Home | หน้าบทความ | ถามตอบปัญหาการเพาะเลี้ยง | Admin   
 
 


10 กันยายน 2553  

ปลาที่เพาะเลี้ยงง่าย ตอน ปลาดุก
2/5/2548 14:30:08, by เอกสารคำแนะนำ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


 
ปลาดุก

      นับตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ปลาน้ำจืดที่ชาวไทยยกย่องกันว่าเนื้อมีรสชาติอร่อยนุ่มหวาน สามารถนำมาปรุงแต่งเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ได้มากรสคือ "ปลาดุก"  ปัจจุบันนี้ แม้จะพบว่าปลาดุกมีขายอยู่ตามตลาดทั่วไปก็ตาม แต่ก็ซื้อขายกันในราคาสูง เนื่องจากความนิยมของประชาชน นับวันก็ยิ่งทวีความต้องการมากขึ้น      ฉะนั้นแม้ปลาชนิดนี้จะมีผู้นิยมเลี้ยงกันมาเป็นเวลานาน แต่ค่านิยมก็มิได้ลดน้อยลงแม้แต่น้อย ปลาดุกชนิดที่ประชาชนนิยมบริโภค คือ "ปลาดุกด้าน" ที่นับว่าสำคัญอีกประการหนึ่ง เป็นเพราะปลาดุกเลี้ยงง่าย โตเร็ว อดทนต่อสิ่งแวดล้อม สามารถทนทานต่อการขนส่งระยะไกล ๆ จึงมีผู้สนใจเลี้ยงปลาดุกมากขึ้นตามลำดับกรมประมง จึงได้ทดลองและค้นคว้าหาวิธีเพิ่มปริมาณ ด้วยวิธีการเพาะพันธุ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ และวิธีการผสมเทียม ตลอดจนวิธีเลี้ยง เพื่อให้เป็นไปตามหลักวิชาโดยตระหนักถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนคนไทยจะพึงได้รับ ไม่ว่าจะเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร หรือเพื่อการจำหน่ายให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้พี่น้องร่วมชาติได้มีชีวิตอยู่อย่างสมบูรณ์พูนสุข อยู่ดีกินดีในที่สุด

แหล่งกำเนิดและลักษณะโดยทั่วไป
ในประเทศไทยมีพันธุ์ปลาจำพวกปลาดุกอยู่ 5 ชนิด แต่ที่รู้จักกันแพร่หลายมีอยู่ 2 ชนิด คือ "ปลาดุกด้าน" (Clarias batrachus) และ (Clarias macrocephalus) จากผลของการทดลอง พบว่า ปลาดุกด้านมีความเหมาะสมที่จะนำมาเลี้ยงมากกว่าปลาดุกอุย แหล่งกำเนิดของปลาชนิดนี้มีอยู่ทั่วไปในน่านน้ำจืด ในเขตร้อนแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และหมู่เกาะบอร์เนียว ฟิลิปปินส์ สำหรับในประเทศไทยนั้น จะพบว่ามีอยู่ทั่วไปตามลำคลอง หนองบึง ทั่วทุกภาค โดยธรรมชาติปลาดุกจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำซึ่งมีพื้นดินเป็นโคลนตมที่มีน้ำจืดสนิท และแม้แต่ในแหล่งที่มีน้ำแต่เพียงเล็กน้อย หรือในน้ำที่ค่อนข้างกร่อย ปลาดุกก็สามารถอาศัยอยู่ได้
    ปลาดุกเป็นปลาที่อยู่ในครอบครัว Clariidae ลักษณะโดยทั่วไปเป็นปลาไม่มีเกล็ด ตัวยาวเรียว ครีบหลังยาวไม่มีกระโดง ครีบท้องยาวเกือบถึงโคนหาง มีอวัยวะช่วยในการหายใจ ซึ่งช่วยให้ปลาดุกมีความอดทนสามารถอยู่พ้นน้ำได้นาน ขนาดนัยน์ตาของปลาดุกจะดูเล็กผิดส่วนถ้าเทียบกับขนาดของลำตัว มีหนวด 4 คู่ซึ่งสามารถรับความรู้สึกต่าง ๆ ได้ดี ฉะนั้นปลาดุกจึงใช้หนวดมากกว่าใช้ตาเพื่อหาอาหารตามพื้นหน้าดินโดยปกติแล้วปลาดุกมีนิสัยว่องไว ชอบกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ แต่ถ้านำมาเลี้ยงในบ่ออาจให้อาหารจำพวกพืช และสามารถฝึกนิสัยให้ปลาดุกขึ้นมากินอาหารบริเวณผิวน้ำได้
   ความแตกต่างของ "ปลาดุกด้าน" และ "ปลาดุกอุย" นั้น สามารถเห็นได้ชัดตรงบริเวณกระดูกท้ายทอย เพราะท้ายทอยของปลาดุกด้านมีลักษณะแหลมเป็นรูปสามเหลี่ยม ต่างจากท้ายทอยของปลาดุกอุย ซึ่งมีลักษณะมนโค้ง ลักษณะอื่น ๆ คือ สีของลำตัว แต่การสังเกตลักษณะประการหลังนี้ ต้องอาศัยความชำนาญ
