ในปัจจุบันนี้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมีแหล่งใหญ่อยู่ในจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี และราชบุรีพื้นที่ฟาร์มที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามมีตั้งแต่ 1 ไร่ถึง 300 ไร่แต่ส่วนมากพื้นที่การเลี้ยงอยู่ในระหว่าง 10 ถึง 30 ไร่
การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม แต่เดิมนั้นต้องอาศัยพันธุ์กุ้งที่จับได้ตามแหล่งตามแหล่งธรรมชาติ ซึ่งมีปริมาณไม่พอเพียงสำหรับการเลี้ยง กรมประมงจึงได้เริ่มทำการทดลองเพาะฟักกุ้งก้ามกราม ทั้งนี้เริ่มทดลองครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยนายอารีย์ สิทธิมังค์ และคณะ ได้นำแม่กุ้งที่มีไข่แก่มาทดลองให้วางไข่ในตู้กระจกเป็นครั้งแรกได้สำเร็จและได้ลูกกุ้งวัยอ่อนซึ่งมีชีวิตอยู่ไม่เกิน 2 สัปดาห์ก็ตายหมดในปี พ.ศ. 2505 ดร.เชา เวนลิง ซึ่งทำงานที่ปีนังประเทศมาเลเชียประสบผลสำเร็จในการอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามโดยพบว่าสภาวะน้ำกร่อยคือ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราการรอดการเจริญเติบโตและฒนาการของลูกกุ้งก้ามกรามจึงได้มีผลการทดลองกันใหม่ในประเทศไทยและประสบผลสำเร็จครั้งแรกโดยนักวิชาการของสถานีประมงจังหวัดสงขลาชึ่งสามารถผลิตลูกกุ้งชุดแรกได้ 500 ตัวใน พ.ศ.2509 หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงเทคนิควิธีการเพาะฟักเเละอนุบาลเพื่อให้ผลผลิตลูกกุ้งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ใน พ.ศ. 2513โรงเพาะฟัก 2 แห่งของกรมประมงที่สงขลาและที่บางเขน กรุงเทพฯ ก็สามารถผลิตลูกกุ้งให้แก่ผู้เลี้ยงได้ถึง 692,000 ตัวโดยการอนุบาลลูกกุ้งในระยะแรก ๆ นั้นให้ไรแดงและอาร์ทีเมียเป็นอาหาร
ชีววิทยาของกุ้งก้ามกรามกุ้งก้ามกรามมีชื่อเรียกหลายชื่อเช่นกุ้งนาง, กุ้งหลวง, กุ้งก้ามเกลี้ยง, กุ้งแห, กุ้งใหญ่เป็นสัตว์ที่อยู่ใน phylum Arthropoda Class Crustacea SubclassMalacostraca มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii De man มีชื่อสามัญเรียกว่า Giant Freshwater Prawn กุ้งก้ามกรามเป็นกุ้งน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ของประเทศไทย ตัวโตที่สุดเท่าที่เคยพบมีความยาวจากหัวถึงหางประมาณ 25 เซนติเมตร หนัก 470 กรัมพบที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ลักษณะทั่วไปของกุ้งก้ามกราม ลักษณะภายนอกโดยทั่วไปของกุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามกรามมีลำตัวเป็นปล้อง ส่วนหัวและอกคลุมด้วยเปลือกชิ้นเดียวกัน ส่วนของลำตัวมีลักษณะเป็นปล้องๆมี 6 ปล้องกรีมีลักษณะโค้งขึ้นมีลักษณะหยักเป็นฟันเลื่อยโดยด้านบนมีจำนวนระหว่าง 13 - 16 ชี่ด้านล่างมีจำนวนระหว่าง 10-14 ชี่โคนกรีกว้างและหนากว่า ปลายกรียาวถึงแผ่นฐานหนวดคู่ที่ 2กุ้งก้ามกรามมีหนวด 2 คู่ หนวดคู่แรกส่วนของโคนหนาแบ่งเป็น 3 ข้อปล้อง ปล้องที่ 3 แยกเป็นเส้นหนวด 2 เส้น หนวดคู่ที่สองยาวกว่าหนวดคู่ที่หนึ่งแบ่งเป็น 