ชีววิทยาและการขยายพันธุ์ปลาบึก
19/8/2545 13:23:53, by กมลศิริ พันธนียะ

ลักษณะสำคัญ ปลาบึกเป็นปลาขนาดใหญ่ มีรูปร่างเพรียวยาว แบนข้างเล็กน้อย ลูกปลาบึกขนาดเล็กมีสีคล้ำเหลือบเหลือง ข้างลำตัวมีแถบสีคล้ำตามยาว 1-2 แถบ ครีบหางตอนบนและล่างมีแถบสีคล้ำตามยาว ในปลาขนาดใหญ่ด้านหลังของลำตัวจะมีสีเทาอมน้ำตาลแดง ด้านข้างเป็นสีเทาปนน้ำเงิน และจางกว่าด้านหลัง เมื่อค่อนลงมาทางท้องสีจะจาง ลงเรื่อยๆจนเป็นสีขาวเงิน ตามลำตัวมักมีจุดสีคำค่อนข้างกลมกระจายอยู่ห่างกันเกือบทั่วตัว เรียก "จุดน้ำหมึก" และจะมีเพิ่มขึ้นในปลาที่ขนาดใหญ่ขึ้น สีของครีบต่างๆ พบว่าครีบหลัง ครีบอก ครีบไขมัน และครีบหางมีสีเทาปนดำ ครีบท้องและครีบก้นมีสีเทาอ่อน หัวปลาบึกมีขนาดใหญ่ ยาวเป็น 3.3 เท่าของความยาวหัว หัวมีความกว้าง 14.3-27.0 เปอร์เซ็นต์ของความยาวลำตัว มีความลึกที่แนวหลังตา 13.4-14.2 เปอร์เซ็นต์ของความยาวลำตัว ความยาวลำตัวเป็น 3.6 เท่าของความลึกลำตัว จะงอยปากใหญ่ กลมมน ตั้งอยู่ ที่ปลายสุดของหัว ความกว้างของลำตัวเป็น 37.7-44.7 เปอร์เซ็นต์ของความยาวหัว หรือมีความกว้างมากกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ของความยาวลำตัว มีหนวดเส้นเล็กๆจำนวน 2 คู่ ซ่อนอยู่ในร่องหลังมุมปาก ที่มุมขากรรไกรบนและล่าง หนวดที่ขากรรไกรบน มีลักษณะเป็นเส้นแบนขนาดเล็กและสั้นมาก มีความยาวไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ของเส้นผ่าศูนย์กลางตา ส่วนหนวดที่ขากรรไกรล่าง มีสีขาวและมีขนาดสั้นกว่าหนวดที่ขากรรไกรบน โครงเหลือกตอนล่างยาวกว่า 3 เท่าของโครงเหงือกตอนบน ถุงลมมีอันเดียว กระดูกสันหลังตอนต้นติดกับกระดูกท้ายทอย บริเวณจะงอยปากมีรูจมูก 2 คู่ ตั้งอยู่บริเวณริมฝีปากทางด้านข้างของจะงอยปาก คู่หน้าอยู่ชิดกันมากกว่าคู่หลัง นัยน์ตาของปลาบึกมีขนาดเล็กอยู่อิสระไม่ติดกับขอบตา มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ใน 20 เท่าของความยาวหัว ตำแหน่งของนัยน์ตาอยู่ต่ำกว่าระดับมุมปาก ลูกตามีหนังบางๆคลุมด้านขอบเล็กน้อยเป็นเป็นช่องรูปกลม ที่กึ่งกลางกะโหลกมีจุดสีขาวขนาดเดียวกันตา 1 จุด หรือเล็กประมาณครึ่งหนึ่งของตา จากจุดนี้ มีร่องพาดไปด้านหลังสิ้นสุดลงประมาณปลายช่องเปิดของกระพุ้งแก้ม ในปลาบึกขนาดโตเต็มที่ ขากรรไกรล่างจะยื่นล้ำขากรรไกรบนออกมา ช่องเปิดของเหงือกกว้างจนเลยขึ้นไปเหนือฐานครีบอก และตั้งเฉียงเป็นมุมประมาณ 45 องศากับลำตัว