ลักษณะเพศและฤดูวางไข่
      การแยกเพศ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเพาะพันธุ์ ลักษณะที่เห็นได้ง่ายและเด่นชัด คือบริเวณใกล้ช่องทวารของปลาดุกตัวผู้ จะมีอวัยวะแสดงเพศซึ่งมีลักษณะเรียวยาวยื่นออกมา ถ้าเป็นตัวเมีย อวัยวะแสดงเพศจะมีลักษณะค่อนข้างกลม และเห็นได้ชัดว่าสั้นกว่า ขนาดของปลาดุกที่จะแยกเพศได้ถนัดนั้น ต้องเป็นปลาที่มีขนาดยาวเกินกว่า 15 เซนติเมตร
      ลักษณะที่สังเกตได้ง่ายอีกประการหนึ่งคือ ในฤดูวางไข่ บริเวณส่วนท้องของปลาตัวเมียจะอูมเป่งกว่าปกติ ถ้าใช้มือบีบเบา ๆ ตรงบริเวณท้องจะมีไข่ออกมาฤดูที่ปลาดุกจะเริ่มวางไข่ อยู่ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ช่วงเวลาที่ปลาดุกวางไข่มักอยู่ในระหว่างเดือนซึ่งมีฝนตกชุก ฉะนั้นการเพาะพันธุ์ปลาดุก จึงควรกระทำในระยะเวลาดังกล่าวแล้ว
วิธีการเพาะปลาดุก
     ก. การเตรียมสถานที่ โดยที่ปลาดุกสามารถวางไข่ได้ในท้องนา คูหรือในทำเลที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ฉะนั้น การเตรียมสถานที่สำหรับเพาะปลาดุกควรทำสถานที่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับสภาพธรรมชาติที่ปลาดุกวางไข่ เท่าที่ได้ทำการทดลองได้ผลมาแล้ว ใช้บ่อซึ่งมีขนาดกว้างประมาณ 5 เมตร ยาว 10 เมตร ลึก 75 เซนติเมตร ทั้งนี้เพื่อการดูแลได้สะดวก บริเวณของบ่อเพาะพันธุ์ควรตั้งอยู่ในทำเลที่เงียบสงัดห่างไกลจากการรบกวน นอกจากการใช้บ่อดังกล่าวแล้ว อาจใช้คูซึ่งมีสภาพคล้ายคลึงกันเป็นที่เพาะก็นับว่าได้ผลดีเช่นเดียวกัน
    ข. เตรียมที่วางไข่ ธรรมชาติของปลาดุก เป็นปลาที่ชอบวางไข่ตามโพรงริมตลิ่ง ก่อนที่จะวางไข่นั้นพ่อปลาจะกัดดินทำโพรงเพื่อวางไข่ฉะนั้นบ่อที่ใช้ในการเพาะปลาดุกจึงควรขุดโพรงที่ริมบ่อ หรือคูให้มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำประมาณ 20 เซนติเมตร ให้ปากโพรงกว้างประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกประมาณ 35 เซนติเมตร ที่ก้นโพรงควรทำให้เป็นแอ่งกว้างกว่าที่ปากโพรงเล็กน้อย
     อนึ่ง การเตรียมโพรงเพื่อให้ปลาวางไข่ ควรให้โพรงมีระยะห่างกันพอสมควร จำนวนโพรงนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนพ่อแม่พันธุ์ปลาที่ปล่อยลง
    ค. คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ควรจะเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์เป็นปลาที่เติบโตเร็ว ไม่มีโรคพยาธิ มีไข่และน้ำเชื้อแก่เต็มที่นอกจากนี้ควรจะเป็นปลาที่มีขนาดไล่เลี่ยกัน โดยปกติควรใช้พ่อแม่พันธุ์ที่มีขนาดตั้งแต่ 20 เซนติเมตร ขึ้นไป
    ง. อัตราส่วนการปล่อยพ่อแม่ปลา ถ้าผู้เลี้ยงปลามีบ่อหรือคูจำนวนจำกัด ภายหลังที่ใช้บ่อหรือคูในการเพาะปลาแล้ว จะใช้บ่อนี้เลี้ยงลูกปลาไปจนโตก็ได้ อัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่จะเพาะปลาดุกโดยวิธีนี้ ควรใช้พ่อแม่พันธุ์ขนาดใหญ่ประมาณ 10 คู่ ต่อเนื้อที่บ่อ 200 ตารางเมตรถ้ามีบ่อหลายบ่อ หลังจากที่เพาะปลาดุกในบ่อด้วยวิธีดังกล่าวแล้วก็อาจจะช้อนปลาดุกขนาด 2-3 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ลูกปลาดุกยังไม่แตกฝูง นำไปเลี้ยงในบ่อที่เตรียมไว้สำหรับเลี้ยงลูกปลาอีกต่างหากก็ได้แล้วใช้บ่อเดิมนั้นเป็นบ่อสำหรับเพาะปลารุ่นอื่นอีกต่อไป ทั้งนี้จะเพาะได้อีกประมาณ 2 รุ่น โดยปล่อยพ่อแม่ปลาชุดใหม่ไปครั้งละประมาณ 10 คู่ หากบ่อดังกล่าวสามารถถ่ายเทน้ำได้สะดวก ภายหลังที่เพาะปลาดุกรุ่นแรกได้แล้วควรจะระบายน้ำและจับพ่อแม่ปลารุ่นแรกออก จากนั้นจึงไขน้ำใหม่เข้ามา
   จ. การวางไข่และการผสมพันธุ์ จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความอ่อนแก่ของไข่และน้ำเชื้อ รวมทั้งสภาพของสิ่งแวดล้อม เช่น ถ้ามีฝนตกชุก อุณหภูมิของน้ำพอเหมาะพอดี ปลาดุกก็จะวางไข่และผสมพันธุ์เร็วขึ้นคือหลังจากที่ได้ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ไว้ประมาณ 3-7 วัน ฤดูวางไข่ฤดูหนึ่ง ปลาดุกสามารถวางไข่ได้ประมาณ 2 ครั้ง ปลาดุกคู่หนึ่งสามารถให้กำเนิดลูกปลาได้ประมาณ 2,000-5,000 ตัว
     ในขณะที่ปลาผสมพันธุ์ จะสังเกตเห็นได้ว่าปลาตัวผู้และตัวเมียจะว่ายเข้าออกอยู่ตรงบริเวณโพรง ปลาตัวเมียจะวางไข่ติดดินหรือติดกับรากหญ้าบริเวณก้นหลุม ไข่ของปลาดุกมีลักษณะเป็นเม็ดกลม สีเหลืองอ่อนขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร      หลังจากการวางไข่และผสมพันธุ์แล้วปลาตัวผู้จะเฝ้าดูแลรักษาไข่ในโพรงจนกระทั่งไข่ฟักออกเป็นตัว ลูกปลาจะอยู่ในโพรงนั้นจนถุงไข่แดงซึ่งอยู่บริเวณท้องยุบหายไป ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 5-7 วัน ในระหว่างนี้ลูกปลาจะผุดขึ้นผุดลงเพื่อหายใจบนผิวน้ำตรงบริเวณโพรงฟักไข่
การรวบรวมพันธุ์ปลาดุกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
     แหล่งที่จะรวบรวมลูกปลาดุก มักจะเป็นบริเวณคูหรือคลองที่มีกระแสน้ำเล็กน้อย หรือในน้ำนิ่งตามท้องทุ่ง และในแหล่งน้ำจืดซึ่งมีระดับน้ำตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป ลักษณะของแหล่งที่ปลาดุกจะวางไข่ตามธรรมชาติ มักจะเป็นบริเวณท้องทุ่งที่มีหญ้าปกคลุมเล็กน้อย หรือที่บริเวณชายน้ำ ริมคู คลอง ปลาดุกจะทำหลุมหรือโพรง ปากโพรงจะอยู่ต่ำกว่าระดับผิวน้ำ 20-25 เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15-30 เซนติเมตร
     วิธีรวบรวมลูกปลาดุกสามารถกระทำได้ง่าย ปกติแล้วผู้รวบรวมลูกปลามักลงไปในน้ำ ใช้มือคลำตามชายน้ำตามทำเลที่เหมาะสมครั้งแรกเมื่อพบหลุมหรือโพรง ควรใช้มือค่อย ๆ คลำลงไปที่ก้นหลุมหรือโพรงนั้น ถ้าลักษณะก้นหลุมหรือโพรงลื่นเป็นมัน แสดงว่าปลาดุกกำลังกัดแอ่งเพื่อที่จะวางไข่ สังเกตให้ดีจะเห็นพ่อแม่ปลาดุกว่ายเข้าออกอยู่ในบริเวณนั้น ปลาดุกเมื่อวางไข่แล้ว ไข่จะติดอยู่ที่ผิวดิน หรือติดกับรากหญ้าที่บริเวณก้นหลุม ปลาดุกวางไข่ใหม่ ๆ เมื่อเอามือคลำจะรู้สึกว่ามีเม็ดเล็ก ๆ ติดอยู่ที่ก้นหลุมหากหยิบขึ้นมาพร้อมกับดินในบริเวณนั้น จะเห็นเม็ดสีเหลืองอ่อนขนาดประมาณเม็ดสาคูเล็ก ๆ ปนอยู่ แต่ถ้าไข่ฟักออกเป็นตัวแล้ว เมื่อเอามือคลำลงไปจะรู้สึกว่ามีสิ่งที่เคลื่อนไหวมากระทบมือ แสดงว่ามีลูกปลาดุกอยู่ในที่นั้น เพื่อให้แน่ใจว่าลูกปลาที่มีอยู่ในหลุมโพรงนั้นแข็งแรงพอที่จะตักออกไปเลี้ยงในบ่อได้หรือไม่ ผู้รวบรวมลูกปลามักจะใช้กระชอนช้อนลูกปลาขึ้นมาดู ถ้าสังเกตเห็นว่าลูกปลายังมีถุงไข่แดงติดอยู่ที่ส่วนท้อง ก็ควรทิ้งไว้ในหลุมหรือโพรงนั้นอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้วจึงค่อยกลับมาช้อนเอาลูกปลาไปเลี้ยงในบ่ออนุบาลภายหลัง
การอนุบาลลูกปลา
      การอนุบาลลูกปลา ทำได้หลายวิธีตามความจำเป็นของผู้เลี้ยงแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้
   ก. การอนุบาลในบ่อดิน ลูกปลาดุกจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าการอนุบาลลูกปลาในบ่อชนิดอื่น ทั้งนี้เนื่องจากในบ่อดินมีอาหารธรรมชาติสมบูรณ์ ช่วยให้ลูกปลาเจริญเติบโตได้เร็ว บ่อดินที่ใช้อนุบาลลูกปลาแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. บ่อดินขนาดเล็ก เหมาะสำหรับผู้ประสงค์จะเลี้ยงลูกปลาไว้ชั่วระยะหนึ่งเพื่อจำหน่าย บ่อขนาดนี้นอกจากจะเป็นบ่อพักลูกปลาแล้วยังสะดวกในการคัดขนาดและดูแลรักษา การคัดขนาดมีความจำเป็นสำหรับการเลี้ยงปลาดุกเป็นอย่างมาก เพราะปลาดุกเป็นปลากินกันเอง ปลาที่มีขนาดโตกว่าจะกินปลาที่มีขนาดเล็กกว่า บ่อดินขนาดเล็กที่ใช้อนุบาลลูกปลาดุกทั่วไป ควรมีขนาด 2-3 ตารางเมตร น้ำลึกประมาณ 60 ซม. และควรปล่อยลูกปลาขนาดเล็กลงเลี้ยงประมาณ 10,000-30,000 ตัว
2. บ่อดินขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับผู้ที่จะเลี้ยงลูกปลาดุกให้เติบโตเป็นขนาด 3-5 ซม. เพื่อไว้จำหน่าย บ่อดังกล่าวนี้เมื่อปล่อยปลาลงเลี้ยงแล้วไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่กับลูกปลานัก เพราะการปล่อยลูกปลาลงในบ่อขนาดใหญ่ดังกล่าว อัตราส่วนที่ปล่อยจะต้องมีปริมาณน้อยกว่าลูกปลาที่ปล่อยเลี้ยงในบ่อขนาดเล็ก โดยทั่วไปจะปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงโดยเฉลี่ยประมาณตารางเมตรละ 1,000 ตัว ลูกปลาดุกที่อนุบาลในบ่อขนาดใหญ่นี้จะมีการเจริญเติบโตรวดเร็ว เพราะในบ่อมีอาหารธรรมชาติเพียงพอข้อเสียสำหรับการอนุบาลลูกปลาในบ่อขนาดใหญ่นี้คือ ถ้าเลี้ยงลูกปลาซึ่งมีขนาด 3-5 ซม. อาจมีอัตราการตายได้ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น การคัดขนาดของลูกปลาโดยใช้ปลาขนาดเดียวกันเลี้ยงรวมกัน จะได้ผลดีกว่าการเลี้ยงปลาคละขนาดรวมกันไป บ่อดินขนาดใหญ่ที่ใช้เลี้ยงลูกปลาดุก ควรมีขนาด 100-200 ตารางเมตร
   ข. การอนุบาลในบ่อหรือถังซีเมนต์ วิธีนี้สะดวกในการถ่ายเปลี่ยนน้ำ ตลอดจนการดูแลรักษาและการคัดขนาดปลาที่โตออกแต่ในบ่อหรือถังซีเมนต์นี้ไม่มีอาหารธรรมชาติเพียงพอ จึงทำให้ลูกปลาเติบโตช้ากว่าที่ควร นอกจากนั้นข้อเสียอีกอย่างหนึ่ง คือ อาจทำให้เกิดโรคได้ง่าย บ่อหรือถังซีเมนต์ที่นิยมใช้มีขนาดประมาณ 1 ตารางเมตร สูงประมาณ 50 เซนติเมตร
   ค. การอนุบาลด้วยกระชัง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ใกล้กับคูคลองหรือแหล่งน้ำ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะใช้แหล่งน้ำดังกล่าวเป็นที่ลอยกระชัง ส่วนดีของการอนุบาลลูกปลาด้วยวิธีนี้คือ น้ำถ่ายเทได้ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังสะดวกต่อการคัดลูกปลาที่ต่างขนาดออก กระชังที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปทำด้วยตะแกรงลวดอะลูมิเนียม ขนาดตาเล็กเท่าช่องตาของมุ้งลวด มีขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ยาว 1.5 เมตร ลึก 90 เซนติเมตร กระชังขนาดนี้ใช้อนุบาลลูกปลาได้ประมาณ 20,000 ตัว เหมาะสำหรับอนุบาลลูกปลาดุกไว้เพียงชั่วคราว
การเลี้ยงปลาดุกขนาดใหญ่

