชนิด ค่าการทำลายความเป็นกรด หินปูนธรรมดา calcite (CaCO3)ปูนเผา (อ๊อกไซด์) Quick lime (CaO)ปูนขาว (ไฮดรอกไซด์) Slake lime (Ca(OH)2)หินปูนโดโลไมท์ Dolomite (CaMg(CO3)2) 100179136109 ค่าการทำลายกรดเทียมมาตรฐานจากอำนาจการทำลายกรดของ แคลเซียมคาร์บอเนตบริสุทธิ์ (CaCO3) ซึ่งคิดเป็น 100% ตัวอย่าง เมื่อทราบว่าต้องใช้แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) จำนวน 320 กก/ไร่ ในการปรับค่าพีเอช ของดินจากพีเอช 5 มาเป็น 6.5 ถ้าต้องการใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) แทนแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) สามารถคำนวณหาปริมาณแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่ต้องใช้ได้จาก 2. ขนาดเม็ดอนุภาคของวัสดุปูน ประสิทธิภาพการทำงานของปูน นอกจากจะขึ้นอยู่กับชนิดของปูนแล้ว ขนาดเม็ดปูนก็มีผลต่อการทำงานไม่น้อยเลยทีเดียว เม็ดปูนที่มีขนาดเล็กจะมีประสิทธิภาพการทำงานดีกว่าเม็ดปูนขนาดใหญ่ หน่วยมาตรฐานที่ใช้ในการวัดขนาดเม็ดปูนเรียกเป็น "เม็ช" (Mesh) ซึ่งหมายถึงขนาดรูตะแกรงร่อน เช่น 20 เม็ช หมายถึง ความถี่ของช่องตะแกรง 20 ช่องใน 1 นิ้ว ขนาดเม็ดอนุภาค ประสิทธิภาพ (%) ตาตะแกรง (เม็ช) ขนาด (มม.) มากกว่า 6060 - 2020 - 8น้อยกว่า 8 เล็กกว่า 0.2500.250 - 0.8550.855 - 2.360ใหญ่กว่า 2.360 10060200 หมายเหตุ ปูนที่ดีควรมีความละเอียดในช่วง 20-100 ผสมกันจะใช้ได้ดีในการควบคุมค่าพีเอช 3. ชนิดเนื้อดินของบ่อเลี้ยง เนื้อดินแต่ละชนิดจะมีค่าความเป็นกรดไม่เท่ากัน ยิ่งเนื้อดินมีความละเอียดมาก เช่น ดินเหนียว จะมีปริมาณความเป็นกรดในเนื้อดินสูง กว่าดินเนื้อหยาบ เนื่องจากดินที่ละเอียดสามารถดูดซับสารต่าง ๆ ไว้ในเนื้อดินได้มากกว่าดินเนื้อหยาบ ดังนั้นการใช้ปูนในการปรับค่าพีเอชจึงต้องพิจารณาเนื้อดินด้วย |
กลุ่มยาเตตร้าซัยคลิน (Tetracyclines) |
เอกสารเผยแพร่ ยูนิตี้ เทคโนโปรดักส์ |
คุณสมบัติ กลุ่มยาเตตราซัยคลินมีสูตรโครงสร้างหลักเป็นวงแหวนมีลักษณะเป็นผลึกสีเหลืองรสขมและละลายน้ำได้จำกัดที่มี pH เท่ากับ 7 ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์สูงสุดที่ pH ระหว่าง 5.5-6 ภายใต้อุณหภูมิและ pH ที่ไม่เหมาะสม ยากลุ่มเตตราซัยคลินจะเกิดการสลายตัวโดยการเกิดทั้ง degradation และ rearrangement ของสูตรโครงสร้างทำให้ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรค นอกจากนี้ที่ pH ต่ำ (2.0-6.0) กลุ่มยานี้จะเกิด epimerization เกิดการสลายตัวอย่างรวดเร็วถ้า pH สูง กลุ่มยาเตตราซัยคลินจะเกิด isomerization ไปเป็นไอโซเตตราซัยคลิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาคลอเตตราซัยคลินจะเกิดการสลายตัวได้เร็วที่สุด จะเปลี่ยนเป็นไอโซคลอเตตราซัยคลินทันทีที่ pH 7.5 คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของกลุ่มยาเตตราซัยคลินก็คือ สามารถที่จะรวมตัวกับอิออนของพวกไดวาเลนท์และไตรวาเลนท์ เป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ ถ้ายาเตตราซัยคลินเกิดการรวมตัวกับอิออนก่อนที่จะเกิดการสลายตัวในกระเพาะอาหารแล้วยาก็จะไม่มีการดูดซับเข้าสู่กระแสโลหิตเลย กลไกการออกฤทธิ์ ยาในกลุ่มเตตราซัยคลินเป็นยาต้านจุลชีพที่มีขอบเขตในการออกฤทธิ์อย่างกว้างขวางครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและลบ เชื้อ anaerobicbacteria, rickettsiae, chlamydiae, Mycoplasma, spiro-chetes และ protozoa บางชนิดการออกฤทธิ์โดยตัวยาไปจับกับสารแมกนีเซียมบนส่วนพลาสม่าเมมเบรนของแบคทีเรีย แล้วเข้าไปอยู่ในไซโตพลาสซึมของเซลล์และมีการรวมตัวกับส่วน 30s ของไรโบโซมในเซลล์ ซึ่งมีผลต่อการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์นั้นๆ ยากลุ่มเตตราซัยคลินเป็น chelating agents ที่ดี ดังนั้นยากลุ่มนี้สามารถรวมตัวกับอิออนชนิดต่างๆ เช่น Ca หรือ Mg ในอาหารหรือรวมตัวกับอิออนในน้ำ ทำให้เสื่อมฤทธิ์ไปได้ง่าย ยาในกลุ่มเตตราซัยคลินที่นิยมใช้ในสัตว์น้ำเท่าที่มีรายงานมี 3 ตัวคือ คลอเตตราซัยคลิน ออกซีเตตราซัยคลิน และออกซีซัยคลิน นิยมให้ยาทางปากไม่ว่าจะผสมอาหารหรือป้อนยาให้กินโดยตรง ยาจะมีการดูดซึมหลังจากที่ยาผ่านเข้าไปในกระเพาะอาหารและลำไส้ คุณสมบัติทั้งทางเคมีและฟิสิกส์ของยาที่สัตว์ได้รับจะมีผลต่อการดูดซึมที่แตกต่างกันในส่วนกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นอย่างมาก หลังจากดูดซึมแล้วบางส่วนของยาจะเกิดเมตาบอลิซึม ค่า bioavailability (ค่าแสดงบริเวณยาที่มีสิ่งมีชีวิตสามารถนำไปใช้ได้จริง) ของยาในกลุ่มเตตราซัยคลินมีค่าค่อนข้างต่ำทั้งในปลาและกุ้งกุลาดำเมื่อเปรียบเทียบกับค่าที่มีรายงานในคน ดังนั้นการใช้ยากลุ่มเตตราซัยคลินต้องใช้บ่อยทำให้เสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลามาก
ผลของการใช้ยาที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ยาอออกซีเตตราซัยคลินที่ผสมในอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูป หรืออาหารสด พบว่า ประมาณ 20-30% ของยาที่ผสมในอาหารเท่านั้นที่สัตว์น้ำจะได้รับเข้าไป ส่วนที่เหลือของยาบางส่วนก็อาจละลายน้ำและรวมตัวกับสารต่างๆ รวมทั้งตะกอนดินในน้ำบริเวณที่มีการเลี้ยงปลา ซึ่งอาจมีผลต่อเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ตามธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เชื้อเหล่านี้ดื้อยาและได้มีการศึกษาผลของแสงที่มีต่อการสลายตัวของยา จากการศึกษาพบว่าทั้งอุณหภูมิและแสงสว่างมีผลต่อการสลายตัวของยาออกซีเตตราซัยคลินในน้ำทะเล