 ครีบหลัง มีสีเทาปนดำ จุดเริ่มต้นของครีบหลังอยู่ล้ำหน้าจุดเริ่มต้นของครีบท้อง แต่ไม่ถึงกึ่งกลางของลำตัวหรือที่ 40-50 เปอร็เซ็นต์ของความยาว ลำตัว
ก้านครีบ แข็งเป็นเงี่ยงแต่สั้น และทู่ลงเมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้น ครีบหลังมีก้านครีบแข็ง 2 อัน ก้านครีบแข็งอันหลังไม่ เป็นเงี่ยงแข็ง และในปลาบึกตัวโตไม่เป็นฟันเลื่อย
ครีบอก มีสีเทาปนดำอยู่ค่อนข้างต่ำ ประกอบด้วยก้านครีบแข็งใหญ่ 1 อัน ซึ่งปลายโค้งงอได้ไม่แข็งเป็นเงี่ยงหรือ หยักเป็นฟันเลื่อย ก้านครีบอ่อนมีจำนวน 10 อัน
ความยาวของครีบอกมีขนาดเท่าหรือเกือบเท่ากับความยาวครีบหลัง คือมีความยาวครึ่งหนึ่งของหัว หรือมีความยาว 18.0-19.5 เปอร์เซ็นต์ของความยาวลำตัว
ครีบท้อง มีสีเทาอ่อน มีก้านครีบโค้งงอได้ 1 อัน และมีก้านครีบอ่อนจำนวน 7 อัน
ครีบก้น มีสีเทาอ่อน มีก้านครีบแข็งที่โค้งงอได้ 5 อัน ก้านครีบอ่อน 29-32 อัน ยาวเป็น 24.4-26.9 เปอร์เซ็นต์ของ ความยาวลำตัว
ครีบไขมัน มีสีเทาปนดำ มีขนาดเล็กอยู่ค่อนไปทางครีบหาง
ครีบหาง มีสีเทาปนดำขนาดค่อนข้างสั้นเว้าลึก ส่วนของแพนหางบนและล่างมีขนาดเท่ากัน ที่อยู่อาศัย อาศัยอยู่เฉพาะในแม่น้ำโขง นับตั้งแต่ประเทศจีนลงมาจนถึง พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนามใต้ รวมทั้งแม่น้ำสาขาแต่ไม่เคยปรากฏว่าพบในบริเวณน้ำกร่อยหรือปากแม่น้ำโขงที่ไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ ปลาบึกชอบอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีระดับน้ำลึกกว่า 10 เมตร พื้นท้องน้ำเต็มไปด้วยก้อนหินและโขดหินสลับซับซ้อนกัน ยิ่งมีถ้ำใต้น้ำด้วยแล้วปลาบึกจะชอบมากที่สุด ทั้งนี้พอสันนิษฐานได้จากการที่ปลาบึกเป็นปลาขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในระดับน้ำที่ลึก และอาศัยถ้ำใต้น้ำเป็นที่หลบซ่อนตัว นอกจากนี้ยังได้อาศัยพวกตะไคร่น้ำต่างๆที่ขึ้นอยู่ตามโขดหินกินเป็นอาหารอีกด้วย อาหารและอุปนิสัยการกินอาหารของปลาบึกวัยอ่อน ลูกปลาบึกตั้งแต่แรกเกิดจนมีอายุ 1-2 เดือน มีนิสัยชอบกินไรน้ำ และลูกน้ำ รวมทั้งมักกัดกินกันเอง กินอาหารจุลูกปลาบึกชอบไซร้กินอาหารตามพื้น ขอบตู้กระจกและตามขอบบ่อมากกว่าจะขึ้นมาฮุบกินอาหารบริเวณกลางน้ำและผิวน้ำ ขณะที่มีขนาดเล็กอยู่และให้ไรน้ำกิน ลูกปลาก็จะกินไรน้ำที่บริเวณก้นตู้และขอบตู้จนหมดก่อน ถ้ายังไม่อิ่มจึงจะว่ายออกไปหากินอาหารบริเวณกลางน้ำและผิวน้ำ เมื่อลูกปลาโตขึ้น สามารถกินอาหารได้ทุกชนิด เช่น เนื้อปลา เนื้อกุ้ง และอาหารเม็ด อาหารและการกินอาหารของปลาขนาดใหญ่ เชื่อกันว่าปลาบึกกินพืชจำพวกตะไคร่น้ำที่ขึ้นอยู่ตามก้อนหิน โขดหินใต้น้ำเป็นอาหาร ทั้งนี้ก็เพราะว่าปลาบึกไม่มีฟันไว้สำหรับขบกัดอาหารอื่น จากคำบอกเล่าของชาวประมงที่เคยชำแหละปลาบึกมาเป็นจำนวนมาก กล่าวว่าเขาไม่เคยพบสิ่งใดในกระเพาะและลำไส้ของปลาบึก นอกจากของเหลวข้นสีเขียวแก่เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่เคยปรากฏว่ามีใครสามารถใช้เหยื่อล่อหรือตกปลาบึกได้ อันจะเป็นเหตุผลที่จะทำให้เชื่อว่าปลาบึกไม่กินของอื่นนอกจากตะไคร่น้ำเป็นอาหาร นอกจากนี้เขายังให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการค้นหาแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาบึกว่า "บริเวณใดก็ตามที่มีปลาบึกอาศัยอยู่ จะพบมีรอยคราบสีเขียวแก่ คล้ายตะไคร่น้ำ ลอยฟ่องอยู่ตามผิวน้ำในตอนเช้า" รอยคราบสีเขียวแก่นี้เชื่อว่าเป็นมูลของปลาบึก จากการศึกษาลักษณะซี่เหงือก กระเพาะ ลำไส้ของปลาและการที่ปลาบึกไม่มีฟันทั้งที่บนขากรรไกรและที่เพดานปาก ช่วยให้ประมวลสรุปได้ว่าปลาบึกเป็นปลาที่กินพืชเป็นอาหาร และเนื่องจากลักษณะปากของปลาบึกเป็นแบบกัดทึ้ง และการที่ไม่มีฟัน จึงเชื่อว่าพืชน้ำที่เป็นอาหารของปลาบึกคงได้แก่ พืชน้ำชั้นต่ำที่อ่อนนุ่มจำพวกสาหร่ายเส้นชนิดต่างๆ หรือตะไคร่น้ำที่ขึ้นอยู่ตามก้อนหิน โขดหินใต้น้ำรวมทั้งที่เกาะติดอยู่ตามพืชน้ำชั้นสูงชนิดอื่น หรือวัสดุต่างๆที่อยู่ใต้น้ำ ความแตกต่างระหว่างเพศ ปลาบึกเพศผู้และเพศเมียในวัยเจริญพันธุ์ จะมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างกัน สังเกตได้ดังนี้ ปลาบึกเพศผู้ มีหัวเล็ก จะงอยปากกลมมน ตัวยาวเรียว ช่องท้องเล็ก ครีบหูหนา ครีบหางเล็ก ช่องเพศมีลักษณะเป็นตุ่มกลมรวมติดกับผิวหนัง อัณฑะมีลักษณะคล้ายของปลาสวายมาก คือมีลักษณะเป็นท่อสั้นจำนวนมาก คล้ายนิ้วมือรวมกันเป็นกลุ่มอยู่ทั่ง 2 ข้างของช่องเพศ จากครีบก้นถึงรูก้น มีลักษณะเป็นสันนูน ปลาบึกเพศเมีย มีหัวใหญ่ จะงอยปากใหญ่ส่วนปลายทู่ป้าน ลำตัวป้อมสั้นกว่าเพศผู้ที่มีขนาดเดียวกัน ช่วงท้องขยายใหญ่ออกทั้ง 2 ข้าง ครีบหูบาง ครีบหางใหญ่ ช่องเพศกับรูก้นอยู่ชิดกันมาก ช่องเพศมีลักษณะคล้ายอักษรตัว V และตรงมุมแหลมของ V เป็นรูใหญ่ลึกกว่าระดับผิวท้อง รังไข่มีลักษณะเช่นเดียวกับปลาสวาย คือ มีลักษณะเป็นลอนขนาดใหญ่ 2 ข้างของช่องท้อง ขนาดอาจยาวกว่า 60 เซนติเมตร แม้เมื่อซากแห้งแล้ว ปลาบึกเพศเมียบางตัว อาจพบสันนูนจากครีบก้นถึงรูก้น ฤดูการจับปลาบึก ฤดูจับปลาบึกจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ ฤดูจับปลาบึกที่จังหวัดเชียงรายจะเริ่มต้นประมาณปลายเดือนเมษายนของทุกปีถึงปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน ส่วนฤดูจับปลาบึกที่จังหวัดหนองคาย จะจับปลาบึกได้ปีละ 2 ครั้ง คือระยะแรกเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมถึงสิ้นสุดธันวาคม และระยะหลังจะเริ่มจากปลายเดือนเมษายนไปจนถึงต้นเดือนมิถุนายน และที่จังหวัดอุบลราชธานี จับปลาบึกได้ในระหว่างเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม การเพาะพันธุ์ปลาบึก กรมประมงได้ริเริ่มโครงการเพาะพันธุ์ปลาบึกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 โดยมอบหมายให้สถานีประมงจังหวัดพะเยาเป็นผู้ดำเนินการ สามปีต่อมากรมประมงก็ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาบึกเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2526 ณ บ้านหาดไคร้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงขอม จังหวัดเชียงราย ซึ่งนับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลก และในปีนี้ ( พ.ศ.2537 ) กรมประมงก็ได้สำเร็จซ้ำอีกครั้ง ดังปรากฏตามรายงานดังต่อไปนี้ การเพาะพันธุ์ปลาบึกปี พ.ศ.2536 สถานีประมงจังหวัดพะเยา นำโดยนายเสน่ห์ ผลประสิทธ์ หัวหน้าสถานีฯ ได้เริ่มงานเพาะพันธุ์ปลาบึกเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2536 โดยการซื้อพ่อแม่พันธุ์ปลาบึกที่ชาวประมงบ้านหาดไคร้จับได้ มาดำเนินการเพาะพันธุ์โดยการผสมเทียม เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2526 หลังจากที่ได้ฉีดฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองของปลาไนแล้ว 3 ครั้ง ด้วยอัตรา 0.4 โดส, 1.6 โดส, และ 0.5 โดสผสมกัน โดยทิ้งระยะการฉีดแต่ละครั้งห่างกัน 8 ชั่วโมง และ 11.15 ชั่วโมงตามลำดับ หลังจากฉีดฮอร์โมนครั้งที่ 3 นาน 4 ชั่วโมง จึงสามารถรีดไข่ออกมาผสมกับน้ำเชื้อตัวผู้ได้ นำไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไปฟักในกระชังในล่อนที่ขึงอยู่ในแม่น้ำโขง น้ำในลำน้ำโขงมีอุณหภูมิประมาณ 24.8- 25.1 องศาเซลเซียล ไข่เริ่มฟักออกเป็นตัว หลังจากที่ผสมแล้ว 42 ชั่วโมง เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัวหมดแล้ว คาดว่าได้ลูกปลาวัยอ่อนประมาณ 200,000 ตัว อนุบาลลูกปลาวัยอ่อนในกระชัง จนมีอายุได้ 2 วัน จึงตรวจพบว่ามีลูกปลาในกระชังตายเป็นจำนวนมาก ด้วยสาเหตุดังนี้