   ก. การเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงปลาดุกนั้น ควรจะได้พิจารณาเป็นพิเศษ แตกต่างกว่าการเตรียมบ่อเลี้ยงปลาชนิดอื่น ทั้งนี้เนื่องจากปลาดุกมีนิสัยชอบหนีออกจากบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะขณะที่ฝนตกน้ำไหลลงไปในบ่อ ปลาจะว่ายทวนน้ำออกไป ฉะนั้นการเตรียมบ่อ ควรจะได้หาทางป้องกันไว้ด้วย โดยทั่ว ๆ ไป ผู้เลี้ยงปลาดุกมักนิยมล้อมขอบบ่อด้วยรั้วไม้รวกหรือเฝือก ซึ่งมีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตรหรืออาจใช้ต้นหมากทาบขนานกับขอบบ่อโดยรอบ สำหรับผู้ที่มีบ่ออยู่ใกล้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น คลอง คู ควรพิจารณากรุภายในบ่อด้วยไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาเจาะชอนหนีไปได้
   ข. อัตราการปล่อยปลาลงเลี้ยง ในเนื้อที่ 1 ตารางเมตร ควรปล่อยปลาที่มีขนาดยาว 5-7 เซนติเมตร ประมาณ 60 ตัว ถ้าปลามีขนาดเล็กกว่านี้ควรปล่อยประมาณตารางเมตรละ 70 ตัว สำหรับบ่อที่มีการถ่ายเทน้ำได้สะดวก จะเพิ่มจำนวนปลาให้มากกว่านี้เล็กน้อยก็ได้ แต่ไม่ควรปล่อยให้มากเกินไปจนแน่น จะทำให้ปลาเติบโตช้า และทำอันตรายกันเอง
อาหารและการให้อาหาร
   ก. อาหารลูกปลา ลูกปลาซึ่งมีถุงไข่แดงยุบหมดแล้ว ควรจะให้อาหารจำพวกไรน้ำต่อไปประมาณ 5-7 วัน ในเวลาเช้าและเย็น ต่อจากนั้นก็ให้อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ได้แก่
1. อาหารจำพวกแมลง เช่น ปลวก ลูกน้ำ ไรน้ำ ฯลฯ
2. เนื้อสัตว์ เช่น เศษเนื้อวัว ควาย ปลา ไส้เป็ด ไส้ไก่ เลือด และเครื่องใน ฯลฯ
3. เนื้อกุ้ง หอย และปูต่าง ๆ
4. เนื้อสัตว์จำพวกกบ เขียด และอื่น ๆ
      อาหารจำพวกเนื้อสัตว์เหล่านี้จะต้องนำมาสับจนละเอียด แต่สำหรับเนื้อปลานั้น ควรใช้ต้มทั้งตัวให้สุกเสียก่อน แล้วจึงให้ลูกปลากินระวังอย่าให้อาหารมากจนเกินขนาดจะทำให้ปลาตายได้ เนื่องจากอาหารย่อยไม่ทัน ทั้งอาหารที่เหลือก็จะทำให้น้ำเสียได้ง่าย นอกจากอาหารจำพวกเนื้อแล้ว อาหารจำพวกพืช เช่น กากถั่ว รำต้ม กากมัน ก็นิยมให้เป็นอาหารสมทบ
      การให้อาหารลูกปลา ควรให้วันละประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักรวมของปลาที่เลี้ยงทั้งหมด แต่ควรสังเกตดูว่าอาหารที่ให้จะเหลือมากน้อยเพียงใด ถ้าเหลือมากควรลดปริมาณอาหารลงบ้าง การให้อาหารแต่ละครั้ง ควรให้ในปริมาณที่ปลาจะกินได้หมดในช่วงเวลาที่ไม่มากนัก
    ข. อาหารปลาใหญ่ ปลาดุกเป็นปลาที่กินอาหารได้ทั้งเนื้อและผักซึ่งพอจะแบ่งได้เป็นพวกดังนี้
1. อาหารจำพวกเนื้อ ได้แก่ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมตามแต่จะหาได้ หรือเครื่องใน เช่น เครื่องในของโคและสุกร ตลอดจนเลือดสัตว์และพวกแมลง เช่น ปลวก หนอน ตัวไหม และไส้เดือน ฯลฯ
2. อาหารจำพวกพืชผัก ได้แก่ รำข้าว ปลายข้าว กากถั่ว กากมัน แป้ง ข้าวโพด แป้งมัน และผักต่าง ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มอาหารหรืออาจจะให้มูลสัตว์ เช่น มูลไก่ มูลหมู มูลแพะ ฯลฯ โดยจัดตั้งคอกเลี้ยงสัตว์นั้น ๆ ให้อยู่ใกล้กับบ่อปลา มูลสัตว์เหล่านี้จะเป็นอาหารทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ปลาดุกได้เป็นอย่างดีโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ปลาดุก ชอบกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากกว่าอาหารประเภทพืชและประเภทแป้ง แต่การให้อาหารประเภทเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว จะทำให้ปลาเจริญเติบโตไม่ได้สัดส่วน เช่น อาจทำให้ตัวอ้วนสั้น มีไขมันมากเกินไป ดังนั้นเพื่อจะให้ปลาเจริญเติบโตได้สัดส่วนและมีน้ำหนักดี ควรจะให้อาหารประเภทเนื้อในอัตรา 30-50 เปอร์เซ็นต์ของอาหารประเภทพืช และแป้ง
