ปลาบู่ทราย-ปลาบู่จาก ชื่อวิทยาศาสตร์ OXYELEOTRIS MARMORATUS BLEEKERชื่อสามัญ SAND GOBY
เป็นปลาน้ำจืดที่มีลำตัวยาว ส่วนท้องแบน หัวแบนลง ความยาวของลำตัวเป็น 1.0-3.5 เท่าของความลึกและเป็น 1.0-2.8 เท่าของความยาวหัว ปากกว้าง มุมปากเฉียงลงยาวถึงระดับเดียวกับกึ่งกลางของตา ฟันที่ขากรรไกรซี่เล็กแหลมเรียวมีแถวยาว ส่วนฟันที่คอหอยซี่เล็กๆ แหลมคมมี 4 กลุ่ม ข้างบน 2 กลุ่ม ข้างล่าง 2 กลุ่ม ตาโปนอยู่ด้านบนของหัว รูจมูกคู่ หน้าเป็นหลอดยื่นขึ้นมาติดกับร่องที่แบ่ง จะรอยปากกับริมฝีปาก ส่วนจมูกคู่หลังเป็นรูปเล็กอยู่ระดับเดียวกับขอบตา แต่ขึ้นไปทางด้านบน ครีบหลังมี 2 ส่วนๆ แรกมีด้านครีบเดี่ยว 1 ก้าน และก้านครีบแขนง 8 ก้าน ครีบหางกลม เกล็ดมี 2 แบบคือ เกล็ดกลมขอบเรียบและเกล็ดมีปลายเป็นหนามที่หัวจะมีเกล็ดแบบกลมขอบเรียบเป็นเกล็ดที่ลำตัว ปลายเกล็ดมีหนาม เส้นข้างลำตัวมีเกล็ด 70-90 เกล็ด ลำตัวมีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลปนเทา ส่วนบนหัวมีสีดำส่วนท้องขาวจาง หลังและข้างของลำตัวเป็นแถบขาวปนเหลืองขวางลำตัว แถบจะเห็นได้ชัดบริเวณหาง ส่วนบริเวณลำตัวเป็นลายหรือปรงสีขาวปนเหลือง ครีบทุกครีบมีลายดำพาดขวาง ยกเว้นครีบหลังมีสีน้ำตาลปนดำ นิสัยการกินอาหาร ปลาบู่เป็นปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร เช่น ลูกปลา ลูกกุ้ง แมลงในน้ำ หอยและปู เป็นต้น จากการวิเคราะห์นิสัยการกินอาหารของปลาบู่ พบว่าปลาบูขนาด 1.0-10.0 ซม. อาหารที่พบเป็นกุ้ง 75% ปลา 25% ปลาบู่ขนาด 10.1-20.0 ซม. อาหารที่พบเป็นกุ้ง 58% ปลา 40% ปู 2% ปลาบู่ขนาดตั้งแต่ 20 ซม. ขึ้นไป อาหารที่พบเป็นปลา 72% กุ้ง 28% การแพร่กระจายของปลาบู่ ปลาบู่ในประเทศไทยพบ อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วทุกภาค นอกจากนี้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดเล็ก พบว่าปลาบู่ทรายมีการเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วแทบทุกแหล่ง เช่นอ่างเก็บน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี เป็นต้น จากการสำรวจคุณภาพน้ำจากแหล่งที่พบปลาบู่อาศัยอยู่ สรุปได้ว่าปลาบู่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนตั้งแต่ 3 ส่วนในล้านส่วน(ppm) ขึ้นไป ความเป็นด่าง Alkalinity ระหว่าง 35-221 ppm ความกระด้าง Hardness 23-164 ppmค่าความเป็นกรดเป็นด่าง 6.3-8.6 ที่บึงบอระเพ็ด พบว่าบริเวณที่ทำการรวบรวมปลาบู่ปริมาณออกซิเจน 6.0-7.0 