ลูกปลาแรกเกิดว่ายน้ำยังไม่ได้ เมื่อจมลงสู่กระชังจึงถูกตะกอนทับตาย
กระแสน้ำไหลเชี่ยวเกินไป มักจะพัดลูกปลาไปอัดตัวกันอยู่ท้ายกระชังตาย
ลูกปลามีนิสัยดุร้ายกัดกินกันเองรุนแรงมาก ได้ทดลองให้อาหารหลายอย่างแก่ลูกปลาวัยอ่อน ดังนี้คือ - ไข่แดงต้มสุกละลายน้ำให้กิน - เนื้อไรน้ำสีน้ำตาลอบแห้ง - ลูกไรน้ำสีน้ำตาล - ไรแดง ผลปรากฏว่าลูกปลาบึกชอบกินไรแดงมากที่สุด เมื่อลูกปลาอายุได้ 3 วัน จึงย้ายเข้ามาอนุบาลในตู้กระจกมีลูกปลาเหลืออยู่ประมาณ 3,000 ตัว เนื่องจากที่อำเภอเชียงของ อุปกรณ์ในการอนุบาลลูกปลามีไม่พร้อม และน้ำประปา ไฟฟ้า ก็ไม่สะดวก จึงได้ลำเลียงลูกปลาไปอนุบาลต่อที่สถานีประมงจังหวัดพะเยา ลูกปลาส่วนใหญ่ตายในขณะลำเลียงจนหมด เหลือรอดเพียง 32 ตัวเท่านั้น อนุบาลลูกปลาจำนวน 32 ตัว ในตู้กระจก ซึงมีเครื่องปั๊มอากาศตลอดเวลา ที่สถานีประมงจังหวัดพะเยา แล้วนำปลาบางส่วนไหเลี้ยงไว้ที่สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ จนถึงปัจจุบันนี้เหลือลูกปลารุ่นแรกรวมทั้งสิ้น 16 ตัว มีความยาวระหว่าง 30-45 ซม. ปัญหาและอุปสรรค การผสมเทียมปลาบึกซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 2526 มีปัญหาและอุปสรรคพอสรุปได้ดังนี้
ขาดความรู้ด้าน Biology เนื่องจากมีผู้ศึกษาไว้น้อยมาก
ขาดอุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่นรถลำเลียงลูกปลา ตู้กระจกและบ่ออนุบาลลูกปลา ที่มีระบบจ่ายน้ำและอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
ขาดกำลังนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการผสมเทียม และการอนุบาลลูกปลาวัยอ่อน
ได้รับงบประมาณน้อยเกินไป และเบิกจ่ายได้ล่าช้า
ช่วงที่ทำการเพาะพันธุ์ปลาบึกเป็นช่วงฤดูแล้ง ทำให้มีอุปสรรคเรื่องน้ำและอาหารที่ใช้อนุบาลลูกปลาบึก ในจังหวัดพะเยา การเพาะขยายพันธุ์ปลาบึกปี 2537 สืบเนื่องจากความสำเร็จจากการเพาะพันธุ์ปลาบึกเมื่อปี พ.ศ.2526 กรมประมงโดยสถานีประมงจังหวัดพะเยา นำโดยคุณนิตย์ คูเจริญไพศาล หัวหน้าสถานี ได้เตรียมการเพาะพันธุ์ปลาบึกมาตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ในปีนี้ชาวประมงที่บ้านหาดไคร้ จับปลาบึกได้ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม ได้ปลาบึกทั้งสิ้น 15 ตัว เป็นปลาตัวผู้ 9 ตัว และปลาตัวเมีย 6 ตัว การดูแลพ่อแม่ปลาบึก หลังจากที่ชาวประมงจับได้ เนื่องจากปลาบึกเป็นปลาขนาดใหญ่เมื่อชาวประมงจับได้จึงมีการผูกมัดอย่างแข็งแรง โดยการเอาเชือกไนล่อนร้อยเข้าทางปากออกมาทางเหงือก และผูกติดกับลำไม้ไผ่ ที่พยุงตัวปลาป้องกันตัวปลาไม่ให้จมลง ยาวกว่าตัวปลาประมาณ 1 เมตร ข้อดีของการใช้ไม้ไผ่พยุงตัวปลา เนื่องจากพ่อแม่ปลาที่จับได้ใหม่ๆ ปลาค่อนข้างจะบอบช้ำและเพลียมาก เสียการทรงตัว ซึ่งใช้ไม้ไผ่พยุงตัวปลาได้ และกันมิให้ปลาดิ้นมาก อาจทำให้ปลาอ่อนเพลียมากยิ่งขึ้น วิธีนี้สามารถจะรักษาให้พ่อแม่ปลามีชีวิตอยู่ได้นาน 5-7 วัน การฉีดฮอร์โมนเพื่อการผสมเทียม ในปีนี้ ได้ดำเนินการฉีดฮอร์โมนผสมเทียมปลาทั้งหมด 5 คู่ โดยใช้แม่ปลา 5 ตัว คู่ที่ 1 และ 2 ได้ผลพอสมควร คู่ที่ 3 ได้ผลดีมาก คู่ที่ 4 ดีพอสมควร สำหรับคู่ที่ 5 ไม่ได้ผล เนื่องจากปลาที่จับได้เก็บไว้นานเกินไป ( 3 วัน ) และสภาพไข่ไม่ดีด้วย ไข่อ่อนมากและแม่ปลาอ่อนเพลียมาก สำหรับแม่ปลาคู่ที่ 1 และ 2 สภาพไข่ก่อนฉีดยาดีพอสมควร แต่ได้ไข่จำนวนน้อย คาดว่าเนื่องจากคำนวณน้ำหนักต่อมปลาที่นำมาใช้สูงไป คือ ตามปกติต่อมปลาจีนจากตลาดเก่ากรุงเทพฯ จะอยู่ระหว่าง 1.3-1.5 กก.ต่อต่อม แต่ที่ใช้คิดต่อมละ 2.00 กก.จึงทำให้โดสที่ได้ต่ำไปไข่จึงออกมาไม่ดี ลักษณะไข่ของปลาบึกเป็นไข่ติด ซึ่งการผสมพันธุ์ครั้งนี้ทำได้ 2 วิธี
หลังจากที่ไข่ได้รักการผสมแล้ว ใช้เชือกฟางผูกเป็นพวงฉีกเป็นฝอย แล้วจุ่มในไข่เพื่อให้ไข่ติดแล้วนำไปฟัก
หลังจากไข่ได้รักการผสมพันธุ์ ใช้น้ำขุ่นตะกอนริมแม่น้ำโขงที่เตรียมไว้ ล้างไข่ที่ได้รักการผสมแล้ว เพื่อไม่ให้ไข่ติดกัน การลำเลียงไข่ปลาบึก ไข่ที่ผสมแล้วจะถูกลำเลียงโดยทางรถยนต์ โดยบรรจุไข่จำนวน 200 ซม3. ในถุงพลาสติก ภายในบรรจุน้ำประมาณ 5 ลิตร ระยะทางจากที่เพาะฟักถึงสถานีประมงจังหวัดพะเยาประมาณ 185 กม. วางถุงพลาสติกบรรจุไข่บนรถกะบะ พื้นรถปูด้วยผืนอวนเก่า และสาดน้ำจนชุ่ม ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง การเพาะฟักไข่ปลาบึก การเพาะฟักไข่ปลาบึกแบ่งออกเป็น 3 วิธีคือ
การเพาะฟักไข่ในกระชังผ้า ไข่ปลาบึกที่ผสมแล้ว จะถูกโรยบนเชือกฟางที่มัดเป็นพวง ที่ลอยในกระชังผ้า ขนาด 1*2*.75 ม.ที่แขวนลอยอยู่ริมแม่น้ำ ไข่จะฟักเป็นตัวในระหว่าง 28-36 ชม.