      บริเวณที่ให้อาหารในแต่ละครั้งควรจะมีมากกว่า 1 แห่งและควรให้เป็นเวลา เพื่อฝึกให้ปลารู้เวลาและกินอาหารได้ทั่วถึงกัน ไม่เป็นการแออัด และแย่งอาหารทำร้าย
กันเอง ปริมาณของอาหาร ควรให้ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักของปลาทั้งหมดที่ปล่อยเลี้ยงในบ่อ
การจับปลา
      ปลาดุกที่นิยมซื้อขายกันในท้องตลาดนั้นเป็นปลาขนาดพองามประมาณ 3-5 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ปลาดุกขนาดดังกล่าวนี้ มีอายุประมาณ 6 เดือน ถึง 8 เดือน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของพันธุ์ปลาดุกที่ผู้เลี้ยงเริ่มปล่อยรวมทั้งปริมาณและประเภทของอาหารที่ให้ด้วย ฤดูและระยะเวลาที่ควรจับปลาดุกส่งจำหน่ายยังตลาดนั้น ควรจะพิจารณาจับจำหน่ายในฤดูที่ปลาขาดแคลนซึ่งจะทำให้ขายปลาได้ราคาดี
โรคของปลาดุกและการระวังรักษา
โรคของปลาดุกที่ผู้เพาะเลี้ยงประสบปัญหา ซึ่งเป็นเหตุให้ขาดทุนและต้องล้มเลิกกิจการไปมากรายแล้ว ได้แก่
1. โรคโคนครีบหูบวม หรือผู้เลี้ยงเรียกกันติดปากว่า "โรคกกหูบวม" มักจะพบในลูกปลาที่เลี้ยงได้ 2-3 วันแรก และอาจเกิดขึ้นกับปลาดุกระยะหนึ่งระยะใดก็ได้
2. โรคท้องบวม แผลพุพองข้างตัว เนื้องอก ทั้งนี้เนื่องจากพิษบัคเตรี เมื่อบัคเตรีเข้าสู่ตัวปลาแล้ว จะไปทำลายระบบขับถ่ายทำให้ปลาไม่สามารถระบายน้ำออกจากร่างกายได้ตามธรรมชาติ ดังนั้น เวลากล้ามเนื้อปลามีน้ำมากจนเกินขนาด น้ำจะดันออกทางผิวหนัง ทำให้เกิดท้องบวมเนื้อหนังแตกเป็นแผลตามตัวปลา
3. โรคครีบและหางเปื่อย-ฉีกขาด ปากเปื่อยและหนวดกุด เนื่องมาจากพวกตัวเบียน ซึ่งได้แก่ เห็บระฆัง (Trichodina) และปลิงใส (Gyrodactyrus) ตัวเบียนดังกล่าว จะเกาะดูดเลือดปลาตรงบริเวณเหงือก หนวด ครีบและหาง ซึ่งทำให้เส้นโลหิตฝอยตามอวัยวะต่าง ๆ แตกได้
4. โรคตัวแข็งหรือช็อก มักเกิดกับปลาดุกทุกวัย แต่จะพบมากในปลาดุกขนาดใหญ่ โรคนี้อาจเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากพยาธิตัวกลมในลำไส้ และการขาดอาหารประเภทวิตามินบี และธาตุแคลเซียม
5. โรคหัวกะโหลกร้าว ทำให้เนื้อแตกบริเวณใกล้ ๆ ข้อต่อหรือรอยแยกบนหัวปลาดุก เนื่องมาจากผู้เลี้ยงเร่งอาหารประเภทโปรตีนมากเกินไป ปลาจึงอ้วนมีเนื้อและไขมันมากผิดปกติ ทำให้ขาดความสมดุลระหว่างการเจริญเติบโตของเนื้อและกระดูก ซึ่งนับได้ว่าอาการเช่นนี้เกิดจากปลาดุกขาดอาหารธาตุประเภทแคลเซียม
     สาเหตุที่ทำให้ปลาดุกเป็นโรคนั้น เนื่องมาจากปลาอ่อนแอทำให้เชื้อบัคเตรีเข้าสู่ตัวปลาแสดงพิษออกมาได้ง่ายขึ้น ซึ่งสาเหตุดังกล่าวนั้นมักเกิดขึ้นเพราะ
1. น้ำเสีย หรือก้นบ่อมีเศษอาหารเน่าเสียหมักหมมอยู่มาก
2. การปล่อยปลามีจำนวนมากเกินไปในบ่อเดียวกัน
3. ตัวเบียน เช่น พวกสัตว์เซลล์เดียวและหนอนตัวกลม
4. ปลาขาดอาหารธาตุ และมีอาหารไม่เพียงพอในการเลี้ยง
5. น้ำเป็นกรด
ลักษณะของปลาดุกที่ป่วย