|
กลุ่มยาซัลฟานิลาไมด์ (Sulfanilamides) |
เอกสารเผยแพร่ ยูนิตี้ เทคโนโปรดักส์ |
คุณสมบัติ ซัลฟาเป็นยาต้านจุลชีพกลุ่มแรกที่นำมาใช้ สารเคมีตัวแรกที่มีฤทธิ์คล้ายซัลฟา มีชื่อว่า พรอนโตซิลพบในปี พ.ศ.2478 ซึ่งเป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรค แต่จะถูกเปลี่ยนแปลงในร่างกายเป็นซัลฟานิลามีดก่อน จึงเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการรักษาโดยทั่วไป ซัลฟานิลามีดเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงและมีคุณสมบัติการกระจายตัวในเนื้อเยื่อต่างๆได้ไม่ดี จากการทดลองค้นคว้าหากมีการแทนที่ตำแหน่งของไฮโดรเจนในสูตรโครงสร้างด้วยอนุมูลที่เหมาะสม จะทำให้ได้สารตัวใหม่ที่มีคุณสมบัติในการละลายในไขมันและการกระจายตัวได้ดีขึ้น ลักษณะของยาซัลฟาเป็นผงสีขาวรสขม เมื่อถูกแสงแดดจะกลายเป็นสีดำ ไม่มีกลิ่น ทนทานต่อความร้อนได้ดี ยาซัลฟาที่ละลายน้ำได้ดีต้องเตรียมอยู่ในรูปของเกลือ กลไกการออกฤทธิ์ ยาซัลฟาออกฤทธิ์กว้างต่อแบคทีเรียทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบ โดยการยับยั้งการเจริญเติบโตและการขยายตัวของแบคทีเรีย (Bacterio static) โดยจะไปขัดขวางการสร้างเมทาบอไลท์ที่สำคัญของแบคทีเรีย โดยฤทธิ์ยาซัลฟาจะยังไม่เกิดในทันทีหลังรับยา การขยายตัวของแบคทีเรียยังคงเกิดขึ้นขณะหนึ่งก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์ ยาซัลฟาจะออกฤทธิ์โดยจะไปแทนที่กรดพาราอะมิโนเบนโซอิค ในการรวมตัวกับเอนไซม์ไดไฮโดรโฟลิค ซินทีเทศ ที่จำเป็นต่อการสร้างกรดโฟลิคของแบคทีเรีย ผลก็คือจะทำให้การเจริญเติบโตของแบคทีเรียถูกยับยั้งและหยุดการเจริญเติบโต กรณีที่สัตว์น้ำมีอาการป่วยอย่างเรื้อรังจะสังเกตได้ว่า การใช้ยาซัลฟารักษาจะไม่ค่อยได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากยาซัลฟาออกฤทธิ์เพียงไปยังยั้งการเจริญและขยายตัวของแบคทีเรียเท่านั้น ร่างกายสัตว์น้ำจำเป็นต้องมีกระบวนการกลืนทำลายเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพจึงจะทำให้ยาซัลฟาได้ผลสูงสุดในการรักษา ดังนั้น ยาซัลฟาจึงให้ผลรักษาไม่ดีในสัตว์น้ำที่มีการติดเชื้ออย่างเรื้อรัง จึงเหมาะสมที่ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคในสัตว์น้ำในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีอาการเรื้อรัง การใช้ยาซัลฟาในปัจจุบันมักแนะนำให้ใช้เป็น 2 กรณี คือ 1. ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้ โรคขี้ขาว โรคขี้ขาดตอน เพราะว่ายาซัลฟาบางชนิดดูดซึมได้ไม่ดีในระบบทางเดินอาหารของกุ้ง อัตรา 3-5 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม ให้ทุกมื้อนาน 5-7 วัน 2. ใช้ในการป้องกันโรคติดเชื้อแบคทีเรียในกุ้งอายุ 20, 40 และ 60 วัน อัตรา 1-2 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม วันละ 3-4 มื้อ นาน 3 วัน ยาซัลฟาที่นิยมใช้ในสัตว์น้ำ 1. ยาซัลฟาเมทธาซีน ( Sulfamethazine ) เป็นสารประกอบไพริมิดีน ( Pyrimidine Sulfonamide ) ผลิตและจำหน่ายในรูปเกลือโซเดียม ออกฤทธิ์เร็ว ขับถ่ายออกทางไตค่อนข้างช้า 2. ซัลฟาไดอะซีน ( Sulfadiazine ) เป็นยากลุ่มซัลฟาตัวแรกที่นำมาใช้ในการรักษาโรค แต่การดูดซึมไม่ค่อยดี โดยตรวจพบยาใน เลือดน้อยกว่ายาซัลฟาเมทธาซีน และซัลฟาเมอราซีนในขนาดเดียวกัน 3. ซัลฟาเมอราซีน ( Sulfamerazine ) เป็นสารประกอบ โมโนเมทธิลเลทไพริมิดีน มักใช้ร่วมกับยาซัลฟาอื่น ๆ ให้การดูดซึมและขับ ถ่ายคล้ายกับยาซัลฟาเมอราซีน แต่ยานี้ใช้ไม่แพร่หลาย |
กากชา |
นายธนากร พันธนียะ ผู้รวบรวม |
กากชาหรือเมล็ดกากชามีส่วนประกอบของสารที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำและสัตว์เลือดเย็นทั่วไป แต่เป็นพิษต่อปลามากกว่ากุ้งหลายเท่า สารพิษที่ได้จากกากชา คือ ซาโปนิน (Saponin) ซึ่งเป็นสารที่พบอยู่ในพืชประมาณ 400 ชนิด พบอยู่ทั่วไปในโลกโดยปริมาณของซาโปนินในพิษแต่ละชนิดจะมีมากน้อยไม่เท่ากัน ซาโปนินเป็นสารที่สลายตัวได้ง่าย โดยพิษจะหมดภายใน 7-15 วัน หลังจากถูกนำไปแช่ในน้ำ นอกจากนั้นยังเป็นสารแขวนลอยที่มีคุณสมบัติในการลดการตึงผิว เมื่อใส่ในน้ำแล้วคนแรงๆจะทำให้เกิดฟอง แต่เดิมนั้นมีการนำกากชามาใช้ประโยชน์ในการฆ่าปลาเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีการนำกากชามาใช้ในการกำจัดโปรโตซัวโดยใช้กากชากระตุ้น ให้กุ้งเกิดความเครียดและลอกคราบ เมื่อกุ้งสลัดคราบเก่าทิ้ง โปรโตซัวที่เกาะอยู่ตามเปลือกกุ้งก็จะหลุดออกมาด้วย แต่การใช้กากชานั้นจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงติดตามมาคือ ทำให้คุณภาพน้ำในบ่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่น ปริมาณอ๊อกซิเจนลดลง ค่าพีเอชต่ำลงทำให้กุ้งเครียดซึ่งถ้ากุ้งอยู่ในสภาพที่ยังไม่พร้อมที่จะลอกคราบก็อาจจะเป็นอันตรายต่อกุ้งได้ ข้อควรระวัง 1. ปริมาณการใช้กากชาขึ้นอยู่กับความเค็มของน้ำ ถ้าน้ำเค็มสูงกากชาจะออกฤทธิ์ดีขึ้น 2. โดยทั่วไปกากชาจะถูกนำมาใช้เพื่อการเตรียมน้ำ เตรียมบ่อก่อนที่จะปล่อยกุ้งลงเลี้ยงเท่านั้น ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรใช้ในระหว่างการเลี้ยง 3. หากจำเป็นต้องใช้ไม่ควรใช้ในช่วงที่กุ้งเพิ่งลอกคราบเสร็จใหม่ๆ ควรใช้ในช่วงที่กุ้งแข็งแรงกินอาหารปกติหรือกำลังจะลอกคราบ 4. การใช้กากชาทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำลดลง ต้องเพิ่มอ๊อกซิเจนในบ่อ 5. กากชามีฤทธิ์เป็นกรดขณะใช้จะทำให้ค่าพีเอชของน้ำต่ำลง 