ppm ความเป็นด่าง 70-80 ppm ความเป็นกรด-ด่าง 6.5-7.2 อุณหภูมิน้ำ 24oC-30oC ความลึกของน้ำประมาณ 3.0-4.0 เมตร ที่เป็นดินโคลนตม การสืบพันธุ์-การเพาะพันธุ์ปลาบู่การฉีดฮอร์โมน การเตรียมฮอร์โมน เพื่อนำไปฉีดให้ปลาทำได้โดยนำต่อมใต้สมองมาบดให้ละเอียดเติมน้ำกลั่นแล้วบดซ้ำจนละเอียด อาจจะเติมฮอร์โมนสกัดผสมลงไปด้วยก็ได้หรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์เพศของแม่ปลา จากนั้นใช้เข็มฉีดยาดูดในปริมาณที่เราต้องการ เพื่อนำไปฉีดให้กับพ่อแม่ปลา ซึ่งได้จากการคัดเลือกแล้วนำไปฟักในบ่อซิเมนต์หรือกระชังอวนไนล่อนปริมาณฮอร์โมนสำหรับปลาบู่ที่ใช้กันได้ผลในปัจจุบันจะฉีด 2 ครั้ง สำหรับแม่ปลาส่วนปลาถึงผู้ฉีด 1 ครั้ง โดยฉีดพร้อมกับฉีดตัวเมียเข็มที่ 2ฉีดแม่ปลาครั้งที่ 1 ใช้ประมาณ 0.5-1.0 โดส ฮอร์โมนสกัด 25-27 ไอยูแม่ปลาครั้งที่ 2 ใช้ประมาณ 1.5-2.0 โดส ฮอร์โมนสกัด 100-150 ไอยูปลาตัวผู้ฉีดครั้งเดียวในปริมาณ 0.5-1 โดส ตำแหน่งที่ฉีดและช่วงเวลาในการฉีดสำหรับตำแหน่งในการฉีดที่เหมาะสมมี 2 ตำแหน่งคือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณใต้ครีบหลังเหนือเส้นข้างลำตัว และบริเวณปลายสุดของครีบหลังซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีเกล็ด สำหรับเวลาในการฉีดครั้งแรกและครั้งที่ 2 ใช้เวลาห่างกัน 6 ชม. นำพ่อแม่ปลาปล่อยในอัตราส่วน 1 : 1 ปลาบู่เป็นปลาที่ไข่ติด ดังนั้นในบ่อควรมีทางมะพร้าวโดยเอาทางโคนกาบใหญ่วางใกล้พื้นตรงมุมละอันทำมุม 60 oC หรือกระเบื้องแผ่นเรียบพิงไว้ตามมุมบ่อทั้ง 4 มุม 3-7 วัน ปลาบู่จะวางไข่เองโดยวางไข่ติดกันเป็นผื่นแผ่กระจายไปตามแนวตั้งของทางมะพร้าว การฟักไข่ ไข่ปลาบู่เป็นไข่ติดเม็ดไข่มีน้ำมันมากจนพองคล้ายหยกน้ำมัน โดยเฉพาะไข่ที่ได้รับการผสมกับน้ำเชื้อตัวผู้จะมีความวาวใส ส่วนไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะมีสีขาวทึบ ไข่ปลาที่ได้รับการผสมจะฟักออกเป็นตัวภายในเวลา 23-38 ชม. ที่อุณหภูมิ 27 oC-31 oC ลูกปลาบู่ที่ฟักเป็นตัวใหม่มีความบางประมาณ 5 มม. มีถุงอาหารยาวประมาณ 1 ใน 3 ของความยาวลำตัวลูกปลาจะนอนอยู่กับก้นบ่อหรือว่ายน้ำได้โดยเคลื่อนไปข้างหน้าเป็นจังหวะๆโดยการตะแคงตัว การอนุบาล การอนุบาลปลาบู่อายุตั้งแต่ 1-60 วัน ในระดับความเค็ม 10-20 ppt. ทำให้ลูกปลามีอัตราการรอดสูงถึง 96.88% ในขณะที่อนุบาลในน้ำจืดปลาตายเมื่อมีอายุ 7 วัน และลูกปลาจะตายหมดเมื่อมีอายุ 23 วัน แสดงให้เห็นว่า