     อาการของปลาดุกที่ป่วยเนื่องจากโรคโคนครีบหูบวม ท้องบวมแผลพุพองข้างตัว ครีบและหางฉีกขาด ฯลฯ ดังกล่าวข้างต้นนั้น จะสังเกตได้จากลักษณะอาการที่ปลาว่ายน้ำ ปลาที่ป่วยจะมีการว่ายน้ำและเคลื่อนไหววกวน ไม่มีทิศทาง ตัวแขวนตรงกับผิวน้ำ ชอบเสียดสีกับวัตถุหรือข้างบ่อโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาป่วยจะไม่ค่อยกินอาหาร
วิธีป้องกันรักษาไม่ให้ปลาดุกเป็นโรค ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องพยายามทำให้ปลาอยู่ในสภาพที่แข็งแรงอยู่เสมอ โดยวิธีปฏิบัติดังนี้
1. พยายามถ่ายน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันน้ำเสียและเป็นการรักษาสภาพความเป็นกรดด่างของน้ำ ซึ่งตามปกติแล้วน้ำในบ่อเลี้ยงปลาดุกมักจะมีสภาพความเป็นกรดอย่างอ่อน ๆ เพราะสภาพความเป็นกรดจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเลี้ยงปลาดุกนานวันขึ้น โดยเฉพาะจะมีปริมาณฟอสฟอรัสและไนโตรเจนสูงมาก
2. อัตราการปล่อยปลาในบ่อ ไม่ควรให้แน่นเกินไป คือประมาณ 60-70 ตัว/ตารางเมตร ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีป้องกันรักษาโรคของปลาดุกแล้ว ยังลดค่าใช้จ่ายในแง่ของ
- ค่าพันธุ์ปลาที่ปล่อยลงเลี้ยง
- ค่าอาหารและแร่ธาตุต่าง ๆ เพราะการเลี้ยงปลาดุกจะให้อาหารตามจำนวนพันธุ์ปลา
- ค่ายารักษาโรค
- ค่าแรงงานและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้สูบน้ำ
3. กำจัดโรคพยาธิที่เกาะตามตัวปลา โดยใช้ฟอร์มาลินและดิพเทอร์เร็กซ์ ใส่ลงในน้ำ
4. พยายามขุนอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของปลา
5. ควรบดอาหารให้ละเอียดและเหนียว จะทำให้อาหารที่เหลือลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ ไม่จมลงไปเน่าอยู่ที่ก้นบ่อ เป็นการลดความสูญเสียของอาหารให้น้อยลงอีกด้วย  นอกจากนี้วิธีการดังกล่าวข้างต้น การเตรียมบ่อในขั้นแรกก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อเตรียมบ่อถูกวิธีแล้วจะทำให้การเลี้ยงปลาดุกได้ผลถึง 80%
วิธีการเตรียมบ่อควรปฏิบัติดังนี้
1. บ่อใหม่ ปกติแล้วดินจะมีสภาพเป็นกรดอย่างอ่อน ๆ หรืออาจจะมีสภาพเป็นกรดสูง ขึ้นอยู่กับลักษณะท้องที่ ฉะนั้นควรใช้ปูนขาวประมาณ 1 กก. ต่อพื้นที่ 10-25 ตารางเมตร โดยสาดปูนขาวให้ทั่วบ่อแล้วตากบ่อไว้ประมาณ 7-10 วันก่อน จึงสูบน้ำเข้าบ่อตามระดับที่ต้องการ แต่ควรมีระดับน้ำลึกประมาณ 50 ซม. แล้วจึงปล่อยปลาลงเลี้ยง
2. บ่อเก่า เมื่อเลี้ยงปลาดุกผ่านไปรุ่นหนึ่งแล้ว ควรตากบ่อให้แห้งประมาณ 10-15 วัน พร้อมทั้งโรยปูนขาวให้ทั่วบ่อ ในอัตราส่วนปูนขาว 1 กก. ต่อพื้นที่ 10 ตารางเมตร เพื่อให้แสงแดดทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิม และเป็นการให้จุลินทรีย์เน่าสลายทำให้อินทรียสารที่ตกค้างอยู่ก้นบ่อหมดไปด้วย เมื่อเลี้ยงปลาดุกได้ประมาณ 3-4 รุ่น ควรลอกแลนและทำคันบ่อใหม่ เนื่องจากบ่ออาจตื้นเขินและขอบคันอาจเป็นรู เป็นโพรงมาก ทำให้บ่ออาจเก็บกักน้ำไม่อยู่และไม่สะดวกในการจับปลาอีกด้วย
การใช้น้ำยาและสารปฏิชีวนะกำจัดโรค
    น้ำยาและสารปฏิชีวนะที่นิยมใช้กำจัดโรคปลาดุกมีมากมายหลายชนิดขึ้นอยู่กับความต้องการและความเชื่อถือของผู้เลี้ยง แต่น้ำยาและสารปฏิชีวนะที่ใช้กำจัดโรคปลาดุกที่นับว่าได้ผลดี ได้แก่
1. ฟอร์มาลิน (Formalin) และดิพเทอร์เร็กซ์ (Dipterex) เมื่อปลาดุกเกิดโรคเนื่องจากตัวเบียน ควรใช้ฟอร์มาลิน 25 ซี.ซี. และดิพเทอร์เร็กซ์ 0.25 กรัม ผสมลงในน้ำ