6. ในการใช้กากชาควรมีน้ำสำรองในการเปลี่ยนถ่ายเนื่องจากคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงมากภายในบ่อ อัตราการใช้ - ใช้ในการฆ่าปลาที่ความเค็ม 20 พีพีทีขึ้นไปใช้ในอัตราความเข้มข้น 10 พีพีเอ็ม หรือ 10-15 กก. ต่อพื้นที่ 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร ที่ความเค็ม 0-10 พีพีที ใช้อัตราความเข้มข้น 25 พีพีเอ็ม หรือ 15-25 กก. ต่อพื้นที่ 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร |
ไอโอดีน |
เอกสารเผยแพร่บริษัทสยามอกรีคัลเจอรัล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด |
ไอโอดีน ได้ถูกนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคมาเป็นเวลานานแล้ว เริ่มตั้งแต่การใช้ในรูปไอโอดีนผงเพื่อทำความสะอาดวัสดุอุปกรณ์ทิงเจอร์ไอโอดีนใส่แผลสด และไอโดฟอร์ทำความสะอาดวัสดุภาชนะ อุปกรณ์ และใช้ฆ่าเชื้อในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ แต่รูปฟอร์มเหล่านี้ยังมีข้อบกพร่องหลายประการยังไม่เหมาะสำหรับการนำมาใช้ในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและวงการแพทย์ ต่อมาได้มีการศึกษาค้นคว้าและพัฒนารูปฟอร์มของไอโอดีนขึ้นมาใหม่ให้อยู่ในรูปของโพลิไวนิลไพโรลิโดนไอโอดีน ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ใช้ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อที่เกาะอยู่ตามเปลือก ไข่ปลา และไข่สัตว์น้ำอื่นๆ ใช้ในการปศุสัตว์และวงการแพทย์ทั่วไปเพราะรูปฟอร์มนี้สามารถขจัดข้อบกพร่องซึ่งมีอยู่ในรูปฟอร์มอื่นๆออกไปได้เนื่องจากโพลิไวนิลไพโรลิโดนไอโอดีนมีคุณสมบัติที่เด่นชัดคือ 1. ออกฤทธิ์ทำลายเชื้อโรคได้อย่างกว้างขวางทั้งต่อเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา โปรโตซัว และสปอร์ของเชื้อโรค 2. มีความปลอดภัยสูง ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงหรือเกิดอาการระคายเคืองต่อผู้ใช้หรือสัตว์เลี้ยงและไม่มีปัญหาเรื่องสารตกค้าง 3. มีความคงตัวสูงไม่เสื่อมฤทธิ์ แม้ในบ่อที่มีปริมาณสารอินทรีย์สูงและออกฤทธิ์ได้ดีในทุกสภาพทั้งในน้ำกระด้างและน้ำอ่อน การทำงานของไอโอดีนต่อเชื้อโรคมีดังนี้ 1. ยับยั้งการสังเคราะห์ผนังหุ้มเซลล์ของเชื้อแบคทีเรีย 2. เปลี่ยนแปลงความสามารถในการทำงานด้านการซึมผ่านของผนังเซลล์ 3. ยับยั้งการสังเคราะห์ DNA , RNA และโปรตีนในเซลล์แบคทีเรีย 4. รบกวนการทำงานของระบบน้ำย่อยในเซลล์ ข้อดี - ออกฤทธิ์ได้กว้างขวางทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย โปรโตซัว - มีผลต่อแพลงก์ตอนน้อยมาก จึงเหมาะสำหรับบ่อที่มีปัญหาเรื่องแพลงก์ตอนดร๊อปบ่อยๆ ข้อเสีย - เป็นยาฆ่าเชื้อที่มีราคาค่อนข้างสูง ปริมาณการใช้ ไอโอดีน 10% ใช้ 1-2 ppm ต่อพื้นที่บ่อ 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร หรือ 1.5-3.0 ลิตร ต่อพื้นที่บ่อ 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร
|
ไดน๊อปทิโรไลด์ |
เอกสารเผยแพร่ออลเวทกรุ๊ป |
ไคลน็อปทิโลไลท์ เป็นสมาชิกตัวหนึ่งในแร่ธาตุกลุ่มซีโอไลท์โดยอยู่ใน Class : Silicate Subclass : Tectosilicate Family : Heulandite ตามการจัดแบ่งทางวิทยาศาสตร์ และมีชื่อทางเคมีว่า Hydrated Sodium Potassium Calcium Aluminium Silicate (Na, K, Ca)2- 3Al3 (Al, Si)2 Si18 O36 - 12H2O ที่ชื่อค่อนข้างยาวเพราะว่าในตัวของไคลน็อปทิโลไลท์มีองค์ประกอบของแร่ธาตุหลายชนิด ที่เด่นชัดคือ โซเดียม แคลเซียม โพแทสเซียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักของแพลงค์ตอนพืช และจำเป็นต่อการดำรงชีพของสัตว์น้ำแทบทุกชนิด และนอกจากนั้น ไคลน็อปทิโลไลท์ยังมีแร่ธาตุอื่นอีกมากกว่า 10 ชนิด ไคลน็อปทิโลไลท์เป็นแร่ธาตุที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มาก เนื่องจากมีคุณสมบัติและประสิทธิภาพในการทำงานโดยเฉพาะการจับแอมโมเนียสูง คุณสมบัติทางกายภาพ โครงสร้างภายนอก รูปร่างลักษณะรวมทั้งคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีจะแตกต่างกันไปตามแหล่ง กำเนิด ไคลน็อปทิโลไลท์ มีลักษณะโครงสร้างเป็นคริสตัล สาเหตุเนื่องมาจากว่า ไคล น็อปทิโลไลท์ เกิดมาจากกระบวนการเปลี่ยนแก้วเป็นคริสตัล ที่เรียกว่า Devitrification นั่นเอง บางชนิดจะมีความโปร่งแสง บางชนิดทึบแสงมีหลากหลายสี เช่น สีชมพู สีเหลือง สีขาว สีน้ำตาล และมีลักษณะโครงร่างเป็นสามมิติ มีทั้งที่เป็นแท่ง เป็นแผ่นและเป็นก้อน โครงสร้างภายใน ไคลน็อปทิโลไลท์มีโครงสร้างเป็นอะลูมิโน-ซิลิเกท (alumino-silicate) ประกอบ ด้วยช่องว่างมากมาย และอิออนบวกที่แลกเปลี่ยนประจุได้ (exchangeable cation) ซึ่งช่องว่างระหว่างโมเลกุลนี้เองจะเป็นตัวช่วยในการดูดซับน้ำและแก๊สพิษต่าง ๆ โดยเมื่ออิออนต่าง ๆ ผ่านเข้ามาในช่องนี้จะถูกดักจับโดยพันธะที่เหลืออยู่ของโมเลกุล คุณสมบัติทางเคมี 1. คุณสมบัติในการดูดซับ (Absorption) แก๊สและน้ำ ซึ่งก่อนที่จะมีการนำไคลน็อปทิโลไลท์มาใช้งานนั้น จะต้องผ่านกระบวนการสกัดแยกและการกระตุ้น (activate) ก่อน เพื่อให้ได้ไคล์น็อปทิโลไลท์ที่บริสุทธิ์ รวมทั้งเป็นการขจัดตะกอนสารอินทรีย์ และสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ ที่เกาะติดอยู่ที่ผิวไคลน็อปทิโลไลท์ออก เพราะสิ่งปนเปื้อนเหล่านี้จะเป็นตัวที่ขัดขวางประสิทธิภาพการทำงานของไคลน็อปทิโลไลท์ให้ลดลง 2. คุณสมบัติในการและเปลี่ยนอิออน ( ion-exchange ) คุณสมบัติด้านนี้จะใช้การแลกเปลี่ยนอิออน ระหว่างอิออนในสารละลายกับอิออนของไคลน็อปทิโลไลท์ โดยไคลน็อปทิโลไลท์จะปล่อยธาตุอาหารโดยการแลกเปลี่ยนประจุ (ion-exchange) โดยผ่านขบวนการ การทำลาย (dissolution reaction) โดยไนโตรเจน, ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม จะถูกปลดปล่อยจากการแลกเปลี่ยนประจุกับแอมโมเนียมอิออน (NH4+) ในน้ำ การนำไคลน็อปทิโลไลท์มาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมากนิยมนำมาใช้ในการกำจัดสารพิษ หรือแก๊สพิษในน้ำ เช่นการจับแอมโมเนีย เนื่องจากแอมโมเนียในน้ำจะมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำโดยเฉพาะกุ้งกุลาดำเป็นอย่างมากยิ่งในระดับที่มีพีเอชสูง แอมโมเนียจะมีความเป็นพิษมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อกุ้งกุลาดำในบ่อเลี้ยง ทำให้อัตราการรอดและเจริญเติบโตต่ำ โดยมากหากพบว่าค่าแอมโมเนียในน้ำสูงเกิน 2-3 มิลลิกรัมต่อลิตร ก็จะมีวิธีการใช้วิธีต่าง ๆในการลดแอมโมเนีย ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี การใช้ไคลน็อปทิโลไลท์ในการลดแอมโมเนีย จึงเป็นทางออกทางหนึ่ง ในกรณีที่ต้องการลดแบบเร่งด่วน โดยแอมโมเนียจะถูกไคลน็อปทิโลไลท์กำจัดออกจากในน้ำได้อย่างรวดเร็วและเป็นปริมาณมาก ด้วยปฏิกิริยาการและเปลี่ยนอิออน ประโยชน์ของการใช้ไคลน็อปทิโลไลท์นอกเหนือจากการจับแอมโมเนียในน้ำแล้วยังมีประโยชน์อื่นอีกหลายประการ เช่น เป็นการเพิ่มแร่ธาตุให้กับน้ำเนื่องจากในปฏิกิริยาการแลกเปลี่ยนอิออนกับแอมโมเนีย ไคลน็อปทิโลไลท์จะปลดปล่อยแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โปแตสเซียม แคลเซียมออกมา ดังนั้นจะสามารถเพิ่มแร่ธาตุในระบบการเลี้ยงได้ สามารถช่วยในการสร้างสีน้ำ (แพลงก์ตอนพืช) ช่วยทำให้เปลือกกุ้งแข็งเร็วไม่กรอบแกรบหลังลอกคราบ ช่วยจับตะกอนโลหะหนัก ช่วยในการเพิ่มปริมาณออกซิเจนในปฏิกิริยาแลกเปลี่ยนอิออนรวมทั้งอาจใช้เป็นอาหารเสริมได้ โดยผสมในอาหารอัตราส่วน 5-10 %
|
มาลาไคท์กรีน (Malachite Green) |
นางสาวสุกัญดา ไมตรีแก้ว ผู้รวบรวม |
สารนี้มีฤทธิ์ในการต้านจุลชีพ ยังยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคออกฤทธิ์ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งชนิดแกรมบวก และแกรมลบ ลักษณะการออกฤทธิ์ ออกฤทธิ์โดยไปรวมกับองค์ประกอบภายในเซลล์ได้เป็นคอมเพล็กซ์ที่ไม่แตกตัว ซึ่งทำให้ขัดขวางขบวนการทางชีววิทยาที่สำคัญๆ มีผลต่อแบคทีเรียชนิดแกรมบวก มากกว่าแกรมลบ ในหลายๆประเทศได้พยายามจำกัดการใช้มาลาไคท์กรีนในสัตว์น้ำ เนื่องจากพบว่า มาลาไคท์กรีนเป็นเคมีภัณฑ์ที่มีพิษสูง มีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็งและมีผลต่อโครโมโซมของเซล แต่ในบางประเทศใช้เพื่อรักษาโรคติดเชื้อที่เกิดจากโปรโตซัวในสัตว์น้ำ โดยแนะนำให้ใช้ในขนาด 0.1-0.5 mg. ต่อน้ำ 1 ลิตร และอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในปลาสวยงามเท่านั้น |
คอปเปอร์ซีเลท |
เอกสารเผยแพร่บริษัทสยามอกรีคัลเจอรัล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด |
| จากคุณสมบัติของสารกลุ่มนี้ ได้มีการนำมาใช้เพื่อจุดประสงค์ในการฆ่าสาหร่าย หรือพืชน้ำที่มีขนาดใหญ่ และใช้ดร็อปแพลงก์ตอนในกรณีที่น้ำเขียว หรือมีสีเข้มจัด แต่ผลในการฆ่าเชื้อนั้นยังมีการศึกษาค้นคว้าน้อยมาก และยังไม่มีการยืนยันผลการทดลองที่แน่นอน การใช้สารตัวนี้จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังและพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ จึงไม่แนะนำให้ใช้คอปเปอร์ซีเลท ในการฆ่าเชื้อ โดยไม่ได้รับการแนะนำ หรือการควบคุมดูแลจากนักวิชาการเสียก่อน นอกจากนี้ได้มีบางบริษัทฉวยโอกาสเอาคอปเปอร์-ซัลเฟตมาละลายน้ำแล้วนำมาออกขายให้แก่เกษตรกร เนื่องจากสารตัวนี้มีราคาต้นทุนถูกกว่าคอปเปอร์ซีเลทมากซึ่งเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้เลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง และปัจจุบันคอปเปอร์ซัลเฟตเป็นสารที่ระบุห้ามใช้ในสัตว์น้ำเพราะก่อให้เกิดมลภาวะและเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม |
กลูตาราลดีไฮด์ |
เอกสารเผยแพร่บริษัทสยามอกรีคัลเจอรัล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด |
|
กลูตาราลดีไฮด์ เป็นยาฆ่าเชื้อโรคในกลุ่มอัลดีไฮด์ที่ออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อได้กว้างขวาง และรวดเร็วมาก ในปัจจุบันสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ทั้ง แกรมลบ แกรมบวก เชื้อรา สปอร์ต่างๆ , ไวรัส และรวมทั้งโปรโตซัว เช่น ซูโอแทมเนียม เป็นต้น ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในปัจจุบันมีการนำยาฆ่าเชื้อ กลูตาราลดีไฮด์ มาใช้กันอย่างกว้างขวาง ทั้งการเตรียมบ่อและขณะเลี้ยง ไม่กัดกร่อน และไม่ตกค้าง ปลอดภัยกับผู้ใช้และสัตว์น้ำ คุณสมบัติของกลูตาราลดีไฮด์ 1. กลูตาราลดีไฮด์ ออกฤทธิ์ได้ดีในสภาพ พีเอช (pH) ช่วงกว้างประมาณ 7.5-9 2. กลูตาราลดีไฮด์ ออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคอย่างฉับพลัน ฆ่าเชื้อโรคได้ทุกชนิด ทั้งแบคทีเรีย แกรมลบ แกรมบวก เชื้อรา สปอร์ต่างๆ ไวรัส และโปรโตซัว เช่น ซูโอแทมเนียม เป็นต้น 3. กลูตาราลดีไฮด์ ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้ดีที่อุณหภูมิสูง 4. กลูตาราลดีไฮด์ ออกฤทธิ์ได้ทุกสภาพน้ำ สารอินทรีย์และความกระด้างของน้ำไม่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของตัวยา 5. ไม่มีผลต่อปริมาณแพลงก์ตอน (ไม่ลดปริมาณแพลงก์ตอน) และไม่ลดปริมาณออกซิเจน 6. ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสัตว์น้ำ ซึ่งมีองค์กร USA.EPA รับรอง 7. ไม่มีการตกค้างในบ่อ และสิ่งแวดล้อม |