5 ข้อปล้องความยาวของแผ่นฐานหนวดคู่ที่สองยาวเป็น 3 เท่าของความกว้างแผ่นฐานหนวดคู่ที่สองขาเดินของกุ้งก้ามกรามมี 5 คู่ โดยขาคู่หนึ่งและที่สอง ตรงปลายมีลักษณะเป็นก้าม ส่วนคู่ที่สามสี่ ห้าตรงปลายมีลักษณะเป็นปลาย แหลมธรรมดา ขาเดินคู่ที่สองที่มีลักษณะเป็นก้ามนั้นถ้าเป็นกุ้งตัวผู้จะมีลักษณะใหญ่มากโดยทั่วๆไปส่วนของก้ามทำทน้าที่ในการจับอาหาร ป้อนเข้าปากและป้องกันศัตรู ขาว่ายของกุ้งก้ามกรามมี 5 คู่ส่วนแพนหางมีลักษณะแหลมตรงปลายด้านข้างเป็นแพนออกไป 2 ข้าง ลักษณะของสี สีของกุ้งก้ามกรามโดยทั่วไปมีสีน้ำเงินอมเหลืองโดยเฉพาะขาเดินคู่ที่เป็นก้ามและส่วนของลำตัวมีสีน้ำเงินเข้ม ปลายขามักเป็นชมพูอมแดง แพนหางตอนปลายมีสีชมพูอมแดงทั่ว ๆ ไป
การแพร่กระจายกุ้งก้ามกรามมีถิ่นกำนิดในทวีปเอเชีย พบทั่วไปในประเทศไทย พม่า เวียดนาม เขมร มาลาเซีย บังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเคยมีรายงานว่าพบในมหาสมุทรอินเดีย ในประเทศไทยกุ้งก้ามกรามแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำจืด เช่น ภาคกลางพบอาศัยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกงแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำนครนายก เช่นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา ชัยนาท อ่างทอง นครสวรรค์ ราชบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาครสมุทรสงคราม ภาคตะวันออกพบที่แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำระยอง จ.ระยอง และแม่น้ำเวฬุ จ.ตราด ส่วนภาคเหนือเคยพบกุ้งก้ามกรามที่แม่น้ำเมย ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำสาละวิน ที่อำเภอแม่สอด จ.ตาก นอกจากนี้ยังพบในที่ที่มีทางน้ำไหลขึ้นลงติดต่อกับทะเลในภาคใต้พบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัตตานี ทะเลสาบสงขลา พัทลุงชุมพร ภูเก็ต นครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์
ความแตกต่างระหว่างกุ้งเพศผู้และเพศเมียกุ้งก้ามกรามที่ยังมีขนาดเล็กสามารถแยกเพศโดยดูลักษณะของขาว่ายน้ำคู่ที่สองถ้าเป็นกุ้งเพศเมียตรงปลายขาว่ายน้ำคู่ที่สอง ตรงปล้องสุดท้ายแยกออกเป็นแขนง 3 อัน โดยอันเล็กสุดอยู่ด้านใน ถ้าเป็นกุ้งเพศผู้ปลายขาว่ายคู่ที่สองแยกเป็นแขนง 4 อัน กุ้งที่มีขนาดโตสามารถแยกเพศผู้เพศเมีย โดยกุ้งที่ขนาดโตเต็มวัยตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียนอกจากนี้ก้ามของตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าของตัวเมียอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่เปลือกหุ้มตัวส่วนท้องของตัวผู้จะแคบกว่าของตัวเมีย ลักษณะอื่น ๆที่ใช้แยกเพศกุ้งขนาดปานกลางหรือขนาดใหญ่ ได้แก่ ช่องเปิดสำหรับน้ำเชื้อของตัวผู้และช่องเปิดสำหรับไข่ของตัวเมียโดยตัวผู้ช่องเปิดอยู่บริเวณโคนขาเดินคู่ที่ห้าส่วนตัวเมียช่องเปิดอยู่โคนขาคู่ที่สาม