1 ลูกบาศก์เมตร ใส่ลงในบ่อทันทีหรืออาจใช้ฟอร์มาลิน 50 ซี.ซี. ต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร เพียงอย่างเดียวก็ได้ การใช้ฟอร์มาลินและดิพเทอร์เร็กซ์นั้น ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
  - ใช้ฟอร์มาลินและดิพเทอร์เร็กซ์ในอัตราส่วนเดียวกันนั้นแช่ลูกปลาขนาดเล็ก เพื่อเป็นการกำจัดโรคพยาธิ พวกโปรโตชัว และหนอนพยาธิต่าง ๆ ที่ติดมากับตัวปลา โดยแช่ลูกปลาไว้ในน้ำยานี้ประมาณ 12 ชั่วโมง ก่อนปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงในบ่อ
  - ใช้สวิงตาถี่ช้อนลูกปลาที่แช่น้ำยาแล้วเลี้ยงในบ่อ ส่วนน้ำยาที่ใช้แล้วไม่ควรเทลงไปในบ่อ
  - หลังจากปล่อยลูกปลาลงเลี้ยงในบ่อประมาณ 3-5 วัน ควรใช้น้ำยาดังกล่าวผสมกับน้ำสะอาดสาดลงให้ทั่วบ่ออีกครั้งหนึ่ง โดยการคำนวณปริมาณน้ำยาที่ใช้กับปริมาณน้ำในบ่อให้ได้อัตราส่วนเดียวกันกับอัตราส่วนที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
  - ควรใช้น้ำยาฯ ผสมกับน้ำสะอาดสาดให้ทั่วบ่ออีกทุก ๆ 15-18 วันแต่ก่อนใช้น้ำยาต้องให้ปลาอดอาหารอย่างน้อย 12 ชั่วโมง และควรใส่น้ำยาฯ ลงในบ่อเฉพาะในเวลากลางวันเท่านั้น ในกรณีที่เกรงว่าจะสิ้นเปลืองน้ำยาฯ มาก ควรลดน้ำในบ่อให้เหลือประมาณ 30-35 ซม. แล้วจึงคำนวณปริมาณการใช้น้ำยาฯ เมื่อใส่น้ำยาแล้วประมาณ 12 ชั่วโมง จึงสูบน้ำเข้าบ่อให้ได้ระดับที่ต้องการและให้อาหารปลาต่อไป
2. เทอร์รามัยซิน (Terramycin) คลอโรมัยซีติน (Chloromycetin) เตตราชัยคลิน (Tetracyclin) ใช้กับปลาดุกที่เกิดโรค อันมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากบัคเตรี ควรใช้สารปฏิชีวนะอย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้กล่าวแล้ว ในอัตรา 1.8-2 กรัม ผสมกับอาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากินติดต่อกันเป็นเวลา 7-10 วัน
3. พยาธิที่เกิดในระบบทางเดินอาหาร ควรใช้ยา ได-เอ็นบิวทีลทินออกไซด์ (di-N-butyl tinoxide) 1 เปอร์เซ็นต์ (ยา 1 ส่วน ต่ออาหารปลา 99 ส่วน ) ผสมกับอาหารให้ปลากินติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน
4. ในกรณีที่ปลาเป็นโรคตัวแข็งและกะโหลกร้าว ควรใช้อาหารธาตุพวกแคลเซียม ผสมลงในอาหารปลาที่เคยให้ตามปกติ ในอัตราส่วนแคลเซียมหนัก 20-22 กรัม ต่ออาหารปลา 100 กิโลกรัม และควรให้ติดต่อกันเป็นเวลา 7-10 วัน


เอกสารคำแนะนำ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

      



บทความ
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส... ด้วยการเลี้ยงปลาในกระชังตอน3
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส... ด้วยการเลี้ยงปลาในกระชังตอน2
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส... ด้วยการเลี้ยงปลาในกระชังตอน1
แอมโมเนียกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
การเร่งสีปลาสวยงาม ด้วยสารประกอบให้สี
ปลาหมอตาล
เขียวมรกต ปลาอนาคตไกล.....ทางเลือกใหม่ของเกษตรกร
เลี้ยงปลาดุก ในบ่อซีเมนต์ด้วยผักตบชวา
การเลี้ยงปลาไหลในล้อยาง...แนวทางใหม่ในการเลี้ยง
ไปเรียนรู้เทคนิคการลำเลียงขนย้ายลูกปลากันดีกว่า
 
© Copyright 2002 Nicaonline.com. All right reserved.
Powered by Dwc_Articles 1.2 Beta