หลังจากฟักเป็นตัวลูกปลาจะหาแหล่งเลี้ยงตัวในน้ำกร่อย จนเจริญเติบโตเป็นปลาวัยรุ่นการอนุบาลปลาบู่ในน้ำกร่อย จะเหมาะสมกว่าการอนุบาลลูกปลาในน้ำจืดเพราะทำให้ลูกปลามีความแข็งแรงสมบูรณ์และรอดตายสูง ตารางของลูกปลาบู่เมื่ออายุ 3 วัน เริ่มให้กินอาหารระหว่างลูกปลาอายุ 3-5 วัน ให้โรติเฟอร์ขนาดเล็กผ่านผ้ากรองขนาด 100 ไมครอน หลังจาก 5 วัน ให้โรติเฟอร์ทุกขนาดโดยไม่ต้องคัดเอาตัวเล็ก ในปริมาณที่เพียงพอต่อการกินอาหารของลูกปลาแต่ละวันถึงประมาณ 5-20 ตัว/มล. เมื่อครบ 20 วันค่อยๆ ลดปริมาณโรติเฟอร์ลงเพราะลูกปลาเริ่มกินไรแดง-อาร์ทีเมีย จึงหยุดให้โรติเฟอร์เมื่อลูกปลามีอายุ 25 วัน แล้วให้อาร์ทีเมียวันละ 2 ครั้งตอนเช้า-เย็น เมื่อปลามีอายุ 45 วันเริ่มให้อาร์ทีเมียตัวโตขึ้น เพื่อที่จะเหมาะสมกับขนาดปากของลูกปลา การเลี้ยงปลาบู่ในบ่อดิน-กระชัง อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปลาวัยอ่อนเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพิจารณาทั้งนี้เนื่องจากปลาบู่เป็นปลาที่กินเนื้อ โดยนิสัยรวมทั้งจะต้องพิจารณาว่า อาหารที่ให้จะต้องไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำเสีย จึงต้องให้อาหารที่เป็นแพลงก์ตอนจำพวกสัตว์พวก โรติเฟอร์ ไรน้ำตาล ไรน้ำกร่อย ไรแดง ถึงขั้นวัยรุ่นที่อายุครบ 30 วัน จากนั้นฝึกให้ลูกปลากินอาหารจำพวกเนื้อ ปลาบดละเอียดต่อไป การให้อาหารมีชีวิตนั้นให้วันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า-บ่าย รวมทั้งต้องพิจารณาอาหารให้เหลืออยู่ในบ่อมากพอสำหรับลูกปลาจะได้กินในเวลากลางคืนด้วย ทำเลการทำบ่อเลี้ยงปลาบู่1. บ่อควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือแหล่งที่สามารถถ่ายเทน้ำได้สะดวกมีน้ำตลอดปีบ่อมีความลึกประมาณ 1.50 เมตร2. การปล่อยปลาลงเลี้ยง ควรปล่อยไม่เกิน 1 ตัว/ตารางเมตร3. ขนาดของปลาบู่ที่ปล่อยลงเลี้ยงควรมีขนาดใกล้เคียงกันโดยประมาณตัวละ 100 กรัม ความยาว 10-12 ชม.4. อาหารของปลาบู่ควรเป็นอาหารสด คาว เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลาหรือปลาสดสับเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมรำปลายข้าวและหัวอาหาร5. ควรให้อาหารเป็นเวลา อัตราการให้ควรอยู่ระหว่าง 3-5% ของน้ำหนักตัว6. การจับปลาบู่ออกจากบ่อควรจับให้หมดในครั้งเดียว เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและป้องกันปลาที่เหลือบอบช้ำ การเลี้ยงปลาบู่ในกระชัง