ระบบสืบพันธุ์กุ้งก้ามกรามตัวผู้ต่อมผลิตน้ำเชื้อมีลักษณะเป็นพูแบน 2 พูขนาดกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ที่ปลายเชื่อมติดกัน ตำแหน่งที่ตั้งอยู่บนส่วนที่เป็นตับและตับอ่อนและอยู่ด้านล่างของหัวใจ ส่วนท้ายของต่อมผลิตน้ำเชื้อแต่ละพูมีท่อนำน้ำเชื้อมาบริเวณโคนขาเดินคู่ที่ห้า และส่งต่อมายังถุงเก็บน้ำเชื้อซึ่งมีช่องเปิดออกภายนอกที่โคนขาเดินคู่ที่ห้าทั้ง 2 ข้าง น้ำเชื้อของกุ้งก้ามกรามเพศผู้ไม่เคลื่อนไหว มีลักษณะคล้ายดอกเห็ดขนาดกว้างประมาณ 7.5 ไมครอน และมีหางเล็ก ๆ ยาวประมาณ 12.5ไมครอน น้ำเชื้อตัวผู้จะถูกผลิตที่ด่อมผลิตน้ำเชื้อและนำมาเก็บที่โคนขาเดินคู่ที่ห้าโดยมีผนังบาง ๆ หุ้มอยู่ในถุงเก็บน้ำเชื้อหนึ่ง ๆ จะพบถุงน้ำเชื้อประมาณ 2 ถุงกุ้งก้ามกรามเพศเมียรังไข่อยู่ตำแหน่งเดียวกับต่อมผลิตน้ำเชื้อของตัวผู้ลักษณะเป็นพูแบน ๆ 2 พูเชื่อมติดกันทางด้านท้ายมีขนาดใหญ่จนบังส่วนของตับและตับอ่อนได้ทั้งหมดในช่วงมีไข่รังไข่จะขยายใหญ่คลุมส่วนหัว อก และหัวใจ ท่อนำไข่ทั้งสองข้างเป็นท่อโค้งมีช่องเปิดออกภายนอกที่โคนขาเดินคู่ที่สาม
การผสมพันธุ์วางไข่กุ้งก้ามกรามสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้ตลอดปี การผสมพันธุ์จะเกิดเมื่อตัวเมียลอกคราบและเปลือกยังอ่อนอยู่ตัวผู้จะเข้าผสมโดยให้น้ำเชื้อตัวผู้ชึ่งมีล้กษณะคล้ายสารเหนียวไปติดอยู่กับส่วนหน้าอกระหว่างขาเดินของตัวเมีย ตัวเมียจะวางไข่ภายใน 2-3 ชั่วโมง หลังการผสมพันธุ์ ไข่ที่ปล่อยออกมาจะถูกผสมกับเชื้อตัวผู้ที่ติดอยู่ที่ส่วนอกแล้วไข่จะถูกนำไปเก็บอยู่
บริเวณส่วนท้องระหว่างขาว่ายน้ำ โดยขาว่ายน้ำจะทำหน้าที่โบก พัดน้ำให้ไหลผ่านเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้แก่ไข่ ไข่ที่ติดขาว่ายน้ำในระยะแรก ๆ มีสีเหลืองอมส้มมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 -0.8 มม. มีรายงานว่าไข่มีการพัฒนาไปจนมีอวัยวะครบทุกส่วนภายในเปลือกไข่ขณะเดียวกันถ้าสังเกตจากภายนอกจะเห็นสีของไข่เปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งระยะสุดท้ายเปลี่ยนเป็นสีเทาดำ และรูปร่างของกุ้งพับงอภายในเปลือกไข่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ชัดเจนใช้เวลาประมาณ 17 - 21 วันขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำหลังจากนั้นจึงจะฟักเป็นตัว
การเพาะและอนุบาลกุ้งก้ามกราม การเพาะกุ้งก้ามกรามนั้นมีปัจจัยโดยสังเขปดังนี้
การเลือกสถานที่
1)โรงเพาะฟักในอดีตที่ผ่านมาอยู่ใกล้แหล่งน้ำจืดและใกล้แหล่งน้ำเค็ม เนื่องจากการเพาะลูกกุ้งก้ามกรามในระยะแรกต้องใช้น้ำที่มีความเค็มระหว่าง 10-15 ส่วนในพันส่วนปัจจุบันจากการค้นคว้าและวิจัยของกรมประมงโดยการใช้น้ำนาเกลือที่มีความเค็มสูง(ระหว่าง 70-170 ส่วนในพันส่วน)ไปเจือจางกับน้ำจืดทำให้โรงเพาะฟักสามารถตั้งอยู่ในแหล่งที่ไกลน้ำทะเลได้แต่ต้องใกล้แหล่งน้ำจืดโดยการลำเลียงน้ำที่มีความเค็มสูงดังกล่าวข้างต้นไปใช้เพาะเลี้ยงลูกกุ้งก้ามกราม
2) ไฟฟ้า เป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะฟัก เช่น ใช้ในการทำงานของเครื่องเพิ่มอากาศในน้ำเครื่องสูบน้ำ โคมไฟ แสงสว่าง