Home | หน้าบทความ | ถามตอบปัญหาการเพาะเลี้ยง | Admin   
 
 


10 กันยายน 2553  

ปลานิล มาจากไหนทำไมต้องแปลงเพศ
20/1/2552 10:01:28, by มณี บุตรจันทร์


 

ปลานิล…ตอนที่ 1 มาจากไหนทำไมต้องแปลงเพศ
โดยมณี  บุตรจันทร์



 

หากเอ่ยถึงอาชีพทำการเกษตร แม้ว่าส่วนใหญ่เรามักจะพบเห็นเกษตรกรประสบกับปัญหาความไม่แน่นอนของราคาผลผลิตที่บางช่วงตกต่ำ หรือความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ทัศนคติของหลายคนที่มีต่ออาชีพเกษตรกรรม ต่างคิดว่าเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนทั้งประเทศหรือทั่วโลกต่างมาจากการเกษตรทั้งสิ้น
“ปลา” เป็นอาหารในชีวิตประจำวันของชาวไทย และเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก และที่สำคัญการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ทุนมาก แรงงานก็สามารถใช้แรงงานยามว่างของชาวไรชาวนาเองได้ เช่น การเลี้ยงปลานิล
“ปลานิล” อาหารโปรตีนราคาถูกที่คนไทยทั่วประเทศรู้จักและมีโอกาสได้ลิ้มรสกันอย่างสม่ำเสมอ รองจากปลาทูก็ว่าได้ ปลานิลเลี้ยงง่ายเพราะเป็นปลากินพืช แถมยังออกลูกดก อาหารโปรตีนย่อยง่ายตัวนี้จึงได้รับความนิยมสืบมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ พระจักรพรรดิอากิฮิโต เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ทรงจัดปลานิลมาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2508 จำนวน 50 ตัว จวบจนวันนี้ปลานิลจำนวน 50 ตัวดังกล่าวออกลูกออกหลานกระจายอยู่ตามริมคลองหนองบึงทั่วประเทศไทย การเดินทางของ 50 ตัว จากญี่ปุ่นในครั้งนั้น ทำให้มีปลานิลนับแสนล้านตัวในเมืองไทยวันนี้
ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดิน เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางเมตร บริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต และพระราชทานชื่อว่า “ปลานิล” เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2509 พร้อมกับพระราชทานปลานิลขนาดยาว 3-5 ซม. จำนวน 10,000 ตัว ให้กับกรมประมงนำไปเพาะเลี้ยงเพื่อแจกจ่ายราษฎรในเวลาต่อมา
กรมประมงโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาและพันธุกรรมสัตว์น้ำได้นำปลานิลสายพันธุ์แท้มีชื่อว่า ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดาไปดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ได้ปลานิลสายพันธุ์ใหม่จำนวน 3 สายพันธุ์ คือ
1. ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 1 เป็นปลานิลที่ปรับปรุงพันธุ์มาจากปลานิลสายพันธุ์แบบคัดเลือก ภายในครอบครัว เริ่มดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 ซึ่งทดสอบพันธุ์แล้วพบว่ามีอัตราการเจริญเติบโตดีกว่าปลานิลพันธุ์ที่เกษตรกรเลี้ยง 22%
2. ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 2 เป็นปลานิลที่พัฒนาพันธุ์มาจากปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา โดยการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมในพ่อพันธุ์ให้มีโครโมโซมเป็น “YY” ที่เรียกว่า “YY – Male” หรือซุปเปอร์เมล ซึ่งเมื่อนำพ่อพันธุ์ดังกล่าวไปผสมพันธุ์กับแม่พันธุ์ปรกติจะได้ลูกปลานิลเพศผู้ที่เรียกว่า “ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 2 ซึ่งมีลักษณะเด่นคือเป็นเพศผู้ที่มีโครโมโซมเพศเป็น “XY” ส่วนหัวเล็กลำตัวกว้าง สีขาวนวล เนื้อหนาและแน่น รสชาติดี อายุ 6-8 เดือน สามารถเจริญเติบโตได้ขนาด 2-3 ตัวต่อกิโลกรัม ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าปลานิลพันธุ์ที่เกษตรกรเลี้ยง 45%
3. ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 3 เป็นปลานิลที่ปรับปรุงพันธุ์มาจากการนำปลานิลพันธุ์ผสมกลุ่มต่าง ๆ ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างปลานิลสายพันธุ์จิตรลดาและปลานิลสายพันธุ์อื่น ๆ อีก 7 สายพันธุ์ ได้แก่ อียิปต์ กานา เคนย่า สิงคโปร์ เซเนกัล อิสราเอล และไต้หวัน ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วและอัตรารอดสูงในสภาพแวดล้อมการเลี้ยงต่าง ๆ ไปสร้างเป็นประชากรพื้นฐาน จากนั้นจึงดำเนินการคัดพันธุ์ในประชากรพื้นฐานต่อโดยวิธีดูลักษณะครอบครัวร่วมกับวิธีดูลักษณะภายในครอบครัว ปลานิลชั่วอายุ 1-5 ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์โดยหน่วยงาน lCLARM ในประเทศฟิลิปปินส์ จากนั้นจึงนำลูกปลาชั่วอายุที่ 5 เข้ามาในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2538 สถาบันวิจัยและพัฒนพันธุกรรมสัตว์น้ำ จึงดำเนินการปรับปรุงปลาพันธุ์ดังกล่าวต่อโดยวิธีการเดิมจนในปัจจุบันได้ 2 ชั่วอายุและเรียกว่า “ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 3” ปลาสายพันธุ์นี้มีลักษณะเด่นคือ ส่วนหัวเล็ก ลำตัวกว้างสีเหลืองนวล เนื้อหนาและแน่น รสชาติดีอายุ 6-8 เดือน สามารถเจริญเติบโตได้ขนาด 3-4 ตัวต่อกิโลกรัม ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าปลานิลพันธุ์ที่เกษตรกรเลี้ยง 40%
ถึงแม้ว่าปลานิลจะเป็นสัตว์เลี้ยงง่าย โตเร็ว และขยายพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี แต่เกษตรก็ยังประสบปัญหาในเรื่องการเจริญเติบโต และขนาดที่แตกต่างกันของปลานิล ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร คณะประมงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขนได้ทำการค้นคว้าเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกร จึงเริ่มทำโครงการวิจัยการเพาะพันธุ์ปลานิลแปลงเพศขึ้น โดยเปลี่ยนปลานิลเพศเมียให้เป็นเพศผู้ทั้งหมด เนื่องจากปลานิลเพศผู้นั้น สามารถเจริญเติบโตได้ดีกว่าเพศเมีย โดยเมื่อเพศเมียออกไข่แล้วก็จะหยุดการเจริญเติบโต จึงทำให้ขนาดและน้ำหนักตัวลดลง ซึ่งส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกร สำหรับการแปลงเพศปลานิลครั้งนี้ได้ใช้ฮอร์โมนเพศผู้ หรือแอนโดรเจน ผสมอาหารให้ลูกปลาวัยอ่อนกิน เพื่อโน้มนำให้เกิดการเปลี่ยนเพศ ซึ่งก่อนการนำปลานิลมาเปลี่ยนเพศ จำเป็นต้องคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาที่มีความแข็งแรงปราศจากเชื้อโรคและบาดแผล ซึ่งการนำปลานิลมาแปลงเพศนั้น ต้องมีการนำไข่ออกจากแม่ปลา เพื่อนำไปพักก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทราบถึงอายุของไข่ปลาในการนำมาฟัก ซึ่งระยะการเจริญของไข่ปลานั้น แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ไข่ยังไม่มีการพัฒนา มีสีเหลืองหรือสีน้ำตาล
ระยะที่ 2 ไข่มีการพัฒนาเริ่มเห็นจุดดำ ๆ 2 จุด
ระยะที่ 3 เริ่มมองเห็นดวงตาได้ชัดเจน และมีหางใส ๆ เกิดขึ้น
ระยะที่ 4 ลูกปลาสามารถว่ายน้ำได้ แต่ยังมีถุงไข่ติดหน้าท้อง
ระยะที่ 5 ถุงไข่แดงหน้าท้องยุบลง
เมื่อถุงหน้าท้องยุบจนถึงอายุประมาณ 3-4 วัน ลูกปลาจะว่ายน้ำออกจากกรวยมาสู่ถาดอนุบาล เมื่อมาถึงระยะนี้ระบบสืบพันธุ์ของลูกปลาจะเริ่มพัฒนาจึงเป็นช่วงที่จะเริ่มให้กินอาหารผสมฮอร์โมน ซึ่งการทำอาหารผสมฮอร์โมนนั้นสามารถทำได้โดยการเตรียมปลาป่น 500 กรัม แล้วนำไปร่อนเก็บเอาส่วนผงไว้ใช้ จากนั้นทำการละลายฮอร์โมนแอนโดรเจน 0.06 กรัมในเอธานอล 240 ซีซี (เก็บใส่ขวดสีขาแช่ตู้เย็น) และพ่นฮอร์โมนให้กับปลาป่นผสมรำที่ร่อนแล้วผึ่งให้แห้งประมาณ 12 ซม. ซึ่งสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ เมื่อลูกปลาฝึกให้กินอาหารในถาดอนุบาล 1-2 วัน ก็จะถูกย้ายลงไปอนุบาลในกระชัง โดยในหนึ่งกระชังจะเลี้ยงลูกปลา 10,000 – 20,000 ตัว โดยทำการให้อาหารดังนี้
วันที่ 1-10 ให้อาหารผสมฮอร์โมน 30% ของน้ำหนักตัว
วันที่ 11-30 ให้อาหารผสมฮอร์โมน 20% ของน้ำหนักตัว หลังจากวันที่ 30 ให้อาหารเม็ดสำเร็จรูป 20-30% ของน้ำหนักตัว จนกว่าจะได้ขนาดตามที่ต้องการ

ประโยชน์ของปลานิลแปลงเพศ

ประโยชน์ของปลานิลแปลงเพศ คือ ปลานิลที่แปลงเพศมาเป็นเพศผู้นั้นจะสามารถโตเร็วกว่าปลานิลเพศเมีย เนื่องจากปลานิลเพศผู้ไม่ต้องใช้อาหารที่ให้ไปสร้างรังไข่เหมือนกับตัวเมีย จึงทำให้ได้รับอาหารอย่างเต็มที่ อีกทั้งการโตเร็วของปลานิลแปลงเพศ ยังสามารถช่วยให้เกษตรกรขายปลาได้ทันตามความต้องการของตลาด
ในประเทศไทยพบปลานิลสีเหลือง – ขาว ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์มาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลานิลกับปลาหมอเทศ ซึ่งนอกจากสีภายนอกที่แตกต่างจากปลานิลธรรมดาแล้ว ภายในตัวปลาที่ผนังช่องท้องยังเป็นสีขาวเงิน คล้ายผนังช่องท้องของปลากินเนื้อ สีของเนื้อปลาเป็นสีขาวชมพูคล้ายปลากะพงแดง ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานในต่างประเทศมีชื่อเรียกเป็นที่รู้จักว่า “ปลานิลแดง”
ด้วยเหตุที่ปลานิลเป็นปลาน้ำจืดที่มีผู้เพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นในปีนี้กรมประมงจึงได้จัดทำโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตปลานิลเพื่อการส่งออก เพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลความต้องการสินค้าปลานิลของผู้แปรรูปและส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล อันจะนำไปสู่การพัฒนาให้เกิดระบบ Contract farming ต่อไป
เปรียบเทียบระหว่างการเลี้ยงปลานิลธรรมดาทั่วไปกับปลานิลแปลงเพศ การเจริญเติบโตของปลานิลแปลงเพศจะโตรวดเร็วกว่า เพราะอาหารที่กินเข้าไปสามารถนำไปใช้ในการสร้างกล้ามเนื้ออย่างมีประสิทธิภาพ ผิดกับปลานิลธรรมดา ถ้าในช่วงมีการผสมพันธุ์ปลา การเจริญเติบโตลดลง ทำให้ระยะเวลาในการเลี้ยงนั้นนานขึ้น เนื่องจากอาหารที่กินเข้าไปจะถูกนำไปสร้างน้ำเชื้อสำหรับตัวผู้ ส่วนตัวเมียจะถูกนำไปสร้างไข่ ทำให้ปลาแคระแกรน

สำหรับเกษตรกรผู้สนใจที่จะเลี้ยงปลานิล สามารถหาซื้อพันธุ์ปลาได้ที่หน่วยงาน ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จ.สงขลา
เอกสารอ้างอิง

สุปรีชา  กลิ่นพูน.  2551 Aquaculture ฉบับที่ 2  ปีที่ 11  เดือน กรกฎาคม  หน้าที่ 20-21
สัตว์น้ำ  ปีที่ 12  ฉบับที่ 141  ประจำเดือน พฤษภาคม  2544  หน้าที่ 77-78.
http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?topic=10767.0
http://www.fisheries.go.th/it-network/knowledge/type%20of%20fish/typeof


                                               ปลานิล ตอนที่ 2 การเลี้ยงในกะชัง

การเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง หมายถึง การเพาะพันธุ์ การอนุบาล หรือการเลี้ยงปลาให้เพิ่มปริมาณด้านจำนวนตัวหรือเพื่อให้เจริญเติบโตมีน้ำหนักและขนาดเพิ่มขึ้น การเลี้ยงปลาในกระชัง มีปลาและสัตว์น้ำหลายชนิดที่สามารถเลี้ยงได้ดีในกระชัง เช่น ปลานิล
ปัจจุบันกระชังเลี้ยงปลามีการพัฒนารูปแบบและวัสดุที่ใช้ทำกระชังไปหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ กระชังที่เลี้ยงปลา สามารถแบ่งออกได้ 2 รูปแบบ คือ กระชังประจำที่ และกระชังลอยน้ำ รูปร่างกระชังที่ใช้เลี้ยงปลานิล  โดยทั่วไปจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพราะทำได้ง่าย การจัดวางก็ไม่ยุ่งยากและถ่ายเทของน้ำได้ดี ขนาดกระชังที่ใช้ขึ้นอยู่กับความต้องการและขนาดพื้นที่ที่วาง กระชังขนาดที่นิยมใช้คือ 2x2x2 เมตร และขนาด 5x5x5 เมตร เพราะนำไปวางผูกติดกับแพหรือทุ่นลอยที่มีโครงทำด้วยเหล็กแป๊บจะวางได้พอดีและเป็นขนาดที่จัดการดูแลการจับทำได้สะดวก และทำฝาปิดด้วยเนื้ออวนเช่นเดียวกับกระชัง เพื่อป้องกันนกกินปลา และป้องกันปลากระโดดออกนอกกระชัง และปลาภายนอกกระโดดเข้ามาในกระชัง
การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ให้ผลผลิตสูง ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงเศรษฐศาสตร์และการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำทั่วไป อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถหันมาเลี้ยงปลาได้
ปลานิลกินอาหารในช่วงกลางวันได้ดีกว่ากลางคืนและเนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่ไม่มีกระเพาะอาหารจริงจึงกินอาหารได้ทีละน้อยและย่อยได้ช้า จึงควรให้อาหารครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง การเลี้ยงปลานิลในกระชัง ถ้าเป็นการเลี้ยงปลาเพศเดียวหรือการเลี้ยงปลาเพศผู้ที่เลี้ยงแบบการพัฒนา ส่วนใหญ่จะได้ปลาที่มีอัตราการเจริญเติบโตและขนาดสม่ำเสมอ สามารถจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ราคาดีกว่าการเลี้ยงปลานิลรวมเพศ ปลานิลจะมีน้ำหนักประมาณ 2-3 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ตลาดต้องการ ลักษณะเด่นของปลานิลคือ
-   เส้นใยเนื้อละเอียดแน่นมีรสชาติดีและปราศจากกลิ่น
-   มีไขมันต่ำมากปราศจากกลิ่นที่เกิดจากไขมันในตัวปลา
-   ปริมาณเนื้อบริโภคได้ต่อน้ำหนักสูงถึง 40% และมีส่วนสันหนามาก
-   ส่วนหัวเล็ก โครงกระดูกเล็ก ก้างน้อย
-   เนื้อทุกส่วนสีขาวน่ารับประทาน
-   อัตราการเจริญเติบโตเร็วมาก
-   ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี มีความต้านทานต่อโรคสัตว์น้ำต่าง ๆ ได้ดี
ปัจจุบันมีการส่งออกปลานิลกันมากขึ้นในรูปของปลาแช่แข็งทั้งตัว โดยเฉพาะการแปรรูปเป็น
ปลาแล่เนื้อแช่แข็งทั้งตัว ประเทศที่นำเข้าเช่น สหรัฐอเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เป็นต้น แต่มีข้อแม้ว่าปลาที่เลี้ยงได้จะต้องมีขนาดโต น้ำหนักประมาณ 400 กรัมขึ้นไปและไม่มีสารตกค้างในเนื้อปลาและข้อกีดกันทางการค้าของบางประเทศเกี่ยวกับการใช้ฮอร์โมนในการเปลี่ยนเพศปลา กลิ่นสาบหรือกลิ่นโคลนในตัวปลานิลที่เลี้ยงในบ่อดินมักจะไม่เกิดขึ้นกับการเลี้ยงปลานิลในกระชังที่มีการเลี้ยงแบบพัฒนาดังกล่าว นอกจากนี้เศษซากของปลานิลเหล่านี้ เมื่อนำมาย่อยบดเป็นอาหารปลามีผลต่อปลานิลทำให้น้ำหนักดี เกล็ดปลาใส ไม่มีสารพิษตกค้างในเนื้อปลา ทำให้การส่งออกปลานิลไปต่างแดนได้รับความไว้ใจ
   ผลจากการเลี้ยงปลาด้วยเนื้อปลานิลด้วยกัน ส่งให้หนังปลามีมูลค่าเพิ่มขึ้น ปัจจุบันหนังปลานิลถูกแปรรูปเป็นเครื่องหนังชั้นดี สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ได้ทั้งรองเท้าบุรุษและสตรี รองเท้าลีลาศ กระเป๋า เข็มขัด พวงกุญแจและนั่นเป็นอีกความร่วมมือขององค์การฟอกหนัง หน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหมที่สนับสนุนทั้งในเรื่องตลาดและดีไซน์รวมทั้งเทคนิคการฟอกย้อมหนังของปลาให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสีสันและมีความทันสมัย
   ปกติแล้วหนังปลาคนไทยนำไปบริโภค แต่ถ้านำมาทำให้มีมูลค่ามีราคา ก็นำมาฟอกได้เหมือนกับของสัตว์ทุกชนิด ซึ่งในหนังปลามีคุณสมบัติพิเศษคือ มีเส้นใยในลักษณะใยแมงมุม มีความเหนียว หนังหลังฟอกแล้วนำเหล็กแหลมลงไปทิ่มยังไม่ขาด หนังปลาเมื่อฟอกย้อมออกมามีหน้าตาคล้ายหนังงู มีคุณสมบัติไม่ต่างจากหนังชนิดอื่น เช่น หนังวัว หนังจระเข้ หนังงู ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากหนังปลาขององค์การฟอกหนังมีวางขายที่โชว์รูมกล้วยน้ำไท และโชว์รูมถนนราชดำเนิน
   ปลานิลที่เป็นแค่ปลาธรรมดาในสายตาคนทั่วไป อาจไม่ใช่ปลาราคาถูกอีกต่อไป เพราะมูลค่าในตัวเองมากมายจริง ๆ สำหรับบางคนที่เคยทำงานมีรายได้ที่รองรับแน่นอน ดูเหมือนจะมีความมั่นคงในชีวิต แต่กลับถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงาน ทำให้ต้องรับภาระกับงานที่หนักขึ้น แต่ค่าตอบแทนกลับไม่ได้มากไปกว่าเดิมสักเท่าใดนัก  พร้อมกับการแข่งขันที่สูงทั้งภายในและภายนอกองค์กร การหันมาสู่เส้นทางอาชีพเกษตรกรรมอาจจะเป็นหนทางที่ดีกว่าในชีวิต การเลี้ยงปลานิลก็เป็นทางเลือกที่ดี เช่นกัน
เอกสารอ้างอิง
สัตว์น้ำ  ปีที่ 12  ฉบับที่ 141  ประจำเดือน พฤษภาคม  2544  หน้าที่ 77-78.
http://www.ryt9.com/news/2005-03-23/3405119
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Columnid
http://www.doae.go.th/LIBRARY/html/detail/fish_nil/tilipiao.htm
http://www.ku.ac.th/C-magazine/jul49/agri/fish.htm
http://www.navy22.com/smf/index.php?topic=137380

    



บทความ
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส... ด้วยการเลี้ยงปลาในกระชังตอน3
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส... ด้วยการเลี้ยงปลาในกระชังตอน2
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส... ด้วยการเลี้ยงปลาในกระชังตอน1
แอมโมเนียกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
การเร่งสีปลาสวยงาม ด้วยสารประกอบให้สี
ปลาหมอตาล
เขียวมรกต ปลาอนาคตไกล.....ทางเลือกใหม่ของเกษตรกร
เลี้ยงปลาดุก ในบ่อซีเมนต์ด้วยผักตบชวา
การเลี้ยงปลาไหลในล้อยาง...แนวทางใหม่ในการเลี้ยง
ไปเรียนรู้เทคนิคการลำเลียงขนย้ายลูกปลากันดีกว่า
 
© Copyright 2002 Nicaonline.com. All right reserved.
Powered by Dwc_Articles 1.2 Beta