การเพาะฟักไข่ในกระเช้าผ้าตาถี่ ไข่ปลาบึกจะถูกนำมาใส่ในกระเช้าผ้าตาถี่ ซึ่งแขวนให้จมน้ำลึกประมาณ 40 ซม.ในบ่อซีเมนต์ขนาด 2*3 ม.ซึ่งมีระดับน้ำลึกประมาณ 70 ซม. ตอนปลายของกระเช้ามีสายยาง ต่อกับก๊อกน้ำเมื่อปล่อยน้ำออกจากก๊อกจะทำให้มีการไหลของน้ำภายในกระเช้า ทำให้ไข่ลอยหมุนอยู่ภายใน การเพาะฟักไข่ใช้น้ำหมุนเวียนเฉพาะภายในบ่อ โดยการสูบน้ำจากบ่อเพาะด้วยเครื่องสูบแบบชนิดจมน้ำ เข้าสู่ท่อส่งน้ำและปล่อยให้ไปตามท่อออกทางก๊อกน้ำเข้าสู่กระเช้าฟักไข่ ไข่ที่ได้รับเพาะฟักโดยวิธีนี้จะฟักเป็นตัวในระหว่าง 23-33 ชม. หลังจากไข่ผสมน้ำเชื้อและเมื่อไข่ฟักเป็นตัวได้ประมาณ 8 ชม. ลูกปลาวัยอ่อนจะถูกนำไปอนุบาลต่อไป
การเพาะฟักไข่ในบ่อซีเมนต์ นำไข่ที่ผสมน้ำเชื้อแล้วเทใส่บ่อซีเมนต์ขนาด 5*10 เมตรมีระดับน้ำลึกประมาณ 40 ซม. เหนือบ่อมีหลังคาคลุมอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของบ่อ ภายในบ่อวางท่อแป๊บน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางครึ่งนิ้ว ปลายอุดตัน และเจาะรูแป๊บน้ำถึงกันเป็นระยะๆห่างกันประมาณ 20 ซม. ความยาวของท่อประมาณ 6 เมตร วางท่อในแนวตรงกลางบ่อ ปลายท่อนหนึ่งของแป๊บต่อสายยางเข้ากับปั๊มลม แล้วปล่อยให้ลมไหลผ่านท่อยาง เข้าสู่แป๊บน้ำตลอดเวลา ทำให้เกิดเคลื่อนไหวของน้ำในบ่อ ทำให้กระจายอยู่ส่วนต่างๆของบ่อ ไข่ฟักเป็นตัวในระยะเวลา 26-33 ชม. เช่นเดียวกับการฟักไข่ในกระเช้าผ้า
การอนุบาลลูกปลา ลูกปลาที่ฟักเป็นตัวแล้วจะถูกย้ายนำไปอนุบาลด้วยวิธีดังต่อไปนี้ การอนุบาลในตู้กระจก ตู้กระจกที่ใช้เป็นตู้ขนาด 0.9*0.40*0.40 ม3 ใส่น้ำสูง 30 ซม. ภายในตู้มีเครื่องช่วยเพิ่มอากาศในน้ำชนิดลูกหินกลมและเป่าอากาศออกตลอดเวลา จำนวนลูกปลาที่ปล่อยเลี้ยงประมาณ 1,000 ตัว/ตู้
การอนุบาลในถังซีเมนต์กลม ถังที่ใช้เป็นถังขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 90 ซม. ใส่น้ำสูง 40 ซม. ภายในถังมีเครื่องช่วยเพิ่มอากาศ ในน้ำชนิดลูกหินกลม และเป่าอากาศออกตลอดเวลา จำนวนปลาที่ปล่อยเลี้ยงประมาณถังละ 2,000 ตัว
การอนุบาลในบ่อซีเมนต์ขนาดเล็ก บ่อที่ใช้เป็นบ่อขนาด 1*1.2*3 ม3 ภายในใส่น้ำสูงประมาณ 60 ซม. กลางบ่อวางด้วยท่อน้ำขนาดครึ่งนิ้ว ยาว 2 เมตร จำนวน 1 ท่อและเจาะรูตามท่อ ปลายท่อต่อกับเครื่องเป่าอากาศและเป่าอากาศผ่านทางท่อ ปล่อยปลาลงเลี้ยงบ่อละประมาณ 30,000 ตัว
การอนุบาลในบ่อซีเมนต์ขนาด 50 ม ภายในบ่อวางท่อแป๊บศูนย์กลางประมาณครึ่งนิ้ว ปลายอุดตันและเจาะรูในแป๊บน้ำทะลุถึงกันในระยะห่างประมาณ 20 ซม. ความยาวของท่อประมาณ 6 เมตร วางท่อในแนวตรงกลางบ่อ ปลายท่อต่อเข้ากับเครื่องเป่าลม ปล่อยให้ลมไหลผ่านท่อตลอดเวลา ใส่น้ำในบ่อสูงประมาณ 40 ซม.ปล่อยปลาลงเลี้ยงประมาณ 50,000 ตัว
การอนุบาลลูกปลาในบ่อดิน บ่อดินที่ใช้เป็นบ่อขนาด1,200 ม2 จำนวน 1 บ่อ และบ่อดินขนาด 600 ม2 จำนวน 2 บ่อ โดยปล่อยลูกปลาอายุ 4 วัน ลงในบ่ออัตราประมาณ 60 ตัว/ตารางเมตร ก่อนปล่อยปลาลงบ่อได้เตรียมบ่อโดยการตากบ่อให้แห้งประมาณ 3 วัน และใส่ปุ๋ยคอกแห้งในอัตรา 400 กก/ไร่ และเติมน้ำลึก 50 ซม. ภายในบ่อใช้เครื่องสูบน้ำชนิดจมน้ำ ดูดน้ำจากในบ่อพ่นขึ้นสู่อากาศ แล้วปล่อยให้น้ำตกบนบ่อ เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้กับน้ำในบ่อ ภายหลังปล่อยแล้ว 5 วัน พบว่าลูกปลามีการเจริญเติบโตดี และได้เริ่มให้อาหารสำเร็จรูป ที่นำมาทุบให้เป็นเม็ดเล็กโปรยให้ลูกปลากิน การให้อาหาร เมื่อลูกปลามีอายุได้ 36 ชม. นับจากฟักเป็นตัว จึงเริ่มให้ไรแดงทุกๆ 6 ชม. และเมื่อลูกปลาอายุได้ 7 วัน จึงเริ่มให้ไข้ปลาสร้อยสด โดยให้ลูกปลากินโดยตรงลูกปลาจะกินไข้ปลาสร้อยได้เป็นอย่างดี หลังจากลูกปลามีอายุได้ 10 วันจึงให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดโดยนำมาทุบให้แตกเป็นเม็ดเล็ก แล้วโปรยให้ลูกปลากิน
ปลาบึก.กรมประมง.2527.4 - 17 หน้า. ศุภชัย นิลวาานิช.2544.เพาะพันธุ์ปลาบึกจากบ่อดิน.เทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 13 ฉบับที่ 267. หน้า 12-13. ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่.2545.การเพาะพันธุ์ปลาบึกจากพ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงในบ่อดิน.วารสารคัมร์ภีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ปีที่ 1 ฉบับที่ 8. หน้า 73-77. เสน่ห์ ผลประสิทธิ์ และ ภานุ เทวรัตน์มณีกุล.2540.ชีววิทยาและการเพาะเลี้ยงปลาบึก.วารสารการประมง ปีที่ 50 ฉบับที่ 6. หน้า 441-453. เสน่ห์ ผลประสิทธ์ และ ภานุ เทวรัตน์มณีกุล.2451.ชีววิทยาและการเพาะเลี้ยงปลาบึก.วารสารการประมง ปีที่ 51 ฉบับที่1. หน้า 11-22.

|
 |
|