การเลี้ยงปลาบู่ในบ่อดินที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากปล่อยปลาในอัตราต่ำ ปลาโตช้า การเลี้ยงร่วมกับปลาอื่นก็ได้ผลไม่เป็นที่พอใจ เกษตรกรจึงหันมาทดลองเลี้ยงในกระชังซึ่งแขวนลอยอยู่ในแม่น้ำลำคลองที่มีกระแสน้ำไหลผ่านตลอดเวลา การเลี้ยงวิธีนี้เป็นที่นิยมเพราะลงทุนน้อยเลี้ยงปลาได้จำนวนมากไม่ต้องเปลี่ยนน้ำทำให้ประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายประหยัดแรงงาน และจับปลาขายง่ายกว่าการเลี้ยงในบ่อ การเลี้ยงในกระชังเลี้ยงมากในแม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์และแม่น้ำอื่นๆ ที่สามารถเลี้ยงได้สำหรับการเริ่มต้นเลี้ยงปลาบู่ในกระชัง เริ่มต้นการเลือกสถานที่ลอยกระชัง สถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลาบู่ในกระชัง1. คุณภาพน้ำดี มีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดปี2. น้ำมีออกซิเจนสูงไม่เป็นแหล่งน้ำเสียอันเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมและไม่มีสารพิษเจือปน3. น้ำมีความขุ่นพอสมควร เพราะปลาบู่ชอบที่มืดจะช่วยให้กินอาหารได้ดีไม่ตกใจง่าย4. ความลึกของน้ำไม่ควรต่ำกว่า 2 เมตร5. น้ำมีการไหลเวียนดี มีปริมาณความแรงที่จะถ่ายเทน้ำในกระชัง6. บริเวณที่แขวนกระชังควรปลอดภัยจากศัตรูธรรมชาติ7. การคมนาคมสะดวก ง่ายต่อการลำเลียงพันธุ์ปลา อาหาร และนำปลาสู่ตลาด8. ปราศจากโจรผู้ร้าย และสะดวกในการดำเนินธุรกิจต่างๆ การควบคุมและป้องกันโรคระหว่างการเลี้ยง1. ไม่ควรนำพันธุ์ปลาที่ซื้อมาใหม่ปล่อยรวมกับปลาเก่าที่เลี้ยงอยู่ เพราะปลาเก่าย่อมแข็งแรงแย่งอาหารเก่งกว่า อาจทำร้ายปลาใหม่ได้นอกจากนี้ปลาใหม่อาจเกิดเชื้อมาจากที่ชื้น ทำให้ปลาเก่าติดเชื้อด้วย2. ถ้าผู้เลี้งไม่แน่ใจว่าพันธุ์ปลาที่ซื้อมาผ่านขั้นตอนการกำจัดโรคมาแล้ว ก่อนลำเลียงการแช่ปลาในด่างทับทิมหรือยาเหลือง ความเข้มข้น 10 ppm 5-10 นาที3. ไม้ที่ทำกระชังควรใส่ให้เรียบร้อย โดยเฉพาะด้านในกระชังเพื่อสะดวกในการทำความสะอาด4. การให้อาหารปลาบู่ควรคำนึงถึงปริมาณและคุณภาพ ผู้เลี้ยงควรให้อาหารที่มีส่วนผสมครบถ้วนและปริมาณที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการกำจัดเชื้อโรค5. เมื่อพบปลาตายในกระชังไม่ควรทิ้งปลาลงไปในแม่น้ำ ควรกำจัดเพื่อไม่ให้แพร่โรคต่อไป แล้วรีบหาวิธีการแก้ไข6. อัตราปล่อยไม่ควรปล่อยแน่นเกินไปอาจจะทำให้ปลาโตช้าทำให้ปลาเป็นโรคง่าย ถ้าสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย